“ว้าว! ที่นี่คือเมืองศิลาเหลืองเช่นนั้นหรือ!?มีคนเยอะแยะไปหมดเลย!”
ดวงตาของเด็กน้อยมู่อี้เบิกกว้างมองไปยังรอบๆอย่างตื่นเต้น!นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ออกจากบริเวณของเขาศิลาเหลืองและได้เห็นผู้คนมากมายขนาดนี้ภาพของเมืองศิลาเหลืองเต็มไปด้วยความคึกคักโดยเฉพาะวันนี้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณของเมืองนี้ต่างก็มารวมตัวกัน
พิธีผสานฟ้าดินจะจัดขึ้นทุกปีโดยจะเป็การเบิกเส้นทางฝึกยุทธ์ให้กับเด็กที่มีอายุครบสิบปีบริบูรณ์โชคดีที่กำหนดการของปีนี้ตรงกับวันเกิดของมู่อี้พอดีหากช้าไปเพียงหนึ่งวันเขาก็จะต้องรอไปถึงปีหน้า! อีกความหมายหนึ่งก็คือมู่อี้เป็เด็กที่อายุน้อยที่สุดในพิธีผสานฟ้าดินครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
การฝึกยุทธ์ของโลกใบนี้เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด!ไม่ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถฝึกฝนได้...การจะเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธ์นั้นจำเป็จะต้องได้รับการยอมรับจากฟ้าดิน!และเพื่อให้ได้รับการยอมรับนี้ก็มีแต่ต้องเข้าร่วมพิธีในตอนที่อายุครบสิบปีบริบูรณ์เท่านั้น!
“ท่างลุงเหอ หากข้าผ่านพิธีแล้วข้าจะแข็งแกร่งขึ้นจริงๆหรอ?”
ยิ่งคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของมู่หรงเหอเด็กชายตัวน้อยก็ยิ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิม!ระหว่างเดินทางมายังเมืองศิลาเหลืองนั้นแผ่นฟ้าในจินตนาการของมู่อี้ก็ได้เปิดออกสู่โลกใบใหม่!แท้จริงแล้วโลกใบนี้กลับน่าอัศจรรย์กว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก!และความน่าอัศจรรย์ที่คนผู้หนึ่งจะสามารถมองเห็นได้มากแค่ไหร่ก็ล้วนขึ้นอยู่กับเส้นทางการฝึกยุทธ์!
ก่อนจะเข้าพิธีผสานฟ้าดินหรือผู้ที่ไม่ผ่านพิธีนี้จะถูกเรียกว่ามนุษย์ธรรมดาและมีความแข็งแกร่งอยู่ในขอบเขตเล็กๆของกายเนื้อเท่านั้น!อย่างไรก็ตามหากคนผู้หนึ่งสามารถผสานฟ้าดินได้รับการยอมรับจาก์ก็จะสามารถเดินอยู่บนเส้นทางของการฝึกยุทธ์ดูดซับเอาพลังของฟ้าดินมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง!ภายในหัวของมู่อี้ยังคงมีเสียงของมู่หรงเหอเวียนวนอยู่ตลอดเวลา
ผู้ฝึกยุทธ์นั้นแบ่งออกเป็สองขอบเขตใหญ่คือขอบเขตพลังดินและขอบเขตพลังฟ้า!ตำนานกล่าวเอาไว้ว่าเมื่อได้รับการยอมรับจากกฏของ์ก็จะสามารถใช้พลังของฟ้าดินได้ในขอบเขตพลังฟ้านั้นยังห่างไกลจากตัวเ้านักดังนั้นวันนี้ข้าจะอธิบายถึงขอบเขตพลังดินให้เ้าฟัง
จงจำเอาไว้ให้ดีว่าความหมายของที่แฝงอยู่ในขอบเขตพลังดินนั้นก็คือการซึมซับ!ซึมซับเพราะขัดเกลาร่างกายซึมซับเพราะขัดเกลาอวัยวะ ซึมซับเพื่อเปลี่ยนแปลงร่างกาย และสุดท้ายคือซึมซับเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาวะ!พูดง่ายก็คือในขอบเขตพลังดินนี้ถูกแบ่งเป็สี่ขั้นย่อย
ขั้นที่หนึ่งเรียกว่าขั้นรับรู้!เป็การซึมซับเอาพลังของฟ้าดินเขามาขัดเกลาประสาทััทั้งห้าได้แก่รส รูป กลิ่น เสียง ัั! เมื่อใดก็ตามที่สามารถขัดเกลาประสาทััทั้งห้าได้ก็จะถือว่าบรรลุขอบเขตดินขั้นที่หนึ่ง!อย่างไรก็ตามผู้ที่ผ่านพิธีผสานฟ้าดินนั้นจำเป็ต้องอาบพลังฟ้าดินเพื่อยอมรับกฏของ์อยู่แล้วดังนั้นใน่เวลาที่พลังฟ้าดินอาบไล้ไปทั่วร่างนั้นของเพียง์ยอมรับประสาทััทั้งห้าก็มักจะถูกยกระดับไปด้วย!บางคนอาจยกถูกระดับในบางส่วนหรือบางคนอาจจะสามารถฝ่าทะลุขั้นไปเลยก็ได้เช่นกัน!
