เช้าวันถัดมา หลังแสงอาทิตย์แรกโผล่เหนือกำแพงวัง
จวนองค์ชายใหญ่ “หย่งหราน”เริ่มมีชีวิตชีวาเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เสียงคนรับใช้พูดคุยกันเบา ๆ ตามเรือนต่าง ๆ
บ้างกำลังปัดฝุ่นที่มุมกำแพง บ้างรดน้ำต้นไม้ในสวน
แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือ... “องค์ชายใหญ่”ที่เคยนอนทั้งวันกลับตื่นั้แ่ฟ้าสาง
อาหลิวผู้เป็ขันทีคนสนิทเดินตามอย่างระวัง
“องค์ชาย ท่านจะไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ?”
“เรือนครัว” หานอวี้จินตอบเรียบ ๆ
อาหลิวถึงกับสะดุ้ง
“เรือนครัว... หรือพ่ะย่ะค่ะ?!”
เพราะตามธรรมเนียม องค์ชายระดับราชวงศ์ไม่มีวันเข้าไปในครัว
การจะเหยียบเรือนครัวถือว่า “ต่ำต้อย”และเป็ที่ของคนรับใช้เท่านั้น
แต่หานอวี้จินเพียงยิ้ม “ข้าอยากกินน้ำแกงที่หอม...และอยากดูวิธีที่พวกเขาทำอาหาร”
พูดจบก็เดินตรงไป
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป กลิ่นควันและน้ำมันลอยอบอวล
แม่ครัวหลวง “ป้านง” ซึ่งอายุราวห้าสิบหันขวับมาทันที
พอเห็นว่าเป็องค์ชายก็รีบทรุดตัวลงคุกเข่า
“องค์ชายใหญ่! มิทราบท่านเสด็จมาที่นี่ด้วยเหตุอันใดพ่ะย่ะค่ะหาก้าสิ่งใด เพียงสั่ง ข้าจะจัดให้!”
“ไม่ต้องเกร็ง ข้าแค่อยากดู...”
หานอวี้จินพูดพลางมองไปในหม้อใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตา
น้ำแกงกำลังเดือดปุด ๆ มีฟองขาวลอยเต็มผิวหน้า
เขาก้มลงดมกลิ่นเบา ๆ
“กลิ่นเกลือแรงเกินไป... กลิ่นมันยังไม่แยก น้ำขุ่น —ใช้ไฟแรงไปสินะ”
ป้านงหน้าเสีย “พ่ะย่ะค่ะ... น้ำแกงคงเสีย กลิ่นถึงแรง...แต่ห้องครัวเราไม่มีสมุนไพรหอมพอจะกลบกลิ่น—”
หานอวี้จินยกมือห้าม
“ไม่ต้องกลบกลิ่นที่ผิด แก้ที่ต้นเหตุ”
เขาหันไปมองหม้อเหล็กอีกใบ
“ไฟแรงไป น้ำเดือดเกินร้อยองศา ฟองไขมันถูกผลักขึ้นแต่ไม่แตกเพราะเ้าปิดฝาหม้อแน่นเกินไป”
ป้านงอ้าปาก — ไม่เข้าใจนัก แต่ทำตามที่เขาบอก
หานอวี้จินหยิบไม้พายคนเบา ๆ เปิดฝาหม้อ
เสียง “ปุด ปุด ปุด” ดังขึ้น น้ำแกงเดือดแรงก่อนจะค่อย ๆ สงบ
“เอาฟองมันออกทีละชั้น” เขาสั่งเสียงนิ่ง
ป้านงใช้ช้อนตักฟองออกทีละรอบน้ำที่เคยขุ่นเริ่มใสขึ้นอย่างน่าประหลาด
“เห็นไหม... ความขุ่นคือไขมันผสมกับฟองอากาศ
ถ้าเ้าเปิดฝาให้น้ำเดือดอย่างอิสระ มันจะระเหยขึ้นเองแล้วความใสก็จะกลับคืน”
เขาหันไปยิ้มบาง ๆ
“นี่คือสิ่งที่เทพเซียนสอนข้าในฝัน”
ทุกคนในครัวถึงกับตะลึง
หานอวี้จินอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงใจเย็น
“ในน้ำแกง มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความหนาแน่นของน้ำมัน’
มันเบากว่าน้ำ จึงลอยขึ้น้า
เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น มันจะรวมกันเป็ฟอง
แต่ถ้าเ้าควบคุมไฟให้อ่อนคงที่ — ฟองจะลอยขึ้นช้า ๆ และแตกตัวน้ำจะใสเหมือนกระจก”
เขาหยุดพักแล้วกล่าวเบา ๆ
“การต้มซุป... ก็เหมือนการใช้ชีวิต ต้องใจเย็นรอให้สิ่งที่ขุ่นในใจค่อย ๆ ลอยขึ้น แล้วจึงตักออกทีละน้อย”
ป้านงน้ำตาซึม
“องค์ชาย... คำของท่านมิใช่เพียงเื่อาหารแต่เป็ธรรมะของชีวิต...”
