วันนี้ไมตรีมอบหมายข่าวที่ต้องสรุปเพียงครึ่งเดียวเพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญงานเปิดตัวผู้สมัครคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่จัดขึ้น ณห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ชั้นบีสี่ ซึ่งรองรับผู้คนได้ราวสองพันคนต่อให้ยกพนักงานมาทั้งบริษัทก็ยังมีพื้นที่เหลือเฟือ ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกผมเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจไม่เคยเห็นพนักงานบริษัทมารวมตัวกันเนืองแน่นขนาดนี้มาก่อนแต่ละวงสนทนากระจายกันเป็นหย่อมทั่วบริเวณโถงหน้าห้องประชุมผมรู้จักคนแค่หยิบมือเฉพาะที่ทำงานร่วมกันในแผนกการเมือง
แน่นอนว่ามีคนบางกลุ่มกระซิบกระซาบพลางบุ้ยหน้ามาทางนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเอวีเอสอีอ่านริมฝีปากผมก็ตระหนักได้ทันทีว่าตนเองตกเป็นหัวข้อสนทนาเรื่องวิวาทแย่งผู้หญิง ผมสูดหายใจลึกและเดินยืดอกอย่างไม่สะทกสะท้านทำทีเป็นไม่ยี่หระต่อเสียงนกเสียงกาของคนไร้มารยาทเหล่านั้นอีกต่อไปตั้งแต่ก้าวเข้ามาทำงานบริษัทนี้ก็ทำเปิ่นไว้เยอะ โดนวิพากวิจารณ์จนด้านชาประสบการณ์สอนให้รู้ว่าการทำหูทวนลมนี่แหละทำให้กระแสจางหายไปเร็วที่สุด ผมทำทีเป็นชื่นชมท้องฟ้าก้อนเมฆนอกหน้าต่างทั้งที่รู้ดีว่าบรรยากาศพวกนี้หลอกตาด้วยภาพท้องฟ้าปลอม เพื่อสร้างความรู้สึกโล่งโปร่งสบายทั้งที่อยู่ชั้นใต้ดินที่ไร้แสงตะวัน
เห็นธรณีกำลังคุยอยู่กับชายผมดำยาวที่จำได้ว่าเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทเขาสวมชุดสูทสีดำที่มีโบหูกระต่ายสีแดงถือแท็บเล็ตไว้ในมือดูจากผู้สมัครสองคนที่รอต่อคิวสนทนากับเขาแล้ว ชายผู้นี้น่าจะรับบทเป็นพิธีกร
ธรณีคุยลำดับคิวเสร็จแล้วผมกำลังจะตรงรี่ไปให้กำลังใจเพื่อน แต่ร่างหนึ่งเคลื่อนที่ตัดหน้าจนต้องหยุดชะงักดีที่เบรกทันเลยไม่ปะทะ
“ขอโทษค่ะ”หญิงวัยกลางคนบอก เธอสูงเท่าไหล่ของผมร่างกายก็ดูบอบบางในชุดเชิ้ตคอวีสีขาวคู่กางเกงขายาวสีน้ำตาล
“ขอโทษครับท่านคือ..” ผมรู้สึกคุ้นหน้า แค่พริบตาเดียวก็นึกออก “...กรรมการบริษัทที่ทำงานเอชอาร์รึเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะ“เธอปัดแว่นตาเอวีเอสอีอันเล็กขึ้นไปด้านบน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้“ท่านประชาหายดีแล้วเหรอค่ะ”
“ปวดไม่มากแล้วครับ”ผมไม่ได้โกหก เช้านี้หวดยาอีกเม็ดก่อนออกจากที่พัก จวบจนป่านนี้อาการก็ไม่ได้แย่ลงแสดงว่าไม่น่ามีเลือดออกในช่องท้อง
“ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยเราเมื่อวาน” ผมค้อมศีรษะ ไหว้ขอบคุณอีกฝ่ายยังซาบซึ้งตรึงใจคำพูดอีกฝ่ายไม่หายตฤมปตีเป็นหนึ่งในกรรมการไม่กี่คนที่ยืนหยัดข้างผม
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอยิ้มอย่างเป็นมิตร “ไว้วันหลังเราจะไปสัมภาษณ์ท่านนะ ถ้ามีโอกาสจะสัมภาษณ์ว่าชีวิตในวัยเด็กใน สปป.ลาวเป็นยังไงช่วงนี้ยุ่งวุ่นวายกับการเลือกตั้งอยู่”
“ท่านเองก็ลงสมัครเหรอครับ”
“ใช่ค่ะเราเองก็ลงสมัคร” กรรมการหญิงยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีราวกับภาคภูมิใจในตัวเอง
เสียงกริ่งคล้ายระฆังก็ดังขึ้นเพื่อเรียกทุกคนเข้าไปรวมตัวกันในห้องหญิงร่างเล็กจึงขอตัวไปซักซ้อมการพูดบนเวที
“เราจะรอฟังนโยบายของท่านนะครับ”ผมกล่าวตามหลัง เธอนำลิ่วไปแล้วคงไม่ได้ยินหลังจากเข้าห้องน้ำห้องท่าเรียบร้อยผมก็ตามเข้าไป
ภายในห้องโถงอันโอ่อ่ากว้างขวางตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยผนังเรียบลวดลายอิฐบล็อกสีเหลืองอ่อนเพดานสูงที่มีหลอดไฟถี่ยิบทุกตารางเมตรผนังด้านหน้าเป็นจอภาพขนาดใหญ่ที่ฉายโลโกเครื่องหมายซิกมาของบริษัทด้านใต้เป็นคำขวัญ ‘ความจริงรอบด้าน เป็นกลาง ไม่สร้างอารมณ์’ไม่ว่าจะอ่านหรือได้ยินกี่ครั้งก็ยังฝืดหู ไม่รู้สึกสละสลวยแม้แต่น้อยบรรทัดล่างสุดเขียนว่า
พิธีเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริษัทครั้งที่5
เวทีด้านหน้ามีแท่นยกพื้นขนาดใหญ่ห้อมล้อมด้วยแสงไฟสีฟ้าเสียงพูดคุยจอแจของเหล่าพนักงานดังก้องไปทั่วห้องบ้างก็วิพากวิจารณ์นโยบายผู้สมัครตั้งแต่ก่อนเปิดตัวบางคนระบายความคาดหวังที่จะเห็นบริษัทโฉมใหม่ให้เพื่อนฟัง
ชายผมยาวดำในชุดสูทผูกหูกระต่ายเดินขึ้นมายืนกลางเวทีกะแล้วเชียวว่าเขาต้องเป็นพิธีกร
“สวัสดีครับชาวซัมนิวส์ทั้งหลาย...ขอต้อนรับเข้าสู่เวทีเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ห้า อนาคตของสำนักข่าวของพวกเราอยู่ในกำมือพวกท่านทุกคนแล้วครับ”เขากล่าวจบเสียงผู้ชมก็พากันโห่ร้องอย่างสนุกสนานทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรทำราวกับมาชมคอนเสิร์ต
“กติกามีง่ายๆ ครับ ผู้สมัครทั้งสิบแปดคนมีเวลาพูดแนะนำตัว สรุปนโยบายที่คิดว่าดีที่สุดเลิศที่สุด เจ๋งที่สุด เพื่อมัดใจทุกท่าน คนละเจ็ดนาทีจากนั้นจะมีเวลาซักถามอีกสามนาที ขอให้ทุกท่านเปิดแอปซัมอินไซด์ขึ้นมาเข้าไปเลือกที่หัวข้อการประชุม สแกนเอสคิวอาร์โค้ดบนหน้าจอจากนั้นจะเห็นปุ่มกดเพื่อขอพูด ใครกดสัญญาณไฟในแอปได้เร็วที่สุดก็จะได้ถามก่อนแต่จะถามได้แค่คนละหนึ่งคำถามเท่านั้น”
แอดดดด!
เสียงกริ่งสัญญาณดังขึ้นพร้อมกับไฟสีแดงที่ปรากฏรอบที่นั่งพนักงานหญิงคนหนึ่งที่นั่งแถวเกือบหน้าสุดไม่ทันไรก็มีคำถามซะแล้ว
“แล้วถ้าสงสัยมากกว่าหนึ่งคำถามล่ะค่ะ”เสียงที่เธอพูดถูกขยายผ่านแอปซัมอินไซด์ไปออกที่ลำโพงบนเวที
เขาฉีกยิ้ม“เป็นคำถามที่ดีมากครับ...ท่านมีโอกาสหลายช่องทางครับจะถามผ่านห้องแชตของผู้สมัครแต่ละคนในแอป หรือจะถามส่วนตัวเมื่อเจอหน้าก็ได้ บางทีแค่เข้าไปอ่านรายละเอียดนโยบายแต่ละคนก็อาจค้นพบคำตอบก็เป็นไปได้นะครับ”
พิธีกรผายมือไปที่แผ่นป้ายแนวตั้งขนาดใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่ซีกขวามือของห้องประชุมตั้งแต่มุมหนึ่งยาวไปจรดอีกมุม มีครบสิบแปดอันตามจำนวนผู้สมัครอยู่ไกลจากจุดที่ผมนั่งจึงอ่านข้อความไม่ได้ ใช้เอวีเอสอีซูมดูก็ไม่ชัดเห็นแค่รูปถ่ายของแต่ละคนที่อยู่บนสุด บุคลิกแต่ละคนช่างต่างกันสุดขั้วไมตรีเท้าแขนบนโต๊ะประสานมือเข้าหากันมาดผู้บริหาร สหายยืนกอดอกเก๊กเท่ในเสื้อสูทขณะที่ธรณียืนทิ้งแขนข้างลำตัวเหมือนหมดอาลัยตายอยากทีแรกนึกว่าเป็นป้ายไวนิลจนกระทั่งพิธีกรพูดจึงรู้ว่าเป็นจอภาพระบบสัมผัส
“นโยบายของผู้สมัครทุกท่านเขียนไว้ในบอร์ดครบถ้วนสมบูรณ์แล้วสำหรับบางหัวข้อ ทุกท่านยังสามารถกดปุ่มลิงก์เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้”
“แล้วถ้าไม่มีเวลาอ่านวันนี้จะทำยังไงค่ะ”หญิงคนเดิมถาม
“ไม่ต้องกังวลครับป้ายจะตั้งอยู่ที่ห้องนี้จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งทุกท่านสามารถมาศึกษาได้ตามสะดวกหรือบางคนถนัดอ่านจอเล็กในแอปซัมอินไซด์ก็ได้เช่นกันครับ”
ผมสังเกตว่าชายคนหนึ่งไปยืนรอบนโพเดียมที่เปล่งแสงสีฟ้าแล้วพิธีกรคงสังเกตเห็นเช่นกัน เขากดปุ่มบนเครื่องเอวีเอสอีของตนเอง น่าจะดูนาฬิกา
“บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วขอเชิญ ท่านอิทธิ ยชญ์อนันต์ ประธานคณะกรรมการบริษัทคนปัจจุบันกล่าวเปิดงานได้เลยครับ”
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวในขณะที่ชายสูงวัยสาวเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าวสายตาคมกริบของเขากวาดผ่านพนักงานบริษัทนับพันที่อยู่เบื้องหน้า
“เสียงของทุกคนคือหัวใจของประชาธิปไตยบริษัทซัมนิวส์จะก้าวไปทิศทางไหนในอีกสองปีข้างหน้า ขึ้นกับพวกเราทุกคนเพื่อไม่ให้เสียเวลา ขอเชิญรับฟังนโยบายของผู้สมัครแต่ละท่านได้แล้วครับ”