นี่ก็คือความแตกต่างของคนธรรมดาและผู้ฝึกยุทธ์!ขอเพียงผ่านพิธีผสานฟ้าดินได้...คนๆนั้นก็จะไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป!
สำหรับขั้นที่สองเรียกว่าขั้นอวัยวะ!อวัยวะภายในประกอบไปด้วยอวัยวะตันทั้งห้าได้แก่ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต การขัดเกลาอวัยวะทั้งห้านี้ยังมีความสำคัญอีกอย่างแฝงเอาไว้ด้วยซึ่งก็คือพลังธาตุ!ตับไม้หัวใจไฟ ม้ามดิน ปอดทอง ไตน้ำ! การขัดเกลาอวัยวะเหล่านี้จะเกิดเป็ธาตุทั้งห้าเกื้อหนุนกันจนสุดท้ายเมื่อฝึกฝนสำเร็จร่างกายจึงเกิดความสมดุลของธาตุทั้งห้า! ความสมดุลนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะพลังฟ้าดินก็เกิดจากความสมดุลของธาตุทั้งห้าเช่นเดียวกัน!
อีกอย่างพลังธาตุนี้ยังสามารถเป็ตัวกำหนดความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ด้วยเช่นกันยกตัวอย่างเช่นหากความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตพลังดินนี้มีอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยส่วนตามการฝึกฝนอวัยวะทั้งห้าอย่างไรก็ตามหากผู้ใดมีธาตุไฟที่โดดเด่นการโจมตีของคนๆนั้นก็จะรุนแรงกว่าคนทั่วไปสิบส่วน!คุณสมบัติของเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความโดดเด่นของธาตุเช่น ความว่องไว ความแข็งแกร่ง หรือความยืดหยุ่น และคุณสมบัติเหล่านี้ยังสำคัญต่อการฝึกฝนวิชายุทธ์อีกด้วย!สิ่งเหล่านี้เรียกว่าพร์พลังธาตุซึ่งยังมีการแบ่งระดับอีกหลายขั้นเอาไว้เมื่อเ้าฝึกฝนไปถึงเมื่อไหร่ก็จะรู้เอง
ในส่วนของขั้นที่สามเรียกว่าผลัดเปลี่ยน!สิ่งสำคัญในเส้นทางการฝึกยุทธ์นั้นไม่ใช่พร์หรือชาติกำเนิดแต่เป็ร่างกาย!ผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงนั้นก็คือผู้ฝึกยุทธ์ที่ก้าวไปถึงขอบเขตฟ้า!และการจะก้าวไปถึงขอบเขตฟ้านั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือร่างกาย!ขั้นย่อยทั้งสี่ในขอบเขตดินถูกบัญญัติขึ้นมาก็เพราะเหตุนี้...การเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อรองรับฟลังของฟ้าดิน!
ประสาทััอวัยวะภายใน และขั้นสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงร่างกายก็คือขั้นผลัดเปลี่ยน! กล้ามเนื้อเส้นเอ็น กระดูก และเื! เมื่อสามารถซึมซับเอาพลังฟ้าดินมาใช้ขัดเกลาร่างกายได้ทั้งหมดจึงจะมีคุณสมบัติที่จะก้าวขึ้นสู่ของเขตฟ้า!
สำหรับขั้นสุดท้ายของขอบเขตดินนั้นอันที่จริงเป็เพียงขั้นเล็กๆที่กั้นขวางระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ของเขตดินและขอบเขตฟ้าเท่านั้น!อย่างไรก็ตามด้วยขั้นย่อยเล็กๆนี้เองที่ทำให้ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนติดอยู่ในขอบเขตดินไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตฟ้าได้ชั่วชีวิต!
ขั้นที่สี่นี้เรียกว่าตัดอารมณ์!ตัดที่หนึ่งคือความโกรธตัดที่สองคือความดีใจ ตัดที่สามคือความกังวล ตัดที่สี่คือความเศร้า และตัดที่ห้าก็คือความกลัว!ห้วงอารมณ์เหล่านี้คือประตูบานสุดท้ายสู่การก้าวเข้าสู่ขอบเขตฟ้า!เป็เพียงขั้นเดียวที่ไม่มีความแน่นอน!บางคนต่อให้ชั่วชีวิตสร้างดาบในใจขึ้นมาสะบั้นอารมณ์นับพันครั้งก็ไม่อาจตัดสิ้นห้วงอารมณ์เหล่านี้ไปได้!แต่ในทางกลับกันบางคนเพียงแค่การสะบั้นครั้งเดียวก็สามารถฝ่าทะลุเข้าสู่ขอบเขตฟ้า!
