ตระกูลซ่างกวันนั้นจะเป็นกลุ่มที่ยึดตำแหน่งตัวเอกของงานประมูลระดับแผ่นดินที่จะจัดขึ้นปีละหนึ่งหนนี้อยู่ทุกครั้ง
เมื่อถึงการประมูลสิบสมบัติมูลค่าสูงสุดเมื่อไหร่ มักจะมีสมบัติของตระกูลซ่างกวันลงประมูลด้วยอย่างต่ำสองชิ้นขึ้นไปเสมอยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันที่ซ่างกวันหงสร้างขึ้นนั้นมักจะถูกประมูลไปในราคาที่สูงลิ่วเสมอ
ปีนี้เองก็เช่นกัน
ในขณะที่ซ่างกวันหงกำลังเก็บตัวอยู่นี้ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องทั้งหมดในตระกูลแทนคือคุณชายใหญ่ของตระกูลซ่างกวันซ่างกวันอวิ๋น
ภายในห้องประชุมของตระกูลซ่างกวันตอนนี้ ซ่างกวันอวิ๋นกำลังมอบหมายหน้าที่สุดท้ายให้กับเหล่าสมุนของเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“พวกเจ้ารีบเอาผลงานของท่านพ่อไปมอบให้หอฟ้าสมุทรก่อนเริ่มด้วยเล่าจะได้ให้ทางนั้นเป็นคนดูแลของให้เรา”
“ขอรับ” เหล่าสมุนรับคำ
“ถ้าอิงตามกฎดั้งเดิมแล้วพวกเราจะได้เงินมาก่อนสองร้อยล้าน ส่วนที่เหลือก็รอรับหลังจบงานประมูลสินะ”
นี่คือสิทธิพิเศษของตระกูลซ่างกวัน คนอื่นต้องจ่ายค่ามัดจำแต่พวกเขากลับเป็นฝ่ายได้รับเงินก่อนเสียอย่างนั้น
“ใช่แล้วขอรับ”
“แล้วก็ พวกเจ้าไปตรวจสอบดูรายชื่อของที่เข้าร่วมประมูลดูอีกครั้งหนึ่งด้วยว่าของที่พวกเราต้องการนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ครั้งนี้ให้เตรียมเงินทุนเอาไว้สามหมื่นล้านจะได้มั่นใจว่าของที่พวกเราต้องการนั้นจะไม่ไปตกอยู่ในกำมือของผู้อื่น”
สามหมื่นล้าน
ด้วยเงินขนาดนี้ ของที่ตระกูลซ่างกวันเล็งไว้ไม่มีทางถูกผู้อื่นแย่งไปได้อย่างแน่นอน
นี่แหละความยิ่งใหญ่ของพวกเขา
เหล่าลูกสมุนตอบกลับว่า “ไม่ต้องห่วงขอรับคุณชายพวกเราตรวจสอบเหล่าคนที่เข้าร่วมงานประมูลทุกคนแล้ว ของที่พวกเราต้องการนั้นไม่มีใครแข่งกับเราได้แน่นอนยกเว้นอย่างเดียว... ค้อนสะเทือนขุนเขา...”
“หืม? มีคนคิดจะแย่งกับเราหรือ?”
“องค์หญิงน้อยในพระตำหนักท่านนั้นขอรับเกรงว่านางคงคิดจะ...”
“ฮ่าฮ่า...” ซ่างกวันอวิ๋นเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา“องค์หญิงน้อยนั่นน่ะหรือ? นางคงคิดว่าจะสามารถชนะชนะพวกเราได้สินะช่างซื่อบื้อเสียจริงๆ...แต่น่าเสียดายค้อนตีเหล็กระดับวิถีราชันชิ้นนี้เป็นของที่ท่านพ่อเป็นคนเลือกด้วยตัวเองดังนั้นพวกเราตระกูลซ่างกวันไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน!”
คำพูดของซ่างกวันอวิ๋นนั้นราวกับว่าแม้แต่พวกเชื้อพระวงศ์ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยแม้แต่น้อย
ตระกูลซ่างกวันนั้นมีอำนาจยิ่งใหญ่คับฟ้าจนยากจะจินตนาการออก
“เพิ่มเงินทุนไปอีกเป็นห้าหมื่นล้านของอย่างอื่นอาจจะพลาดไปได้ แต่ค้อนสะเทือนขุนเขานั่นจะต้องเป็นของเราเท่านั้น!”