อิทธิโค้งเล็กน้อยจากนั้นก็หันหลังเดินลงจากเวทีโดยมีเสียงปรบมือของผู้ชมดังตามหลังนี่คือการกล่าวเปิดงานที่สั้นที่สุดที่ผมเคยเห็น ไม่มีพิธีรีตองอย่างการตัดริบบิ้นตีฆ้อง หรือยิงปืนขึ้นฟ้าแถมยังเสร็จก่อนกำหนดเพื่อให้เหล่าผู้สมัครมีเวลาพูดที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเดาว่าเป็นค่านิยมคนยุคนี้มากกว่านิสัยส่วนตัวของท่านประธาน
ผู้สมัครคนแรกเดินเขย่งเท้าขึ้นเวทีราวกับอยากเรียกความสนใจ
ลำดับการขึ้นเวทีของผู้สมัครมาจากการสุ่มพิธีกรบอกว่าแอปซัมอินไซด์จะแจ้งเตือนเป็นระยะว่าพูดถึงลำดับไหนแล้วไม่แปลกใจที่พนักงานบางส่วนเลือกเดินออกห้องคงแวะออกไปทำธุระส่วนตัวบางอย่างแล้วค่อยกลับเข้ามาฟังคนที่ตัวเองสนใจทว่าส่วนใหญ่นั่งแช่อยู่กับที่ จ้องแน่วไปยังผู้พูดตรงโพเดียมคงตั้งอกตั้งใจฟังเพื่อรอถามเพิ่มเติมในช่วงท้าย ผมเห็นแล้วขนลุกตอนที่ไปร่วมงานปราศรัยพรรคอัตตายังสู้ไม่ได้ต้องปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยมากี่ปีจึงจะได้ผลลัพธ์น่าทึ่งเช่นนี้
เอาไงดีวะ
ผมคิดในใจถ้าลุกขึ้นแล้วหายตัวไปดื้อ ๆ อาจกลายเป็นแกะดำในทันทีรอฟังแค่สี่คนแต่ลำดับของธรณี สหาย ตฤมปตี และไมตรีไม่ได้อยู่ติดกันถ้าจะเก็บให้ครบก็ต้องอยู่ในห้องนี้จนจบงานโชคดีที่สวมเครื่องเอวีเอสอีมาด้วยจึงแอบทำงานข่าวฆ่าเวลาในยามเบื่อหน่ายได้ ผมเปิดโหมดควบคุมด้วยท่าทางแค่ใช้กล้องที่อยู่ด้านใต้กรอบแว่นจับภาพการเคลื่อนไหวของมือก็สามารถสั่งได้เหมือนใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป พอขยับนิ้วเคาะลงบนต้นขาตัวเองแทนแป้นพิมพ์ประโยคที่เขียนก็ปรากฏบนหน้าจอส่วนตัวไม่อยากนึกเลยว่าถ้าเป็นรุ่นที่สั่งงานด้วยความคิดจะสะดวกขนาดไหน
{ ผมจำชื่อผู้สมัครคนแรกไม่ได้รู้แค่ว่าเขาชูนโยบายเรื่องเปลี่ยนบริษัทให้เป็นบ้านพนักงานแต่ละคนเข้าออกได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันซื้อเครื่องซักอบรีด สร้างโรงหนังสามมิติ เปิดสนามแบดมินตัน ทำห้องอาบน้ำอบซาวน่า ขยายฟิตเนสบ้าถึงขนาดจะทำห้องนอนเพิ่มแบบโรงแรมแคปซูลตามสนามบิน ยิ่งฟังยิ่งไร้สาระเพ้อฝันสุด ๆผมรู้สึกเหมือนเอางบประมาณมาผลาญเล่นแทนที่จะทำการทำงานอย่างไรอย่างนั้น
ถึงจับพลัดจับผลูได้เป็นจริง ๆ ก็ไม่เชื่อว่านโยบายจะสำเร็จโดยง่ายต้องปรับโครงสร้างอาคารใหม่หมด ข้อแตกต่างระหว่างคณะกรรมการบริษัทกับรัฐบาลคือผู้บริหารซัมนิวส์จะไม่ใช้ระบบตัวชี้วัดกำกับย้อนกลับไปสู่ประชาธิปไตยตัวแทนแบบดั้งเดิม