ขอบเขตดินคือการซึมซับขอบเขตฟ้าคือการผสานความหมายของทั้งสองขอบเขตนั้นฟังดูคล้ายกันแต่แท้จริงแล้วต่างกันอย่างสิ้นเชิง!การซึมซับในขอบเขตดินนั้นทำได้เพียงกักเก็บพลังฟ้าดินเอาไว้ในร่างกายเพื่อการต่อสู้หรือขัดเกลาเท่านั้นแต่ทว่าขอบเขตฟ้า...การผสานรวมกับฟ้าดินหมายถึงการสามารถดึงเอาพลังที่มีอยู่ในฟ้าดินออกมาใช้ได้โดยตรง!
มู่หรงเหอใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจมองไปยังมู่อี้ก่อนจะตอบคำถามของเด็กน้อยตรงหน้า
“แน่นอน!เมื่อเ้าผ่านพิธีผสานฟ้าดินเ้าก็จะได้กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัว!”
มู่อี้พยักหน้าหงึกๆด้วยความตื่นเต้นก่อนจะรีบวิ่งไปทางประตูเมืองมองดูแผ่นหลังของเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งออกไปอย่างร่าเริงสายตาของมู่หรงเหอก็พลันสั่นไหวขึ้นมาและเต็มไปด้วยความคาดหวัง!สิ่งที่มู่หรงเหอบอกกับมู่อี้ไปนั้นเป็ความจริงทุกอย่างแต่ก็ยังมีอยู่อีกเื่หนึ่งที่เขาไม่กล่าวออกไปรวมถึงเป็เื่ที่ติดค้างอยู่ในใจของเขามาถึงสิบปีแล้ว!
ในวันที่มู่อี้เกิดนั้นคือวันเดียวกับที่ปรากฏการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นปกคลุมแผ่นฟ้าจักรวรรดิต้าหลี่และยิ่งไปกว่านั้นก็คือทารกน้อยที่หมูจูอุ้มออกมาในวันนั้นก็น่าตกตะลึงไม่แพ้กัน!ผ่านมาสิบปีภาพนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในใจของมู่หรงเหอมาตลอดทารกในอ้อมอกของหมอจูนั้นทั่วทั้งร่างกายเปล่งแสงสว่างไสวออกมา มองรอดผ่านิัที่นวลเนียนเข้าไปจะสามารถมองเห็นกระดูกและข้อต่อที่ดูคล้ายผลึกใส!อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้มู่หรงเหอตกตะลึงจนอ้าปากค้างก็คือกลิ่นอายของทารกน้อยนั้นได้ผสานรวมกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์!
สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปมู่หรงเหอรีบเร่งฝีเท้าก้าวตามมู่อี้ทันทีสำหรับมู่หรงเหอนั้นไม่ได้มาเมืองศิลาเหลืองเป็ครั้งแรงดังนั้นจึงคุ้นชินเป็อย่างดีหลังจากจัดการเื่การเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วมู่หรงเหอก็นำมู่อี้ตรงไปยังถนนเส้นหนึ่งในเมืองศิลาเหลือง
ในระอาณาเขตของเทือกเขาวิหคเพลิงนั้นมีเมืองเล็กๆมากมายกระจายตัวกันอยู่และในบริเวณของูเาศิลาเหลืองนั้นเมืองแห่งนี้ก็ถือเป็เมืองใหญ่ที่สุดและยังเป็เมืองสำคัญทางการค้าของประชากรในละแวกนี้อีกด้วยในวันนี้แม้ว่าจะเป็่เช้าแต่ผู้คนในเมืองกลับแ่าและคึกคักเป็พิเศษนอกจากจะเป็วันพิธีแล้วผู้คนที่อยู่ในเมืองเล็กๆหรือหมู่บ้านที่ห่างไกลต่างก็ถือเอาวันนี้ทำการค้าครั้งใหญ่ด้วยเช่นเดียวกันสินค้าหายากที่มีเฉพาะตามหมู่บ้านอันห่างไกลนั้นต่างถูกเก็บรวบรวมทั้งปีเพื่อมาขายที่เมืองศิลาเหลืองในวันนี้
มู่หรงเหอนำมู่อี้หลีกเลี่ยงถนนการค้าลัดเลาะตามตรอกซอยจนท้ายที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านแห่งหนึ่งร้านแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าร้านอื่นๆบริเวณนี้ราวสามเท่าและยังมีการตกแต่งที่ดูเรียบหรูบนหน้าร้านมีป้ายตัวใหญ่ถูกแขวนเอาไว้ว่า สำนักแพทย์เก๋อจู!
