เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 35 พลังที่เหนือกว่ายีน

             

    “มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”

            ผมมองหวังเฉียงที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าอย่างหมดหนทางชายคนนี้ดื้อจริงๆ ทั้งๆ ที่เงื้อมมือแห่งความมืดกำลังยื่นมาหาเขาแท้ๆยังมัวลังเลเรื่องแบบนี้อีก

            “นี่คือเกียรติของทหาร นายไม่เข้าใจหรอก”

            ก็จริงก่อนหน้านี้ที่เซี่ยหลิงพูดแบบนั้น ผมยังไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่เหมือนว่าเขาไม่เพียงแค่เป็นอดีตทหารเท่านั้น

            แต่ยังไม่ลืมประสบการณ์ที่ได้รับในชีวิตทหารอีกด้วยราวกับเขาเป็นพลเรือนที่ยังคงมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ แม้เรื่องลับๆจะโผล่ขึ้นมาอย่างน่าสงสัย แต่กับหญิงสาวอย่างหมอนิติเวชที่แสนลึกลับใครจะไปรู้ว่าเธอมีความลับอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง การรู้เรื่องนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ

            เมื่อเทียบกับเขาการที่ผมรู้เบื้องหลังของเรื่องนี้ยิ่งดูน่าสงสัย

            แม้เรื่องนี้จะเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บนเครื่องบินเลยแต่การตัดสินใจเรื่องความสามารถของแต่ละคนการกำหนดพันธมิตรและคู่หูนั้นกลับกลายเป็นความสามารถเสริมที่สำคัญมาก

            เมื่อเราปราศจากบทบาทและต้องทำหน้าที่เพียงผู้โดยสารธรรมดาความสามารถนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

            ไม่ว่าอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังใช้ระบบลับระดับชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตอยู่แม้ในภายหลังจะมีการอธิบายใดๆ ก็ตาม แต่ข้อกล่าวหาและความสงสัยบางอย่างที่มีก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

            ช่างเถอะโทษทีที่เผลอพูดมากเกินไป ทั้งๆ ที่บอกตนเองแล้วว่าจะรอคุยทีหลังแต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงข้อสงสัยเรื่องนี้

            ต้องเข้าใจว่าการประเมินความสามารถนี้มีจุดประสงค์เพื่อค้นหากลุ่มคนที่มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาการมีอยู่ของพวกเขาไม่ต่างอะไรกับเหล่าผู้มีพลังพิเศษในนิยายหรือภาพยนตร์เลย

            สิ่งที่เรียกว่า“พลังพิเศษ” นี้จริงๆแล้วก็คือความสามารถที่อยู่เหนือกว่าระดับมนุษย์ทั่วไปเป็นรหัสพันธุกรรมลับที่ซ่อนอยู่ใน “เกราะพันธุกรรม” ของมนุษย์

            เช่นไอน์สไตน์ ผู้ที่มีไอคิวถึง 187 หากมองในแง่ส่วนสูงหรือน้ำหนักตัวเลขนี้อาจไม่น่าตื่นเต้นอะไรนัก แต่ในแง่ของไอคิวแล้ว ถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก

            ไอน์สไตน์จึงเป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่มีความสามารถที่อยู่ในระดับอัจฉริยะที่ซึ่งในระบบการประเมินนี้เขาก็จัดอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพทางปัญญาสูงเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไป

            ในโลกนี้มีขีดจำกัดของมนุษย์ที่น่าทึ่งอยู่เสมอแม้ในประวัติศาสตร์ก็ยังเคยมีคนที่มีไอคิวเกิน 200 ตามเกณฑ์การประเมินนั้น

            ไอน์สไตน์อาจถูกจัดให้อยู่ที่ระดับสี่ดาวซึ่งถือว่าสูงมากแต่ผู้ที่จะไปถึงระดับการประเมินขั้นสุดท้ายได้แทบจะเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในโลก

            “ฮึ คิดว่าฉลาดนักเหรอ พูดถึงแค่สูตรคำนวณเล็กๆ น้อยๆแล้วคิดจะมาดูถูกฉันแค่เพราะฉันไม่ได้เรียนสูงงั้นสิ ฉันไม่รู้จริงๆเหรอว่าพวกนายคิดจะทำอะไรกัน”