ขอรับ!!
เหล่าสมุนตอบรับเสียงดังสนั่น
ซ่างกวันอวิ๋นโบกมือให้เหล่าสมุนแยกย้ายไปทำงานกันต่อส่วนตัวเองก็นั่งเงียบๆ อยู่คนเดียว
เมื่อเทียบกับซ่างกวันเฟยผู้เป็นน้องชายแล้วซ่างกวันอวิ๋นที่ตอนนี้อายุยี่สิบห้าขวบปีแล้วดูสุขุมกว่าเยอะ
ถึงแม้ว่าน้องชายจะตายไปแต่กิจการของตระกูลซ่างกวันในเมืองโล่ยื่อแห่งนี้ก็ยังต้องดำเนินต่อ
การประมูลในอีกห้าวันให้หลังนั้นเขาจะไปที่หอฟ้าสมุทรด้วยตัวเอง
เขาจะเป็นตัวแทนของตระกูลซ่างกวันซึ่งเป็นแขกที่มีเกียรติมากที่สุดของงานที่จะจัดขึ้นในวันนั้นและจะกลายเป็นตัวเอกที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากที่สุดด้วยเขาจะคว้าเอาสมบัติทั้งหมดที่พวกเขาต้องการมาไว้ในกำมือให้ได้
โดยเฉพาะค้อนชิ้นนั้นที่เป็นดั่งสมบัติที่ล้ำค่ามากที่สุดสำหรับนักการช่าง - ค้อนสะเทือนขุนเขา!
..................................
ช่วงเวลาห้าวันนั้นผ่านไปไวราวกับพลิกหน้าหนังสือ
ในที่สุดงานประมูลระดับแผ่นดินของหอฟ้าสมุทรที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ก็ได้เวลาเปิดม่านขึ้นแล้ว
ทั่วทั้งเมืองตอนนี้ได้กลายสภาพเป็นเหมือน เวที ไปแล้ว
ใช่
ทั้งเมืองฮุยยื่อกลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าเศรษฐีจำนวนมากที่พากันหลั่งไหลเข้ามาจากเมืองต่างๆของราชอาณาจักรโล่ยื่อเพื่อมาร่วมงานครั้งนี้แต่ละคนล้วนใช้เวลาเกือบเดือนเพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าร่วมงานอันทรงเกียรติที่จัดขึ้นปีละครั้งนี้
ซึ่งเหล่าสามัญชนคนธรรมดาจะไม่ค่อยออกมาข้างนอกกันในวันนี้
เพราะบนถนนรอบๆ หอฟ้าสมุทรแต่ละสายล้วนมีเวรยามคอยตรวจการณ์รักษาความปลอดภัยกันอย่างแน่นหนาเหล่าชาวบ้านทั่วไปจะไม่มีสิทธิเดินเล่นบนถนนเหล่านี้เลย
ส่วนบนถนนหลักที่อยู่ถัดออกมาก็จะมีเหล่าสัตว์อสูรขนาดมหึมาและน่าหวาดกลัววิ่งว่อนกันเต็มถนนชาวบ้านทั่วไปถ้าไม่ระวังอาจจะถูกพวกมันเหยียบจนแขนขาขาดกระจายก็ได้...
ต่อให้ไม่ถูกเหยียบ ก็คงไม่มีใครกล้าออกมาอยู่แล้วกระมัง?