บริเวณหน้าสำนักแพทย์มีผู้คนเดินเข้าออกเป็ระยะขณะเดียวกันก็มีการคุ้มกันจากทหารยามอย่างแ่ามู่หงเดินเข้าไปก่อนจะหยิบป้ายหยกขึ้นมาชิ้นหนึ่งเพื่อแสดงให้ดูความจริงแล้วเมื่อมีคนของสำนักแพทย์เห็นมู่หรงเหอก็รีบส่งคนออกมาต้อนรับแล้วสำนักแพทย์แห่งนี้แน่นนอว่าผู้เป็เ้าของก็คือหมอจูที่มู่หรงเหอลักพาตัวไปวันนั้น!หลังจากนั้นตลอดเวลาหลายปีมานี้มู่หรงเหอมักจะมาที่สำนักแพทย์แห่งนี้เพื่อปรึกษากับหมอจูและซื้อวัตถุดิบทางยาอยู่บ่อยครั้ง
“อ้า! พวกท่านมาแล้ว!”
ทั้งสองนั่งรออยู่ในห้องรับรองพิเศษได้ไม่นานเสียงของชายชราคนหนึ่งก็ดังเข้ามาด้วยความตื่นเต้นอันที่จริงหมอจูได้สั่งการเอาไว้ก่อนแล้วให้คอยดูมู่หรงเหอตัวเขาก็เป็เช่นเดียวกับมู่หรงเหอ! ในวันนั้น...เมื่อสิบปีก่อนได้เกิดเหตุการณ์ที่เขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต!
“ท่านปู่จู!”
“ฮ่าๆเด็กน้อยเ้าโตขึ้นเยอะเลยทีเดียว! มาๆ ปู่เตรียมอาหารเอาไว้ให้เ้าแล้ว!”
ทั้งสองทักทายกันอยู่หลายคำสำหรับมู่อี้แล้วนอกจากท่านแม่และท่านลุงของเขาก็มีเพียงหมอจูเท่านั้นที่นับเป็ ’คน’ รู้จัก หมอจูเงยหน้าขึ้นมาทักทายมู่หรงด้วยรอยยิ้มขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับคำก่อนจะกล่าวความ้าทันที
“วันนี้เป็วันสำคัญอีกทั้งบริเวณจัตุรัสยังมีคนมากเกินไปเดี๋ยวข้าต้องไปจัดการเื่พิธีให้กับมู่อี้ดังนั้นระหว่างนี้ฝากท่านดูแลเขาหน่อยก็แล้วกัน”
หลังจากมู่หรงเหอจากไปหมอจูก็พามู่อี้ไปทานอาหารก่อนจะพาไปเดินเล่นรอบสำนักแพทย์ใจจริงหมอจูอยากจะพามู่อี้ออกไปเที่ยวเล่นในเมืองเสียด้วยซ้ำทว่าเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจึงได้แต่หยุดความคิดเอาไว้ในสายตาของหมอจูแม้ว่ามู่อี้จะเป็เด็กที่พิเศษแต่ก็เป็เด็กที่น่าสงสารด้วยเช่นกันความร่าเริงที่เด็กชายตัวน้อยแสดงออกมานั้นล้วนเป็เพราะความจริงที่มู่หรงเหอและมู่หงแบกรับเอาไว้!
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามเรียกได้ว่าเป็่เวลาที่มู่อี้เต็มไปด้วยความสนุกและความตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิตเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่บนป่าเขามีสัตว์ป่าเป็เพื่อนและรู้จักมนุษย์อยู่เพียงสามคนเท่านั้น!ยิ่งมาตอนนี้เขาคือเด็กที่หมอจูเ้าของสำนักแพทย์ทั้งรักและเอ็นดูจึงทำให้ข้าบริวารน้อยใหญ่ต่างคอยเอาอกเอาใจ
ไม่นานที่หน้าประตูร่างของมู่หรงเหอก็ปรากฏตัวขึ้นใบหน้าของเขายังคงเงียบสงบแต่ทว่าดวงตากลับเต็มกลับสั่นไหวเต็มไปด้วยความสงสารเมื่อเห็นมู่อี้กำลังเล่นกับข้ารับใช้ของสำนักแพทย์อย่างสนุกสนานทว่าแววตาเ่าั้ก็ได้จางหายไปอย่างรวดเร็วกลับมาเต็มไปด้วยความจริงจังอีกครั้ง!ถึงแม้จะรู้สึกผิดแต่มู่อี้นั้นไม่ใช่เด็กทั่วไป!บนไหล่เล็กๆทั้งสองข้างนั้นคือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่เขาต้องแบกรับเอาไว้!
“มู่อี้ได้เวลาแล้ว!อีกไม่นานพิธีผสานฟ้าดินจะเริ่มขึ้นอย่าได้มัวชักช้า!”