            เฉียนตัวตัวยังคงไม่พอใจการที่ถูกดูหมิ่นถึงขนาดนี้ทำให้ความโกรธในใจของเขาพุ่งพล่าน

            ความคิดแคบๆของเขาถูกมองทะลุไปตั้งนานแล้วแค่เพราะต้องรักษาหน้าตาตนเองก็เลยอารมณ์เสียเท่านั้นเอง

            แต่ไม่ได้ดูสถานการณ์ของตนเองเลยว่าตอนนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะคนอื่นที่มีสติปัญญามากกว่ากำลังเล่นเกมอย่างใจเย็นเพื่อให้เขารอด

            แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้อยากช่วยเฉียนตัวตัวด้วยความสงสารหรอก

            เหมือนหลายคนจะอยากใช้โอกาสนี้ในการหาข้อมูลเพิ่มเติมเผื่อจะได้ผลประโยชน์อะไรจากการตายของใครบางคน

            ถ้าเกิดสามารถโยกย้ายเงินก้อนใหญ่ได้ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ในประเทศหรือต้องหนีไปนอกประเทศ ก็จะมีทางหนีทีไล่อย่างแน่นอน

            ในสังคมปัจจุบันที่ทุกคนถูกบีบเค้นให้เอาตัวรอดเงินกลายเป็นสิ่งที่ให้ความมั่นคงได้มากที่สุด

            แต่สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องจริงสำหรับหลายๆคน รวมถึงเฉียนตัวตัวด้วย

            เขาไม่เข้าใจว่าเงินที่มีอยู่มากมายมีความหมายอะไรและบรรดาผู้ที่ไม่พอใจเขาก็ไม่ได้เข้าใจเช่นกันการได้ครอบครองทรัพย์สินเงินทองมากมายอาจไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีความสุขและเป็นอิสระ

            แม้การไม่มีเงินจะเป็นเรื่องยากแต่สำหรับคนที่ดิ้นรนด้วยความโกรธแค้นเพราะช่องว่างระหว่างความยากจนกับความร่ำรวยพวกเขากลับไม่เข้าใจเลยว่าเฉียนตัวตัวไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของพวกเขาศัตรูที่แท้จริงคือใจของพวกเขาเองต่างหาก

            “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันหรอกนะ ต้องตั้งใจลงคะแนนสิ”

            คำพูดของลูกเศรษฐีนี่ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลการมัวเสียเวลาคิดเรื่องเหล่านี้ดูจะไร้ประโยชน์อยู่บ้างแม้การค้นพบผู้ที่มีพลังพิเศษจะเป็นความฝันของหลายคน

            เหมือนกับความหลงใหลในภาพยนตร์แฟนตาซีวิทยาศาสตร์ หรือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่

            ในความเป็นจริงเมื่อผู้คนต้องเผชิญกับความยากลำบากและภัยคุกคามพวกเขามักจะปรารถนาพลังและสติปัญญาที่แข็งแกร่งอย่างผิดปกติมาช่วยเหลือ

            จึงไม่แปลกที่บุคคลที่มีความสามารถอันน่าทึ่งบางด้านแม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังคงได้รับการศึกษาวิจัยต่อไป

            “หึหึ ตอนนี้ถึงกับทนไม่ไหวต้องเล่นงานฉันเลยเหรอ ฉันอยากรู้จริงๆว่าเป็นเพราะคำพูดของฉันหรือฉันทำอะไรผิดพลาดไปกันแน่ถึงได้ถูกพวกเธอเพ่งเล็งแบบนี้”

            เซี่ยหลิงเป็นเหมือนภูติสาวเจ้าเสน่ห์ในทุกอิริยาบถของเธอที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ รู้จักใช้จุดแข็งของตนเองได้ดี แม้ในเกมเอาตัวรอดผู้หญิงอาจเหมือนจะอ่อนแอและไม่มีจุดเด่นอะไร แต่หากใครคิดเช่นนั้นก็คงพลาดอย่างใหญ่หลวง

            เพราะในประวัติศาสตร์หญิงงามผู้สร้างความปั่นป่วนหลายคนได้นำพาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย

            หลายคนอาจรู้สึกเห็นใจพวกเธอแต่ก็มีนักสตรีนิยมที่ยืนหยัดให้การสนับสนุนพวกเธอเช่นกันประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าการมองข้ามผู้หญิงเป็นความคิดที่โง่เขลา