นโยบายบริษัทก็มีความแตกต่างหลากหลายเกินไปภายใต้งบประมาณจำกัดจำเขี่ยมากกว่าทั้งเก้าคนต้องมาหารือรวมนโยบายเป็นหนึ่งเดียวไม่เหมือนรัฐบาลที่ให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงรับผิดชอบเคโอไอของตนเอง ถ้าใช้ของคนที่ได้รับคะแนนสูงสุดซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการจะกลายเป็นการบังคับให้อีกแปดคนเชื่อแบบเดียวกัน หลังจากเลือกตั้งเสร็จพวกเขาต้องประนีประนอมกันเองว่าอันไหนทำได้จริงโดยยึดนโยบายของประธานเป็นหลักถ้าเห็นต่างก็โหวตภายในเป็นรอบ ๆ แล้วประกาศข้อสรุปให้ทุกคนในบริษัทรับรู้หากเสียงแตกมากเกินไปอาจให้พนักงานทุกคนเป็นผู้ตัดสินแทนดีแล้วที่ไม่ใช้ประชาธิปไตยลื่นไหล มิฉะนั้นจะมีเรื่องปวดหัวเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
ผู้สมัครคนแรกก้าวออกมาตรงกลางเวทียืนกางแขนพลางเงยหน้ามองเพดานราวกับเหม่อมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
“เราจะทำให้สถานที่นี้กลายเป็นบ้านหลังที่สองที่ทุกคนมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างอบอุ่นกลายเป็นครอบครัวเดียวกันที่มีความสุข” เขากล่าวทิ้งท้ายเสียงปรบมือดังผสมปนเปกับเสียงหัวเราะอย่างครึกครื้น
“มีห้องนอนในบริษัทแบบนี้ พนักงานไปนอนด้วยกันจะผิดกฎไหมค่ะ”หญิงสาวคนหนึ่งถามขึ้นในช่วงถามตอบ ท่าทางดูเขินอายนิด ๆ
“ได้แน่นอนครับ ทุกคนมีอิสระเสรี มีเซ็กซ์กันในบ้านได้ย่อมมีที่บริษัทได้เช่นกัน” ชายบนเวทียิ้มยิงฟัน มาพร้อมกับเสียงสรวลเสเฮฮาดังลั่นจากเบื้องล่าง
ผมเอามือทาบใบหน้าอย่างผิดหวัง กล้าดียังไงถึงมาลงสมัครนี่ผมต้องทนฟังคนเพี้ยน ๆ แบบนี้ไปอีกกี่คนกัน โชคดีที่รายต่อ ๆไปค่อยเป็นผู้เป็นคนขึ้น วางนโยบายที่เป็นไปได้เริ่มหันมาสนใจหารายได้เข้าบริษัทให้งอกเงยข้อดีอย่างหนึ่งของเวทีนี้คือไม่มีใครกล่าวอ้างถึงคู่แข่ง ไม่มีการขิงกันตรง ๆแม้แต่คนที่เป็นกรรมการบริษัทปัจจุบันก็ไม่โดนเหน็บแนมว่าบริหารไร้ประสิทธิภาพผมอยากให้การเมืองไทยในยุคตัวเองเป็นเช่นนี้บ้างเบื่อแล้วที่ต้องได้ยินวาทกรรมด่าทออีกฝ่ายเพียงเพื่อใช้ความโกรธเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนเลือกพรรคของตนเอง วาดฝันภาพที่ทุกคนเถียงเรื่องการเมืองด้วยความเป็นมิตรคุยได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ตั้งแง่เกลียดชังขี้หน้าอีกฝ่าย }
และแล้วก็มาถึงคนแรกที่ผมสนใจชายผอมสูงเดินอกผายไหล่ผึ่งขึ้นบันไดช้า ๆแม้จะแต่งกายเสื้อโปโลสีฟ้ากางเกงยีนสีดำตามปกติแต่บุคลิกท่วงท่าการขยับตัวตลอดจนพูดคุยดูเป็นมืออาชีพส่งผลให้ธรณีดูมีสง่าราศีขึ้นทันตา