สายลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง หอบเอาเมฆฝนสีดำทะมึนก้อนมหึมาจากฝั่งอ่าวไทยเข้าปกคลุมน่านฟ้าเหนือจังหวัดสุราษฎร์ธานีจนมืดมิดประดุจเป็นเวลายามวิกาล ทั้งที่เพิ่งจะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ เท่านั้น ฝนเม็ดหนาและหนักหน่วงร่วงพรูลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน เสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีเก่าคร่ำคร่าของบ้านพักไม้หลังเล็กริมแม่น้ำพุมดวงส่งเสียงระงมกึกก้องปานกลองศึก ชะล้างคราบฝุ่นละอองและดินโคลนจนแผ่นไม้เปียกชุ่มชื้นแฉะ แม่น้ำพุมดวงด้านล่างที่เคยไหลเอื่อยสงบ บัดนี้แปรสภาพเป็นสายน้ำเชี่ยวกรากสีส้มอิฐแดงขุ่นที่เอ่อท้นตลิ่ง ซัดเอาเศษวัชพืชและกิ่งไม้หักลอยล่องกระแทกเสาเข็มใต้ถุนบ้านไม้ริมน้ำส่งเสียงดังครืนๆ อยู่ตลอดเวลา กลิ่นอายดินชื้นแฉะ ไอฝนเย็นเยียบ และกลิ่นคาวโคลนลอยอวลขึ้นมาตามช่องว่างของแผ่นกระดานไม้ที่ผุกร่อน สร้างบรรยากาศที่ทั้งอึดอัด วังเวง และระแวงกังวลใจชวนให้จิตใจดิ่งลึกลงสู่ความหม่นหมอง
ย้อนกลับไปในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา การเดินทางหนีออกจากจังหวัดชุมพรภายใต้การนำของธนนท์เต็มไปด้วยความเงียบงันและตึงเครียด รถกระบะสี่ประตูสีดำของธนนท์แล่นฝ่าสายฝนกระหน่ำบนถนนสายเอเชีย 41 มุ่งหน้าลงใต้ สองข้างทางมืดสนิทมีเพียงแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องตัดผ่านม่านฝนสีขาวหนาทึบและยอดต้นมะพร้าวรวมถึงต้นยางพาราที่เอนลู่ตามลมพายุ เสียงที่ปัดน้ำฝนทำงานเสียงดังครูดคราดสม่ำเสมอสลับกับเสียงล้อรถยนต์ที่รีดน้ำผ่านแอ่งน้ำบนพื้นผิวการจราจร ธนนท์นั่งกุมพวงมาลัยด้วยท่าทางสงบนิ่ง ดวงตาคู่คมจับจ้องไปที่เส้นทางเบื้องหน้าอย่างมีสมาธิและเยือกเย็น ขณะที่วิเวียนนั่งอยู่เบาะข้างๆ กอดเข่าตัวเองไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวจากเครื่องปรับอากาศและความหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจ
ระหว่างทางที่แล่นผ่านเขตรอยต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานี แสนไฟกระพริบสีแดงและน้ำเงินของรถสายตรวจตำรวจทางหลวงที่จอดอยู่ข้างทางจราจรทำให้หัวใจของวิเวียนกระตุกวูบสั่นระรัว เธอเผลอเกร็งตัวและหันไปมองธนนท์ด้วยความตื่นตระหนก ทว่าใบหน้าของชายคนรักกลับยังคงสงบนิ่งสนิทดุจแผ่นน้ำแข็งไร้ความรู้สึก เขาเพียงแค่ผ่อนคันเร่งลงเล็กน้อยเพื่อให้ความเร็วของรถกระบะอยู่ในเกณฑ์ปกติที่กฎหมายกำหนด มือแกร่งจับพวงมาลัยมั่นคงไม่มีรอยสั่นไหวแม้แต่น้อย รถกระบะแล่นผ่านจุดตรวจชั่วคราวนั้นไปอย่างเรียบง่ายราวกับพวกเขากับตำรวจทางหลวงเป็นเพียงเงาที่ผ่านพ้นกันไปในม่านฝน ธนนท์หันมามองเธอพลางยิ้มบางๆ ด้วยแววตาที่แสนสุภาพและเป็นมิตร มือหนาเอื้อมมากุมมือเรียวบางของเธอไว้ บีบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
"ไม่มีอะไรต้องกลัวนะครับคนดี ตำรวจแค่ตั้งด่านตรวจค้นรถบรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดตามหน้าที่ปกติธรรมดาครับ นนท์อยู่ตรงนี้เคียงข้างเวียนทั้งคน... หลับตาพักผ่อนให้สบายเถอะนะครับคนดีของนนท์"
คำพูดที่แสนอ่อนโยนของเขาช่วยปัดเป่าความกังวลไปได้บางส่วน ทว่าส่วนลึกในใจของวิเวียนกลับรู้สึกเหมือนมีหมอกควันสีดำปกคลุมอยู่ การจากลาประจวบคีรีขันธ์อย่างปุบปับ การทิ้งร้านหนังสือโบราณที่เธอรัก และการเดินทางฝ่ามรสุมลงใต้โดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ทุกอย่างดูเร่งรีบและเต็มไปด้วยความลับที่ธนนท์ไม่ยอมเปิดเผย โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับผู้กองเมฆ ตำรวจหนุ่มที่เข้ามาสอบถามข้อมูลในวันนั้น น้ำเสียงและแววตาที่เต็มไปด้วยปริศนาของเขายังคงหลอกหลอนเธออยู่ทุกค่ำคืน
จนกระทั่งรถกระบะเลี้ยวเข้าสู่ถนนดินลูกรังแคบๆ คดเคี้ยวลึกเข้าไปในดงป่าปาล์มน้ำมันรกร้างและป่าดิบชื้นร่มครึ้มของสุราษฎร์ธานี ตัวบ้านพักไม้สองชั้นกึ่งปูนที่สภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลาตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวริมตลิ่งแม่น้ำพุมดวง ลุงมิ่ง ชายแก่เฝ้าสวนปาล์มผู้มีใบหน้าบึ้งตึงและพูดด้วยสำเนียงใต้ห้วนสั้นเดินถือร่มออกมารับพร้อมส่งกุญแจให้ธนนท์ แกเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า "โอย... ฝนตกหนักน้ำแดงขนาดนี้ น้ำป่ามันไหลหลากลงมาจากเขาหลวงแน่ๆ พ่อหนุ่มอย่าพากันไปเดินเล่นแถวตลิ่งริมน้ำเชียวนะ พลัดตกลงไปนี่จมหายไปก้นแม่น้ำหาศพไม่เจอแน่ๆ" ธนนท์เพียงแค่ยิ้มสุภาพและพยักหน้ารับคำเตือน ทว่าในใจของเขากลับมองว่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากสีส้มอิฐนี้คือมิตรแท้ที่จะช่วยพัดพาเอาสิ่งปฏิกูลและร่องรอยที่ไม่พึงประสงค์ให้สูญหายไปชั่วนิรันดร์
วิเวียนนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนไม้โบราณที่ปูด้วยฟูกนอนหนาเตอะในห้องนอนชั้นสอง ร่างกายของเธอสวมเดรสผ้าฝ้ายบางเบาสีขาวสะอาดตา ทว่าแววตาคู่สวยกลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าหวานซูบเซียวและเหนื่อยล้าจากความเครียดสะสมที่กัดกินจิตใจของเธอมาหลายวันนับตั้งแต่หนีออกจากประจวบคีรีขันธ์ การเดินทางฝ่าสายฝนในยามค่ำคืนคดเคี้ยวลงสู่ภาคใต้โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ จากปากของธนนท์ ได้สร้างรอยร้าวแห่งความระแวงสงสัยในจิตใจของเธอให้ลึกขึ้นเรื่อยๆ โทรศัพท์มือถือไม่มีสัญญาณเลยสักขีดเดียว โลกภายนอกถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง และสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอไว้กับความเป็นจริงคือสายตาอันเปี่ยมด้วยความคลั่งรักและเยือกเย็นของธนนท์ที่เฝ้าจับมองเธอไม่วางตา
ธนนท์จำกัดบริเวณเธอมากขึ้นอย่างเด่นชัด เขาไม่ยอมให้เธอเปิดผ้าม่านสีเข้มออกกว้างเกินหนึ่งคืบ ไม่ยอมให้เธอก้าวเท้าออกไปยังเฉลียงริมน้ำที่แม่น้ำไหลเชี่ยวรุนแรงด้านล่าง และทุกครั้งที่เขาต้องออกไปจัดการธุระข้างนอกหรือสำรวจรอบตัวบ้าน ประตูห้องนอนจะถูกลงกลอนอย่างแน่นหนาจากภายนอก ทิ้งให้เธอนอนเผชิญหน้ากับความกลัวและเสียงฝนตกสะท้อนก้องในหัวสมองอย่างโดดเดี่ยว
"ทำไมต้องล็อกห้องด้วยคะนนท์..." วิเวียนเคยเอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเครือยามที่พายุฝนฟ้าคะนองในคืนแรกเริ่มพัดผ่าน
ธนนท์ในยามนั้นเพียงแค่ขยับกายเข้ามาใกล้ ประคองร่างบางของเธอไว้ในอ้อมกอด สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นหนาที่ลูบไล้เรือนผมสลวยของเธอยังคงเปี่ยมไปด้วยความละมุนละไมและทะนุถนอม ทว่าแววตาของเขายามสะท้อนแสงไฟตะเกียงสลัวกลับดูนิ่งสนิทและเย็นยะเยือกจนน่าใจหาย "เพื่อความปลอดภัยของเราไงครับคนดี ข้างนอกนั่นพายุฝนถล่มหนัก น้ำป่าไหลหลาก และพวกนายทุนหน้าเลือดที่นนท์เล่าให้ฟังก็ยังส่งคนสะกดรอยตามเราไม่ปล่อย การมาอยู่ที่นี่ทำให้เราตัดขาดจากพวกมันได้สนิทที่สุด เชื่อใจนนท์นะครับ... อยู่กับนนท์ที่นี่ รักแค่นนท์คนเดียว นนท์สัญญาว่าจะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายหรือพรากเวียนไปจากนนท์ได้อีกแล้ว"
คำปลอบประโลมที่นุ่มนวลทว่าแฝงเร้นไปด้วยแรงบีบคั้นทางจิตวิทยาทำให้วิเวียนได้แต่จำนนซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขา เธอพยายามหลับตาและบอกตัวเองให้เชื่อใจผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า ผู้ชายที่คอยดูแลและมอบไออุ่นให้เธอท่ามกลางความมืดมนของชีวิต แต่ทว่าลึกๆ ในหัวใจกลับมีรอยร้าวแห่งความระแวงสงสัยที่เริ่มขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เธอเห็นเขาเงี่ยหูฟังเสียงแปลกปลอมรอบบ้าน หรือยามที่ดวงตาคู่คมนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวเยือกเย็นยามจ้องมองไปยังความมืดมิดภายนอก
---
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางความเปียกชื้นของพายุฝนที่ยังตกโปรยปรายลงมา ณ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์...
บริเวณหน้าร้านหนังสือโบราณริมชายหาดอ่าวประจวบฯ บัดนี้กลายเป็นเขตควบคุมพิเศษของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถตู้สีดำของกองบังคับการปราบปรามและรถตำรวจท้องที่หลายคันจอดเรียงรายอยู่ริมถนนทรายเปียกชื้น แถบพลาสติกสีเหลืองสะท้อนแสงข้อความ "CRIME SCENE - DO NOT ENTER" ถูกขึงกั้นรอบบริเวณร้านหนังสือไม้โบราณที่บัดนี้ไร้ผู้คนอาศัยอยู่
ภายในร้านหนังสือเก่าแก่อันสลัวราง แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงหลายกระบอกสาดส่องตัดผ่านความมืด กลิ่นอับของกระดาษเก่าและเนื้อไม้ชื้นแฉะผสมผสานกับกลิ่นเคมีเจือจางจางๆ ในอากาศ ทีมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (CSI) ในชุดกาวน์ป้องกันฝุ่นและสวมถุงมือยางสีน้ำเงินกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดลออ ทุกซอกทุกมุมของชั้นหนังสือ โต๊ะทำงานไม้ และบริเวณหลังร้านถูกตรวจสอบอย่างไม่ยอมให้เล็ดลอดสายตา
พลตำรวจตรีวิชัย หรือที่รู้จักกันในนาม 'ผู้การวิชัย' นายตำรวจรุ่นใหญ่ที่ได้รับความไว้วางใจจากส่วนกลางให้มาคุมคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของตำรวจสามนาย ได้แก่ หมวดกรณ์, จ่าพงศ์ และผู้กองเมฆ เดินก้าวเข้ามาภายในร้านหนังสือโบราณอย่างช้าๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตสีเข้มพับแขนขึ้นจ้องมองสภาพรอบตัวด้วยดวงตาดั่งนกเหยี่ยว ใบหน้าคมเข้มที่ผ่านประสบการณ์สืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมมาอย่างโชกโชนขมวดมุ่น คิ้วหนาสีดอกเลาชนกันเป็นปม เขาเป็นนายตำรวจที่ขึ้นชื่อเรื่องการวิเคราะห์จิตวิทยาอาชญากรและการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นมักจะมองข้ามไป
วิชัยเดินไปที่ชั้นหนังสือเก่าแก่หยิบหนังสือขึ้นมาดูหลายเล่ม นอกเหนือจากวรรณคดีคลาสสิกแล้ว เขายังสะดุดตากับหนังสือเคมีเฉพาะทางเกี่ยวกับการวิเคราะห์สารประกอบอินทรีย์และการแยกสลายโปรตีน รวมถึงคู่มือนิติวิทยาศาสตร์เบื้องต้นที่สอดแทรกอยู่ระหว่างตู้หนังสือเล่มอื่นๆ วิชัยคลี่รอยยิ้มเครียดที่มุมปาก "มันไม่ได้สู้ด้วยกำลัง... แต่มันใช้สมองและวิทยาการในการต่อสู้กับกฎหมาย"
"เป็นยังไงบ้าง... ตรวจพบคราบเลือดหรือดีเอ็นเอบ้างไหม?" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังของวิชัยเอ่ยถามร้อยตำรวจเอกหญิงหัวหน้าทีมพิสูจน์หลักฐานที่กำลังใช้กล้องส่องตรวจแสงพิเศษ (Alternative Light Source) ตรวจสอบบริเวณพื้นไม้กระดานด้านหลังเคาน์เตอร์
"เรียนผู้การค่ะ..." นายตำรวจหญิงหันมารายงาน สีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด "จากการใช้สารเคมีลูมินอล (Luminol) ฉีดพ่นทั่วบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดเกิดเหตุ เราพบคราบปฏิกิริยาเรืองแสงสีฟ้าจางๆ น้อยมากค่ะ แทบจะไม่สามารถนำมาสกัดรอยพิมพ์ดีเอ็นเอที่สมบูรณ์ได้เลย คนร้ายมีความเข้าใจเรื่องนิติวิทยาศาสตร์และเคมีเป็นอย่างดี จากการเก็บตัวอย่างพื้นผิวพบการเจือปนของสารละลายคลอรีนไดออกไซด์ (Chlorine Dioxide) และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ความเข้มข้นสูง ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติทำลายโครงสร้างโปรตีนและดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตได้อย่างหมดจดค่ะ ร้านนี้ถูกขัดถูและล้างทำความสะอาดอย่างประณีตราวกับห้องทดลองปลอดเชื้อเพื่อทำลายร่องรอยการต่อสู้หรือรอยเลือดทั้งหมด"
วิชัยพยักหน้าช้าๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่รอยต่อระหว่างแผ่นกระดานไม้เก่าแก่ "มันจงใจลบหลักฐานทุกอย่าง... ธนนท์ ชายคนนี้ประวัติไม่ธรรมดา เขาเรียนจบปริญญาโทด้านเคมีประยุกต์และเคยทำงานในห้องวิจัยสารเคมีของบริษัทข้ามชาติมาก่อน ความรู้เรื่องเคมีทำให้เขาทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ศรุต... รู้ไหมว่าจุดอ่อนของคนที่พยายามทำลายหลักฐานจนหมดสิ้นคืออะไร?"
ร้อยตำรวจโทศรุต นายตำรวจหนุ่มฝ่ายข้อมูลสืบสวนที่เดินตามหลังผู้การขยับตัวเข้ามาใกล้ "อะไรครับผู้การ?"
"ความสะอาดที่มากเกินไปไงล่ะ..." วิชัยเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นไม้กระดาน ใช้ปลายนิ้วที่สวมถุงมือยางลูบไล้ฝุ่นละอองที่ตกค้างบนขอบประตู "ในร้านหนังสือเก่าที่ไม่มีคนอยู่มาหลายสัปดาห์ ฝุ่นละอองควรจะจับตัวหนาแน่นเท่าๆ กันทั่วบริเวณร้าน แต่บริเวณพื้นไม้หลังร้านและทางเดินเชื่อมไปหลังบ้านกลับสะอาดเอี่ยม ไร้ฝุ่นละอองสะสมตามธรรมชาติ และดูนี่สิ..." วิชัยชี้ให้ดูรอยขูดขีดบนพื้นไม้ใต้ชั้นหนังสือ teak ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง "...รอยครูดของขอบไม้แสดงว่าตู้หนังสือนี้เพิ่งถูกเลื่อนย้ายออกไปอย่างกะทันหัน และเมื่อเราส่องตรวจช่องแคบระหว่างพื้นไม้กับฝาผนังใต้ชั้นหนังสือนี้..."
วิชัยรับก้านสำลีพันปลายไม้ (Swab) จากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานแล้วชี้จุดที่ยังมีคราบสีคล้ำตกค้างอยู่ลึกเข้าไปในร่องรอยแตกของเนื้อไม้ ซึ่งสารเคมีทำความสะอาดเข้าไม่ถึง "นี่คือรอยเลือดหยดเล็กๆ ที่เล็ดลอดการทำความสะอาดเนื่องจากมันซึมลงไปในร่องลึกของเนื้อไม้ ผลตรวจเบื้องต้นยืนยันว่าเป็นกลุ่มเลือดของร้อยตำรวจเอกเมฆ... มันสบช่องทำร้ายเมฆตรงนี้ แล้วพยายามลากร่างของเขาออกไปทางหน้าต่างหลังร้านที่มีรอยครูดของโลหะหัวเข็มขัดตกค้างอยู่"
วิชัยยืนขึ้นเต็มความสูง แววตาแข็งกร้าวขึ้น "ธนนท์ไม่ได้เป็นแค่ฆาตกรที่ใช้กำลังดิบ แต่เขาเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนสูง (Organized Killer) มีลักษณะอาการย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive) ในการครอบครองสิ่งของและจัดการปัญหา เขาหลงใหลในความสมบูรณ์แบบ ทุกคดีที่เกิดขึ้น ทั้งการหายตัวไปของหมวดกรณ์ จ่าพงศ์ และรายล่าสุดคือผู้กองเมฆ... มันเริ่มจากการที่พวกตำรวจพยายามจะเข้ามาเปิดโปงความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของเหยื่อรายก่อนๆ และเมื่อธนนท์รู้สึกว่าความลับของเขาจะถูกเปิดเผย เขาก็เลือกที่จะกำจัดพวกเขาอย่างเยือกเย็นและรอบคอบที่สุด"
"แล้วร่องรอยการหลบหนีล่ะครับผู้การ?" ศรุตเอ่ยถาม
"ข้อความสุดท้ายที่ส่งมาจากไลน์ผู้กองเมฆที่บอกว่าขอลาพักร้อนนั่นน่ะ... มันไม่สมเหตุสมผลเลย เมฆไม่เคยพิมพ์คำว่า 'ครับผม' ปิดท้ายประโยคยาวๆ และมีการเว้นวรรคตอนประโยคด้วยเครื่องหมายคำพูดที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินไป เมฆเป็นคนพูดจาโผงผาง สำนวนเขียนของเขาหยาบกระด้างและมักจะพิมพ์สะกดผิดบ่อยครั้ง คนที่พิมพ์ข้อความนี้ส่งกลับมาไม่ใช่เมฆอย่างแน่นอน... แต่เป็นธนนท์ที่ยึดมือถือของเมฆไปหลังจากกำจัดเขาแล้วตั้งใจพิมพ์ข้อความเพื่อหลอกลวงดึงเวลาหนีลงใต้" วิชัยพ่นลมหายใจออกยาว แววตาคมปลาบจับจ้องไปยังแผนที่บนแท็บเล็ต "กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ (CCTV License Plate Recognition) บนทางหลวงสายเอเชีย 41 ตรวจพบว่ารถกระบะของมันวิ่งผ่านชุมพรในช่วงเช้ามืด และข้อมูล Cell Site สัญญาณจีพีเอสที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายของมันถูกเปิดใช้งานสั้นๆ ชี้เป้าว่ามันน่าจะหลบหนีลึกลงไปในเขตลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดินแดนที่มีแม่น้ำลำคลองสาขามากมายและป่าดิบชื้นหนาทึบ"
วิชัยกระชับปกเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยว "มันพยายามพาตัววิเวียนหนีไปพร้อมกับมัน วิเวียนคือผลงานชิ้นเอกและศูนย์รวมตัณหาซ่อนเร้นของมัน มันไม่มีวันยอมทิ้งเธอเด็ดขาด และเพื่อที่จะกักขังเธอไว้ มันพร้อมจะส่งทุกคนที่ขวางทางลงนรก... ศรุต ประสานงานด่วนไปยังผู้บังคับการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งรูปถ่ายของธนนท์และวิเวียนให้ตำรวจทุกสถานี ด่านพุนพิน ด่านคีรีรัฐนิคม และตำรวจน้ำสุราษฎร์ฯ ให้ตั้งจุดตรวจสะกัดรถยนต์ทุกคันและตรวจตราท่าเทียบเรือทุกลำ คืนนี้ฉันจะบินลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ คุมทีมสืบสวนด้วยตัวเอง เราต้องจับตัวธนนท์ให้ได้ก่อนที่มันจะพาเหยื่อหนีออกทะเลอ่าวไทยฝ่าพายุฝนค่ำคืนนี้!"
---
ตัดกลับมาที่สุราษฎร์ธานี ในยามวิกาลท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำรุนแรงดั่งฟ้ารั่ว...
แสงแปลบปลาบจากฟากฟ้าสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของฝาบ้านไม้สะท้อนให้เห็นสภาพห้องโถงชั้นล่างที่มืดสนิท บนโต๊ะไม้เก่ามีเพียงแสงสว่างสีฟ้าสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กสะท้อนในแววตาคู่คมที่ดุดันและเย็นชาของธนนท์ ชายหนุ่มนั่งนิ่งสนิทประดุจรูปสลักหินอ่อนที่ไร้ความรู้สึก อัตราการหายใจของเขาสม่ำเสมอและชีพจรเต้นอย่างมั่นคงสะท้อนถึงความเยือกเย็นอันน่าขนลุก นิ้วมือยาวเรียวกำลังรัวแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วและประณีตเพื่อเข้าถึงข้อมูลในเครือข่ายความมั่นคงของส่วนราชการ
ธนนท์กำลังใช้งานโปรแกรมดักฟังคลื่นวิทยุสื่อสารตำรวจความมั่นคง (Software-Defined Radio - SDR) ผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณวิทยุขนาดพกพาที่เชื่อมต่อกับแผงวงจรภายนอก เขาปรับจูนความถี่ไปยังย่าน VHF 152.600 MHz และ 153.450 MHz ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารหลักของตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจท้องที่สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้เขายังเข้าถึงระบบสตรีมมิ่งกล้องวงจรปิดของทางราชการบางจุดผ่านช่องโหว่ทางระบบความปลอดภัยไซเบอร์ เผยให้เห็นด่านตรวจสี่แยกพุนพินที่มีรถตรวจการณ์ไฟกระพริบสีแดงน้ำเงินจอดเฝ้าระวังอยู่ท่ามกลางสายฝน
เสียงซ่า... ซ่า... ของคลื่นแทรกดังก้องในหูฟังข้างตัว ก่อนที่จะมีเสียงรหัสวิทยุตำรวจสื่อสารกันข้ามสถานีอย่างแผ่วเบาท่ามกลางเสียงพายุฝนภายนอก:
*'แจ้งทุกสถานีในพื้นที่ลุ่มน้ำพุมดวง... เป้าหมายอาจมีการกบดานหรือสลับสับเปลี่ยนยานพาหนะ... ให้ทุกจุดตรวจจัดกำลังเฝ้าระวังทางเข้าออกถนนลูกรังและประสานตำรวจน้ำออกตรวจการณ์แนวแม่น้ำตาปี... พลตำรวจตรีวิชัยจากส่วนกลางกำลังบินด่วนลงพื้นที่เพื่อคุมตัวชุดสืบสวนเฉพาะกิจค่ำคืนนี้...'*
ดวงตาของธนนท์วาวโรจน์ขึ้นในความมืด เขาถอดหูฟังออกช้าๆ วางลงบนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นบางๆ ดูคล้ายกับรอยยิ้มเย้ยหยันของปีศาจที่ไร้หัวใจ "ผู้การวิชัย... สมกับเป็นสุนัขดมกลิ่นระดับประเทศ แกะรอยได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้จริงๆ"
ทว่าในหัวใจของธนนท์กลับไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ความตึงเครียดที่แล่นพล่านในระบบประสาทกลับกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เขารู้สึกตื่นตัวและสนุกสนานไปกับเกมการประลองสติปัญญาครั้งนี้ สำหรับเขานั้น ตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ หรือแม้กระทั่งกองปราบปรามที่นำโดยวิชัย เป็นเพียงเศษเสี้ยวหมากในกระดานที่เขาขยับเขยื้อนล่อหลอกได้ตามใจชอบ ทุกย่างก้าวของเขามีการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้าเสมอ ตั้งแต่จดทะเบียนรถยนต์ปลอม การเปลี่ยนพิกัดเสาสัญญาณ และที่สำคัญคือ... แผนการหลบหนีถัดไปผ่านเรือสปีดโบ๊ทส่วนตัวที่เขาแอบซ่อนไว้ในโกดังเก็บเรือร้างริมแม่น้ำลึกห่างออกไปไม่ไกล
สิ่งที่เขาห่วงและหวงแหนที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือวิเวียน เธอคือนกน้อยแสนสวยที่เป็นทั้งความรัก ตัณหาราคะอันบิดเบี้ยว และผลงานบูรณะชิ้นเอกที่ช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าในจิตใจที่แตกสลายของเขา เขาไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหน โดยเฉพาะพวกตำรวจสารเลวเหล่านั้น ยื่นมือเข้ามาพรากนกน้อยในกรงขังทองคำนี้ไปจากเขาเด็ดขาด หากใครกล้าก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเขา เขาก็พร้อมจะส่งพวกมันลงไปนอนใต้ก้นแม่น้ำลึกเดียวกับพีท หมวดกรณ์ จ่าพงศ์ และผู้กองเมฆชั่วนิรันดร
เขานึกถึงแววตาหวาดหวั่นของผู้กองเมฆในค่ำคืนสุดท้ายริมหาดประจวบฯ เมฆพยายามเกลี้ยกล่อมวิเวียน พยายามจะยื่นมือมาดึงเธอออกจากอ้อมกอดของเขา นั่นเป็นสิ่งที่เขาอภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด การบีบคอเมฆจนลมหายใจสุดท้ายหลุดลอยจากร่างใต้สายฝนเป็นความรู้สึกที่สงบนิ่งและเปี่ยมด้วยศิลปะสำหรับเขา เขาล้างบาปให้วิเวียนด้วยการกำจัดผู้ที่เข้ามาคุกมล้างคราบสกปรก และเวลานี้หากวิชัยจะเป็นคนต่อไป เขาก็ไม่ลังเลใจที่จะทำอีกครั้ง
ธนนท์จัดการปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดึงไดรฟ์เก็บข้อมูลสำรองออกแล้วใช้น้ำยาเคมีสูตรเฉพาะหยดลงไปบนวงจรอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กๆ เสียงฟู่เบาๆ พร้อมกลิ่นเคมีฉุนเฉียวลอยคลุ้งในอากาศชั่วครู่ วงจรรอยทองแดงของเทคโนโลยีดักฟังถูกน้ำยากรดกัดกร่อนสลายตัวกลายเป็นเพียงของเหลวสีเทาไร้ค่าภายในไม่กี่วินาที ลบร่องรอยทางดิจิทัลและกายภาพอย่างไม่มีวันกู้คืนได้ เขาปิดฝาโน้ตบุ๊กช้าๆ แล้วก้าวเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปยังชั้นสองของบ้านพักกบดานอย่างเงียบเชียบดั่งเงาพยับหมอก
---
บนห้องนอนชั้นสองอันมืดสลัวและเยือกเย็น...
วิเวียนสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บสะท้านจากลมพายุที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างเข้ามาปะทะผิวกาย ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาที่เธอห่อหุ้มร่างกายไว้ พื้นที่ว่างเปล่าด้านข้างเตียงนอนกลับเย็นเยียบและไร้เงาร่างอันอบอุ่นของธนนท์ ความวิตกกังวลใจแล่นจู่โจมเข้าเกาะกุมหัวใจของเธอทันที รอยร้าวแห่งความแคลงใจเรื่องคดีผู้กองเมฆและร่องรอยการเดินทางกะทันหันบีบบังคับให้เธอพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ
เธอจำความรู้สึกตอนนั่งอยู่ในรถกระบะได้ดี กลิ่นอายชื้นของเสื้อผ้าธนนท์มีกลิ่นจางๆ ของน้ำยาล้างห้องน้ำหรือสารเคมีฉุนเฉียวปนอยู่ ซึ่งนั่นไม่ใช่กลิ่นปกติของคนรักที่เธอมักจะได้กลิ่นหอมสะอาดเสมอ ความเงียบงันแปลกๆ ของเขาระหว่างขับรถ และการที่เขาคอยมองกระจกหลังมองหาแสงไฟรถยนต์ที่อาจจะตามมาบ่อยครั้ง ยิ่งสร้างความหวั่นใจให้วิเวียนมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเธอกำลังนั่งอยู่บนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง
เรียวขาขาวก้าวลงแตะพื้นไม้กระดานเย็นเยียบชื้นแฉะใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่า วิเวียนกลั้นใจก้าวเดินออกจากห้องนอนด้วยความระแวดระวัง พยายามไม่ให้เกิดเสียงฝีเท้าเบียดเสียดกับแผ่นกระดานไม้ เธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหัวบันไดชั้นบน จ้องมองลงไปยังห้องโถงชั้นล่างที่ไร้แสงไฟ ทันใดนั้นเอง... แสงฟ้าแลบแปลบปลาบจากภายนอกวาบผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกระจกชั่วขณะ ส่องให้เห็นร่างของธนนท์ยืนหันหลังกึ่งกลางห้องโถงด้านล่าง
ภาพตรงหน้าทำให้วิเวียนตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งขั้วโลก...
ธนนท์ยืนนิ่งสนิทราวกับหุ่นไม้ ดวงตาคู่คมของเขาจ้องมองผ่านหน้าต่างกระจกที่พร่ามัวออกไปยังความมืดมิดของผืนป่าดิบชื้นด้านนอก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งเฉย เยือกเย็น และดุดันไร้แววตาของมนุษย์ แสงสะท้อนจางๆ จากจอคอมพิวเตอร์ที่ปิดลงไปแล้วครึ่งหนึ่งส่องกระทบให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและดำมืดคล้ายสัตว์นักล่า บนโต๊ะไม้ข้างตัวเขา มีวัตถุโลหะสีดำทะมึนรูปทรงคุ้นตาวางนิ่งอยู่... ปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติของผู้กองเมฆที่เขาเก็บงำไว้เป็นเสมือนของรางวัลการลบร่องรอย
วิเวียนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาจนเกือบก้าวขาถอยหนีไม่ได้ เธอจำหน้าตากล่องปืนและทะเบียนของผู้กองเมฆได้ดีตอนที่ตำรวจหนุ่มเคยยื่นให้ดูริมชายหาดประจวบฯ บัดนี้มันมาวางอยู่ตรงหน้าธนนท์... นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งที่เธอระแวงสงสัยมาตลอดคือเรื่องจริง! ธนนท์ไม่ได้แค่ช่วยเธอจากพวกอันธพาล แต่เขาคือผู้ร้ายและเป็นอาชญากรผู้บิดเบี้ยวที่กักขังเธอไว้ในสรวงสวรรค์จอมปลอม
ความกลัวสะกดจิตใจทำให้เธอพยายามขยับก้าวถอยหลังเพื่อหลบหนีกลับขึ้นไปบนห้องนอน ทว่าสัญชาตญาณกลับทรยศ... ปลายเท้าเปลือยเปล่าเหยียบพลาดขอบไม้กระดานบันไดจนเกิดเสียง "เอี๊ยด..." แผ่วเบาดังก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงันปะปนเสียงฝน
ในวินาทีนั้น ร่างของธนนท์สะดุ้งตัวเล็กน้อย เขาสะบัดศีรษะหันขวับกลับมาจ้องมองทิศทางบันไดทันทีด้วยดวงตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวพบคู่แข่งในความสลัว
ทว่าเมื่อดวงตาคู่คมเยือกเย็นนั้นสบประสานเข้ากับใบหน้าซีดเผือดสั่นเทาของวิเวียนที่ยืนแข็งทื่ออยู่บนบันได... ภาพลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวและแววตานักฆ่าผู้โหดเหี้ยมก็อันตรธานหายไปในพริบตาเดียว ดั่งหน้ากากการแสดงที่ถูกถอดเปลี่ยนอย่างแนบเนียนและรวดเร็ว
รอยยิ้มละมุนละไม แสนอบอุ่น และเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนรักใคร่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที เขาขยับก้าวเดินขึ้นบันไดไม้มาหาเธอช้าๆ ฝีเท้าของเขานุ่มนวลประคองร่างบางของเธอไว้ก่อนที่จะล้มลงจากความอ่อนแรงเพราะความเครียด
"เวียนครับ... ตื่นขึ้นมากลางดึกทำไมครับคนดี? ฝนตกเสียงดังฟ้าร้องสะเทือนจนนอนไม่หลับ หรือฝันร้ายเหรอครับ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเป็นล้นพ้น ฝ่ามือหนาอุ่นเอื้อมมาลูบไล้แก้มเนียนที่ชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ของเธออย่างรักใคร่ทะนุถนอม
วิเวียนพยายามสะกดเสียงของตนเองให้ปกติที่สุด แต่ก็ไม่อาจซ่อนความสั่นระริกไว้ได้ "นนท์... นนท์ลงมาทำอะไรมืดๆ ตรงนี้คะ? แล้ว... แล้วสิ่งนั้นบนโต๊ะ..." เธอถามพลางชี้มือบางที่สั่นเทาลงไปยังวัตถุสีดำด้านล่าง
ธนนท์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาช่างลื่นไหลและไร้ซึ่งพิรุธจนน่าพิศวง เขาเอื้อมมือไปหยิบวัตถุโลหะสีดำนั้นขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทางสบายๆ แล้วเอ่ยคำอธิบายด้วยรอยยิ้มแสนดี "อ๋อ... ปืนกระบอกนี้เหรอครับคนดี มันเป็นปืนเก่าของพ่อตาลุงมิ่งเจ้าของสวนปาล์มนี่แหละครับ แกฝากไว้ให้นนท์ช่วยขัดสนิมและชโลมน้ำมันหล่อลื่นให้ เพราะเห็นว่าช่วงนี้ฝนตกชื้นแฉะกลัวกลไกจะติดขัด... อีกอย่าง แถวนี้ปลีกวิเวกมาก ลุงมิ่งบอกว่ามีช้างป่าและบุคคลภายนอกชอบลักลอบเข้ามาตัดผลปาล์มยามวิกาล แกเลยอยากให้นนท์เก็บไว้เฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยของเราสองคนครับ"
วิเวียนมองตัวปืนในมือเขา แววตาสั่นระริก "แต่นนท์คะ... ปืนแบบนี้ มันเหมือนปืนที่ผู้กองเมฆเคยเหน็บไว้ที่เอวเลยค่ะ..."