ถ้าวว่ากันตามตรงก็คือ วันนี้เป็นวันที่เหล่าคนรวยได้เวลาแสดงอำนาจกันนั่นเองไม่ใช่วันที่คนธรรมดาจะมีส่วนร่วมกันได้เลย
พวกคนรวยเหล่านี้ ล้วนเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ขนาดใหญ่โตของที่กินก็ล้วนเป็นของชั้นยอดที่ต้องเสียเงินเป็นกอบเป็นกำกว่าจะได้กินแต่ละมื้อ เสื้อผ้าที่ใส่ก็มีมูลค่าที่สูงมากพอที่เหล่าสามัญชนใช้กินใช้อยู่ไปได้ตลอดชีวิตรถม้าที่นั่งไปก็ล้วนหรูหราจนเหล่าคนธรรมดาได้แต่ฝันถึง
โดยเฉพาะรถม้านั้นก็เป็นดั่งเครื่องประดับชิ้นแรกที่ผู้อื่นสังเกตเห็นได้ก่อนสิ่งอื่นดังนั้นรถม้าที่วิ่งบนถนนจึงมีแต่พวกรถม้าแบบที่ถูกประดับไว้อย่างสวยงามและหรูหราถึงที่สุดและถูกลากโดยสัตว์อสูรสุดองอาจวิ่งอยู่บนถนนกันขวักไขว่
ทั้งพยัคฆ์ลายเพลิง เสือดาววิญญาณ อสูรทะเล ราชสีห์จันทราร่วงโรยสัตว์อสูรเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เป็นปกติในวันนี้
นอกจากเรื่องชนิดของสัตว์อสูรแล้วผู้ดีเหล่านี้ยังโอ้อวดกันเรื่องสายพันธุ์กันด้วย
เราสามารถได้ยินบทสนทนาแบบนี้ได้ตามท้องถนนจนเป็นเรื่องปกติ
“โอ้ ท่านประธานจาง ‘มังกรเกราะเหล็ก’ ของท่านตัวนี้มันยอดเยี่ยมเสียจริง ดูเกล็ดอันเปล่งประกายของมันนั่นสิเกรงว่านี่คงมีสายเลือดของมังกรวารีผสมด้วยสินะ?”
ประธานที่ถูกชมคนนั้นก็ตอกกลับมาว่า “ก็ตามนั้นแหละรุ่นก่อนหน้ามันสามรุ่นเคยถูกมังกรวารีตัวหนึ่งมาผสมด้วยเลยได้มังกรวารีเกราะเหล็กแบบเจ้านี่มา แต่ว่านะพี่น้องจ้าวม้านิลมังกรขนทองของท่านก็ดูดีใช้ได้เลย คงไม่ใช่พันธุ์แท้สินะ”
“โอ้ย! ข้าเล่นพันธุ์แท้ไม่ไหวหรอกพันธุ์ผสมตัวนี้ก็มีราคาแค่ยี่สิบกว่าล้านเท่านั้นเทียบกับมังกรเกราะเหล็กของท่านไม่ได้เลย!”
“ไม่หรอกไม่หรอก...”
“ไม่กล้าไม่กล้า...”
อวดร่ำอวดรวยกันอย่างไม่ปิดบังเลยสักนิด
บนถนนใหญ่แห่งนี้ หากใช้สัตว์ธรรมดาๆ อย่างม้า วัวหรือม้าเขาเดียวจำพวกคิรินหรือยูนิคอร์นมาลากรถม้าละก็อย่างนั้นสู้เดินบนถนนยังจะดูดีเสียกว่า
และในสถานการณ์แบบนี้เอง รถม้าของจ้าวเหวินชางแห่งสมาคมการค้าตระกูลจ้าวที่กำลังวิ่งออกมาจากคฤหาสน์อย่างช้าๆนั้นกำลังวิ่งอยู่บนถนนหลักสายหนึ่งที่ชื่อว่าถนนเสวียนหวู่ที่มุ่งหน้าไปทางหอฟ้าสมุทรซึ่งสัตว์ที่กำลังลากรถม้าอยู่นั้นก็คือคิรินสีขาวสองตัวนั่นเอง
ถ้าในเวลาปกติละก็ เจ้าสัตว์อสูรสองตัวนี้ก็ถือเป็นของชั้นดีระดับหนึ่งเหมือนกันผู้ที่ครอบครองมันได้ก็นับว่าร่ำรวยในระดับหนึ่ง
แต่พอมาวันนี้ เจ้าอ้วนจ้าวนั้นไม่กล้าเงยหน้ามองผู้อื่นเลย
ทั้งรถม้าและสัตว์อสูรที่กำลังลากรถม้าอยู่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นของที่ดูหรูหราล้ำค่ากันทั้งนั้น!