            “อาเมน ความคิดของคนหนุ่มสาวนี่ฉันชักจะเข้าใจไม่ไหวแล้วอะไรจะปราศจากพิษภัยไปมากกว่าฉัน คนแก่คนนี้อีกล่ะ”

            ชายชราพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแววตาที่เขามองไปยังซางจื้อหย่วนเต็มไปด้วยความหมายที่แฝงอยู่

            “หรือแค่เพราะฉันเคยสงสัยในตัวกัปตันงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นคนต่อไปที่เขาชี้เป้า หากเป็นคนของผู้โหยหวนจริงๆเชื่อได้เลยว่าเขาจะนำพาทุกคนไปสู่ชัยชนะ”

            เส้นผมสีเงินของชายชราสั่นไหวเล็กน้อยสภาพจิตใจของเขาดูแข็งแกร่งและสดใสมาก

            ไม่แพ้คนหนุ่มสาวแม้จะอายุมากแล้ว หากไม้กางเขนในมือของเขาเป็นดาบกว้างสีเงินคงวางไว้ที่คอของกัปตันซางไปแล้ว

            ไม่ต้องพูดถึงคำพูดที่เต็มไปด้วยความหมายประชดประชันซึ่งสื่อแฝงออกมาตลอดเวลาเหมือนจะบอกใบ้บางอย่าง

            สิ่งนี้ยย้ำเตือนผมด้วยว่าแม้เราจะอยู่ในคืนที่สงบ แต่จากครั้งที่แล้วที่เกิดเหตุบังเอิญเพราะการพูดผิดพลาดหากคราวนี้ผู้โหยหวนฉลาดพอ คงไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแน่

            ดูจากหลักความน่าจะเป็นแล้ว

            หากพวกเขารู้ว่ากำลังถูกจับตามองการใช้วิธีสลับและสุ่มเลือก ก็อาจช่วยให้พวกเขาเลือกเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่น่าจะคุ้มครอง

            หากถึงตอนนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถูกเปิดเผยและถูกฆ่าเรียบร้อยแล้วผู้โดยสารจะเหลือเพียงการพึ่งพาคำพูดของกัปตันและคอยจับพิรุธจากคำพูดของกันและกันเท่านั้น

            แต่การจะทำเช่นนี้ยากเพียงใดนั้นผมเข้าใจดีอย่างลึกซึ้ง

            “เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว”

            ซางจื้อหย่วนยังคงพูดประโยคนั้นซ้ำๆพร้อมกับยิ้มอย่างเยือกเย็น ทำให้เขาดูมั่นคงได้อย่างน่าประหลาด

            “หากอยากจะจบฝันร้ายนี้ให้เร็วขึ้น ก็รีบลงคะแนนเสียงกันเถอะโอกาสไม่ได้มีมากนัก”

            ตึกตัก

            ตึกตัก

            หัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะทำให้ผมรู้สึกเหมือนผ่านศตวรรษอันยาวนาน

            ผมเห็นแววตาของเขาเห็นสีหน้าที่เผยออกมาชั่วครู่ และเริ่มสงสัยแล้วว่าผมคงปล่อยให้ตนเองตกเป็นฝ่ายถูกครอบงำมากเกินไปแล้ว

            กัปตันคนที่สามโผล่มาแล้วไม่ได้ผลโธ่! การปกปิดแบบงี่เง่าขนาดนี้ยังไม่มีใครจับได้ก็ชัดแล้วว่าทุกคนคงถูกความกลัวจากการเอาชีวิตรอดทำให้ไอคิวตกไปหลายระดับจริงๆ

            ผมเข้าใจแล้วมันไม่ได้แค่ต้องการหลอกผมเล่นๆ ซางจื้อหยวนยังมีแผนแยบยลแบบนี้อยู่อีกด้วย!

            ทันใดนั้นผมก็นึกขึ้นได้ในระหว่างภาพที่ทับซ้อนกันนั้น

            ระหว่างการโกหกหลอกลวงและประกายไฟมืดที่กระโดดขึ้นมาจากจิตใจที่เจ้าเล่ห์

            นั่นคือความทะเยอทะยานของผู้โหยหวน!

            “เดี๋ยวก่อน ผมมีอะไรจะพูด เกี่ยวกับเรื่องกัปตัน”

             

    คล้ายกับเรื่องเกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน