เมืองหลินยวน หนึ่งในเมืองผู้ฝึกตนที่ใหญ่ที่สุดแห่งดินแดนรกร้างบูรพา ได้ชื่อนี้มาเพราะตัวเมืองตั้งอยู่ริมขอบหน้าผาของเทือกเขาสัตว์อสูร เป็จุดพักเติมเสบียงแห่งสุดท้ายสำหรับผู้ฝึกตนอิสระที่จะเข้าไปหาประสบการณ์ในเทือกเขาสัตว์อสูร
ยามที่ฉินเฉินมาถึงเมืองหลินยวน ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงแล้ว ทว่าเมืองผู้ฝึกตนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ผู้คนบนท้องถนนเดินขวักไขว่ ร้านรวงตั้งเรียงราย เสียงร้องเร่ขายของดังไม่ขาดสาย
หลังจากผ่านการต่อสู้เข่นฆ่าในป่าเขามาหลายวัน เขาตัดสินใจที่จะพักผ่อนอยู่ที่นี่สักวันหนึ่ง เพื่อจัดหาเสบียงสิ่งของเพิ่มเติม จากนั้นก็จะมุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่จัดการประลองใหญ่ของสำนักแห่งดินแดนรกร้างบูรพา
ฉินเฉินสวมหมวกฟางเก่าซอมซ่อที่ค้นเจอจากถุงมิติของโจรวายุทมิฬ เดินผ่านประตูเมืองเข้าไปอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ดูค่อนข้างสะอาดสะอ้าน
“ห้องพักหนึ่งห้อง พักหนึ่งคืน”
ฉินเฉินตบหินิญญาระดับต่ำสองก้อนลงบนโต๊ะบัญชี เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเป็คนธรรมดารูปร่างอ้วนท้วน พอเห็นหินิญญาดวงตาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที รีบกุลีกุจอจัดแจงห้องพักชั้นบนด้านในสุดให้เขาอย่างกระตือรือร้น
ฉินเฉินไม่สนใจสายตาของเถ้าแก่ เดินตรงขึ้นไปชั้นบน
หลังจากชำระร่างกายอย่างง่ายๆ และเปลี่ยนมาสวมชุดรัดกุมสีครามที่สะอาดสะอ้านแล้ว เขาก็ไปพิงอยู่ริมหน้าต่าง คอยฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ฝึกตนที่อยู่ชั้นล่างอย่างเงียบๆ
ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมเป็โรงสุรา ยามนี้กำลังมีผู้ฝึกตนอิสระหลากหลายประเภทมารวมตัวกันอยู่เป็จำนวนมาก
“ได้ยินข่าวหรือไม่ กลุ่มโจรวายุทมิฬที่สิงสถิตอยู่รอบนอกเทือกเขาสัตว์อสูรมาตั้งสามปีกว่า ถูกคนกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว!”
น้ำเสียงที่จงใจกดให้ต่ำสายหนึ่ง ลอดผ่านแผ่นไม้ปูพื้นเข้ามาในหูของฉินเฉิน
“อันใดนะ?! โจรวายุทมิฬหรือ ใช่โจรวายุทมิฬที่ฆ่าคนเป็ผักปลา เลี้ยงยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานไว้ตั้งสิบกว่าคน แถมลูกพี่พายุทมิฬยังมีพลังบำเพ็ญถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์กลุ่มนั้นหรือ!” น้ำเสียงหยาบกระด้างที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นด้วยความตกตะลึง
“ใช่พวกมันนั่นแหละ! ว่ากันว่าคนที่ลงมือก็มีเพียงคนเดียว ไม่ใช่ผู้าุโของสำนักที่ไหน แต่เป็เพียงเด็กหนุ่มผู้ฝึกตนอิสระอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้น! ร้ายกาจจริงๆ คนเดียวฆ่ายอดฝีมือระดับสร้างรากฐานของกลุ่มโจรวายุทมิฬไปตั้งสิบกว่าคน ซ้ำยังสูบพลังพายุทมิฬจนกลายเป็ซากศพแห้งกรังอีกด้วย!”
“ซี๊ด——นี่มันเด็กหนุ่มที่ไหนกัน นี่มันมารร้ายเดินดินชัดๆ!”
“นั่นสิ ตอนนี้ในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระลือกันให้แซด เรียกเขาว่า ‘จอมมารฉิน’ พวกสำนักชิงอวิ๋นคราวนี้ตาบอดเสียจริงที่ไล่ดาวมฤตยูเช่นนี้ออกจากสำนักโดยหาว่าเป็เศษสวะ ตอนนี้นึกเสียใจภายหลังจนแทบกระอักเืกระมัง!”
“ได้ยินมาว่าสำนักชิงอวิ๋นประกาศกร้าวว่าจะทำความสะอาดสำนักแล้ว แต่เ้าคิดว่าตอนนี้ยังมีผู้ใดเชื่ออยู่อีกหรือ สำนักใหญ่พวกนั้น ทั้งหุบเขาราชันย์โอสถ สำนักอัคคี กระทั่งนิกายเสวียนอิน ต่างก็กำลังสืบหาเบาะแสของ ‘จอมมารฉิน’ ผู้นี้กันทั้งนั้น!”
“จุ๊ๆ โลกผู้ฝึกตนแห่งดินแดนรกร้างบูรพา คงไม่ได้ครึกครื้นเช่นนี้มานานแล้วกระมัง”
เมื่อฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชั้นล่าง มุมปากของฉินเฉินก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นเป็รอยยิ้มขื่นๆ ที่ดูเลือนราง
“จอมมารฉิน... ฉายานี้ช่างเข้ากับข้าเสียจริง”
เขายกมือขึ้น มองดูหลุมดำขนาดจิ๋วที่อยู่ลึกลงไปในฝ่ามือ แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
มารก็มารสิ
บนโลกใบนี้ สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกที่เรียกตัวเองว่าวิญญูชนฝ่ายธรรมะผู้สูงส่งเ่าั้หุบปากได้ ก็คือเ้าต้องแข็งแกร่งกว่าพวกมัน แข็งแกร่งจนทำให้พวกมันหวาดกลัว
……
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉินเฉินออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งตรงไปยังตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลินยวน
ภายในตลาดมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ข้าวของเครื่องใช้สำหรับผู้ฝึกตนละลานตาไปหมด
ฉินเฉินเดินเข้าไปในร้านขายโอสถที่แขวนป้าย “หอร้อยสมุนไพร” เป็อันดับแรก นำชิ้นส่วนสัตว์อสูรในถุงมิติของพายุทมิฬที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ขายทิ้งไปจนหมด แลกหินิญญาระดับต่ำมาได้ห้าร้อยกว่าก้อน
เมื่อรวมกับหินิญญาเดิมที่พายุทมิฬมีอยู่ ในที่สุดตอนนี้ฉินเฉินก็มีเงินทองจับจ่ายใช้สอยคล่องมือขึ้นมาบ้างแล้ว
จากนั้น เขาก็ไปที่ร้านขายอาวุธเวทและอุปกรณ์ป้องกันโดยเฉพาะแห่งหนึ่ง
ในการต่อสู้อันดุเดือดหลายต่อหลายครั้งในเทือกเขาสัตว์อสูร เขาอาศัยเพียงร่างกายต้านทานการโจมตีมากจนเกินไป จึงรับรู้ได้อย่างลึกซึ้งถึงความจำเป็ของอาวุธเวทป้องกัน แม้กายากลืนนภาจะแข็งแกร่ง ทว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่ร่างกายที่เป็ะ
หลังจากเลือกดูอยู่พักหนึ่ง ฉินเฉินก็ซื้อ 【กระจกคุ้มใจเหล็กนิล】 ที่สามารถต้านทานการโจมตีสุดกำลังของระดับสร้างรากฐานขั้นต้นได้หนึ่งชิ้น พร้อมกับแผนที่รายละเอียดซึ่งระบุการกระจายตัวของขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ในดินแดนรกร้างบูรพาและแบ่งเขตแดนในเทือกเขาสัตว์อสูรมาหนึ่งแผ่น
“สมควรเตรียมโอสถไว้สำหรับการประลองใหญ่ของสำนักบ้างแล้ว”
ฉินเฉินเดินเข้าไปในร้านขายโอสถอีกแห่งหนึ่ง เลือกซื้อโอสถรักษาอาการาเ็ชั้นดีและโอสถฟื้นปราณมาหลายขวด
แม้กายากลืนนภาจะสามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วด้วยการกลืนกิน ทว่าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย โดยเฉพาะในการประลองใหญ่ของสำนักที่อาจมียอดฝีมือระดับขั้นแก่นทองคำอยู่ด้วย เขาจำเป็ต้องพยายามปกปิดความสามารถในการกลืนกินของตนเองเอาไว้