หานอวี้จินหัวเราะเบา ๆ “อย่าเพิ่งชมข้ายังต้องชิมก่อนว่ามันใช้ได้หรือไม่”
เขาตักน้ำแกงใส่ถ้วยเล็ก สีใสเป็ประกาย กลิ่นหอมอบอวล
เมื่อจิบเข้าไป — รสกลมกล่อมอย่างพอดี
คนในครัวมองด้วยความอัศจรรย์
“ข้าไม่เคยเห็นน้ำแกงใสขนาดนี้มาก่อน!”
อาหลิวที่ยืนมองอยู่พึมพำ
“นี่หรือ... คือปัญญาที่เทพเซียนประทานให้...”
จากวันนั้น ครัวขององค์ชายใหญ่ถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งเรือน
อาหารที่ออกจากจวนหย่งหรานหอมอร่อยกว่าเดิม
แม่ครัวทั้งหลายต่างเล่ากันว่า
“องค์ชายเพียงแค่มองหม้อ ก็รู้ว่าไฟแรงเกิน หรือเกลือมากไป!”
เสียงเล่าลือกระจายจนถึงเรือนบ่าวชั้นนอก
ชาวจวนเริ่มพูดกันว่า
“เทพเซียนสอนองค์ชายให้รู้ทั้งฟ้า ดิน และอาหาร!”
แต่สำหรับหานอวี้จิน นั่นเป็เพียงการประยุกต์ หลักฟิสิกส์ของความหนาแน่นและการเดือดของของเหลว เท่านั้น
“ของง่ายที่สุดในโลกมนุษย์... หากเข้าใจหลักมันอย่างแท้จริงก็กลายเป็สิ่งวิเศษได้”
เขาบันทึกลงในสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวไว้
“สูตรแห่งการนำเหตุผลมาสู่ศรัทธา — ใช้ความจริงเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ในใจคน”
คืนนั้น ขณะฝนพรำ
อาหลิวถือโคมมาหาองค์ชายที่นั่งจดบันทึกอยู่ในห้อง
“องค์ชาย... ข้ามีเื่อยากถามพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ามาเถิด”
“เมื่อก่อน ท่านไม่เคยสนใจสิ่งใดเลย อยู่ ๆ หลังจากฟื้นท่านกลับเข้าใจทุกอย่าง
ท่านบอกว่าเทพเซียนมาประทานพร... นั่นคือความจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หานอวี้จินเงียบไปครู่หนึ่ง
เสียงฝนกระทบหลังคาเป็จังหวะสม่ำเสมอ
เขายิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า
“อาหลิว... เ้าคิดหรือว่าเทพเซียนมีจริง?”
“หากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจวนตอนนี้ ข้าก็อยากเชื่อพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้น ก็ถือว่าเทพเซียนมีจริงเถิด”
เขาหันไปมองโคมไฟ “แต่อย่าลืม — แม้เทพเซียนจะให้แสงแต่คนต้องจุดไฟเอง”
อาหลิวเงียบไปนาน ก่อนคำนับ
“ข้าเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ...ข้าจะช่วยองค์ชายจุดไฟในจวนนี้ให้สว่างอีกครั้ง”
รุ่งเช้า
กลิ่นน้ำแกงหอมละมุนลอยออกจากเรือนครัวอีกครั้ง
แม่ครัวและคนงานต่างมารวมตัวกันั้แ่เช้าเพื่อรอองค์ชาย
หานอวี้จินเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนพร้อมใจกันคุกเข่า
“องค์ชาย... พวกเราขอถวายข้าวเช้าแด่ผู้ได้รับพรจาก์!”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไม่ได้้าพรจาก์หรอก... แค่พวกเ้ามีรอยยิ้มเช่นนี้ก็ถือว่าข้าทำสิ่งถูกแล้ว”
เสียงหัวเราะอบอุ่นดังไปทั่วทั้งครัว
และในคืนนั้น —
ในบันทึกเล่มเล็กของเขามีถ้อยคำสั้น ๆ เขียนเพิ่มขึ้นว่า
“วันที่สี่ — ข้าทำให้น้ำแกงใส และทำให้หัวใจคนใสตาม”