ธนนท์ส่งรอยยิ้มเอ็นดู ลูบแก้มเนียนละเอียดของเธอเบาๆ เพื่อสะกดจิตใจที่ว้าวุ่น "โธ่... เวียนครับ ปืนกึ่งอัตโนมัติทรงนี้ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อกล็อกหรือซิกซาวเออร์ หน้าตามันก็คล้ายกันหมดแหละครับคนดี ตำรวจหรือคนทั่วไปที่ได้รับอนุญาตครอบครองก็ใช้ปืนรูปทรงแบบนี้กันทั้งนั้น นนท์รู้ว่าเวียนเพิ่งผ่านเรื่องน่ากลัวมาเลยระแวงไปหมด แต่นนท์สัญญาว่าไม่มีอะไรต้องห่วงเลยครับ ทุกอย่างนนท์เตรียมการและเฝ้าระวังไว้หมดแล้ว"
เขาโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตหน้าผากมนของเธอแผ่วเบา สัมผัสจูบนั้นช่างนุ่มนวลและอ่อนโยนประหนึ่งสายลมอุ่น ทว่าวิเวียนกลับรู้สึกสั่นสะท้านในหัวใจ กลิ่นอายความเยือกเย็นและการควบคุมทางจิตวิทยาที่ปนเปมาในอ้อมกอดนี้ช่างเหมือนกรงขังแก้วหนาแน่นที่ยากจะหลบหนี
"ส่วนคอมพิวเตอร์ข้างล่างนั่น นนท์แค่เปิดดูรายงานสภาพปริมาณน้ำฝนและข่าวเรื่องน้ำป่าไหลหลากริมแม่น้ำพุมดวงครับ ช่วงนี้พายุเข้าหนัก นนท์กลัวว่าถ้าน้ำท่วมเฉียบพลันเราจะอพยพลำบาก ก็เลยลงมาเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยของเราสองคน... ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยคนดีของนนท์"
"จริง... จริงเหรอคะนนท์ นนท์ไม่ได้โกหกเวียนใช่ไหมคะ..." วิเวียนซบหน้าลงกับอกแกร่งเอ่ยถามเสียงเบาหวิว คล้ายกับคนหมดหนทางสู้ที่ต้องยอมสยบต่อผู้คุมขัง
"จริงสิครับคนดี... นนท์จะโกหกเวียนไปเพื่ออะไรล่ะครับ นนท์รักเวียนมากที่สุดในชีวิตนะ นนท์สัญญาว่าจะดูแล ปกป้อง และสร้างสรวงสวรรค์ที่ปลอดภัยที่สุดให้เราสองคน ไม่มีใครหน้าไหนจะพรากเวียนไปจากอ้อมกอดของนนท์ได้อีกแล้วครับ" ธนนท์กระซิบคำหวานซ้ำๆ ข้างใบหูมนพลางลูบเรือนผมนุ่มสลวยของเธอราวกับกำลังสะกดจิตสะกดความคิดหลบหนีของนกน้อยตัวนี้ให้เชื่องช้าลง
เขากระชับอ้อมกอดช้อนร่างบางของวิเวียนขึ้นอุ้มในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย พาก้าวเดินกลับขึ้นบันไดไม้ไปยังห้องนอนชั้นสองอันสลัว วางร่างบางของเธอลงบนเตียงกว้างอย่างแผ่วเบาก่อนจะก้าวตามลงมานอนเคียงข้าง โอบกอดกระชับร่างบางไว้ในอ้อมแขนอุ่นหนา ดึงผ้าห่มผืนใหญ่ขึ้นคลุมร่างของเราสองคนไว้เพื่อสร้างปราการบดบังเสียงลมพายุภายนอก
ภายนอกบ้านพัก... สายฝนยังคงกระหน่ำตกลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน สายน้ำพุมดวงสีแดงขุ่นเชี่ยวกรากส่งเสียงครืนๆ ท่ามกลางความมืดมิด เสียงพายุพัดกรรโชกปะทะเรือนยอดปาล์มดังซัดสาดราวกระแสคลื่นใหญ่ บรรยากาศแห่งตัณหาซ่อนเงียบและความลับสีเลือดในค่ำคืนพายุฝนที่สุราษฎร์ธานียังคงดำเนินต่อไป ดั่งมรสุมใหญ่ที่พร้อมจะพัดกระหน่ำกวาดล้างทุกสิ่ง ทิ้งไว้เพียงกรงขังรักสะกดวิญญาณชั่วนิรันดร...