ในจังหวะที่ฉินเฉินจ่ายหินิญญาและเตรียมตัวจะออกจากตลาด ความรู้สึกถูกลอบมองอย่างแเียิ่งยวดก็ถูกส่งมาจากเื้ัอย่างกะทันหัน
ฝีเท้าของฉินเฉินชะงักไป อาศัยเงาสะท้อนจากกระจกทองแดงของร้านขายอาวุธเวทแห่งหนึ่งในตลาด ล็อกเป้าหมายคนที่สะกดรอยตามเขาได้อย่างเงียบเชียบ
เป็ชายสองคนที่สวมชุดลำลอง ทว่ากิริยาท่าทางกลับมีกลิ่นอายของผู้ฝึกตนจากสำนักอย่างเห็นได้ชัด ระดับพลังบำเพ็ญอยู่ราวๆ สร้างรากฐานขั้นต้น พวกมันหลงคิดว่าตนเองซ่อนตัวได้ดีแล้ว แสร้งทำเป็เลือกดูหญ้าิญญา และเดินตามหลังฉินเฉินมาห่างๆ ในระยะสิบกว่าเมตรอย่างสบายใจ
“คนของสำนักชิงอวิ๋นงั้นหรือ หรือว่าสายลับของขุมกำลังอื่น”
แววตาของฉินเฉินสาดประกายความเ็าวาบ
เขาไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น แต่กลับเร่งฝีเท้าเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คน
ผู้สะกดรอยทั้งสองคนนั้นก็รีบเร่งฝีเท้าตามมาติดๆ เช่นกัน
ทว่า พวกมันเพิ่งจะเลี้ยวเข้าตรอกมา สิ่งที่ต้อนรับพวกมัน ก็คือเงาของลูกเตะที่ดุดันถึงขีดสุด
ปัง! ปัง!
เสียงทึบดังขึ้นสองครั้ง ผู้สะกดรอยทั้งสองคนยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็ถูกเตะจนปลิวละลิ่ว กระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจังจนเืมุมปากไหลซึม
ฉินเฉินก้าวเท้าเข้าไป บีบคอหนึ่งในนั้นเอาไว้แล้วกดติดกำแพง
“พูดมา ผู้ใดส่งพวกเ้ามา”
คนผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ทว่ารังสีอำมหิตอันเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของฉินเฉิน กลับทำให้ร่างของมันเย็นเฉียบไปทั้งตัว
“ข้าพูดแล้ว! ข้าจะพูด! เป็... เป็ผู้าุโหลี่! เขาส่งพวกเรามาจับตาดูเ้า สั่งว่าขอเพียงระบุร่องรอยของเ้าได้ ก็ให้รีบรายงานกลับไปทันที... อย่าฆ่าข้าเลย...”
“ผู้าุโหลี่... ยังไม่ตัดใจอีกหรือ” ฉินเฉินแค่นเสียงหัวเราะเย็น คลายมือออก
“กลับไปบอกผู้าุโหลี่ หากเขา้าของวิเศษชิ้นนั้น ก็ให้เขามาเอาเองที่งานประลองใหญ่”
กล่าวจบ ฉินเฉินก็เตะทั้งสองคนจนปลิวกระเด็น หันหลังหายวับไปสุดปลายตรอก
สายลับทั้งสองคนทรุดฮวบอยู่บนพื้น สบตากันด้วยความหวาดผวา ต่างฝ่ายต่างก็เห็นความหวาดกลัวอันลึกซึ้งในแววตาของกันและกัน
เด็กหนุ่มผู้นั้น... แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อหลายวันก่อนอีกแล้ว!
ความเร็วในการเติบโตเช่นนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริงๆ
ทว่าฉินเฉินในยามนี้ ได้ออกจากเมืองหลินยวนไปแล้ว เขาเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดการประลองใหญ่แห่งดินแดนรกร้างบูรพา——ลานประลองารกร้าง
เื้ัของเขา สายลับที่ขุมกำลังต่างๆ จัดเตรียมไว้ในเมืองหลินยวน ต่างพากันส่งข่าวกรองออกไป
“เป้าหมายออกจากเมืองหลินยวนแล้ว ทิศทางคาดว่าเป็ลานประลองารกร้าง!”
พายุลูกใหญ่ที่จะสั่นะเืไปทั่วทั้งโลกผู้ฝึกตนแห่งดินแดนรกร้างบูรพา กำลังก่อตัวหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง โดยมีเด็กหนุ่มที่เคยถูกเรียกว่าเศษสวะเป็จุดศูนย์กลาง