เจ้าคิรินสองตัวของเขายังอาจจะมีราคาไม่เท่าขนของสัตว์อสูรที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนเลยด้วยซ้ำแต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าอายที่สุด
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยมากที่สุดคือพอรถม้าของพวกเขาวิ่งขึ้นไปบนถนนหลักแล้วเจ้าคิรินสองตัวของเขาอยู่ๆ ก็หยุดวิ่งไปเสียเฉยๆ
ถนนเสวียนหวู่นั้นมีขนาดใหญ่โตกว้างขวางมากต่อให้มีรถม้าวิ่งพร้อมกันสามสี่คันก็ไม่มีปัญหาแต่สาเหตุที่พวกมันหยุดวิ่งไม่ใช่เพราะถูกขวางทางไว้ แต่เป็นเพราะพวกมันกำลังหวาดกลัวอยู่ต่างหาก
ระดับชั้นของสัตว์อสูรนั้น จะแบ่งเป็นสัตว์อสูรทั่วไประดับต่อไปคือขุนพล (เทียบเท่าระดับเซียนเทียนของมนุษย์) และระดับราชัน (อวิ้นหลิงของมนุษย์)
คิรินของจ้าวเหวินชางนั้นเป็นสัตว์อสูรทั่วไป พอไปเจอสัตว์อสูรระดับขุนพลเข้าจึงไม่แปลกที่พวกจะเกิดอาการตื่นตระหนกแบบนี้กว่าจะก้าวเท้าแต่ละก้าวได้ต้องกัดฟันพยายามอย่างหนักเลย
“ฮ่าฮ่า ท่านประธานจางมังกรเหล็กของท่านน่าเกรงขามเกินไปแล้ว ดูสิเจ้าคิรินสองตัวนั้นมันหวาดกลัวจนจะฉี่ราดกันหมดแล้วนะ”
พวกของจ้าวเหวินชางเดินผ่านเจ้าของของมังกรเกราะเหล็กและม้านิลมังกรขนทองพอดี
“พี่น้องจ้าว ข้าว่าม้านิลมังกรขนทองของท่านต่างหากที่น่าเกรงขามเกินไป...แต่ข้าว่าต้องโทษคนบางพวกเองมากกว่าที่ไม่รู้จักเจียมตัวขยะแบบนี้ยังกล้าเอาออกมาใช้ให้ขายขี้หน้าชาวบ้านอีก”
ฮ่าฮ่าฮ่า...
ทั้งสองพูดคุยกัเสียงดังจนเหล่าผู้ดีที่อยู่รอบข้างก็พลันหัวเราะร่วมด้วย
โลกของพวกเศรษฐีมันก็แบบนี้ ใครรวยกว่าก็เหนือกว่าใครจนกว่าก็ต้องยอมให้ซึ่งแต่เดิมแล้วจ้าวเหวินชางนั้นไม่มีสิทธิเข้าร่วมงานแบบนี้อยู่แล้วแต่ครั้งนี้เขาดันโชคดีมีโอกาสได้เข้าร่วมดังนั้นจะถูกผู้อื่นดูถูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
จ้าวเหวินชางที่นั่งอยู่ในรถม้านั้นสีหน้าแดงเถือก แต่หลินหยางและสวี่เหยาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
แต่ในตอนนั้นเองเงาร่างสายหนึ่งที่น้ำลายไหลเต็มปากก็อดทนไม่ไหว ดิ้นหลุดออกจากอ้อมกอดของสวี่เหยาจากนั้นก็มุดหัวนกของมันออกไปนอกหน้าต่าง
“ไม่ไหวแล้ว... ทนไม่ไหวแล้วข้าทนไม่ไหวแล้วโว้ยยย... เจ้าหลินอี้น้อย บนถนนนี่มีแต่ของน่ากินทั้งนั้นเลยข้าจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ นะ!”
บรรยากาศบนถนนพลันเปลี่ยนไปแทบจะทันที
สัตว์อสูรระดับขุนพลสองตัวที่อยู่ข้างๆ เมื่อครู่นี้อย่างมังกรเกราะเหล็กที่มีสายเลือดของมังกรวารีและม้านิลมังกรขนทองนั้นแต่เดิมพวกมันกำลังก้าวเดินอย่างองอาจน่าเกรงขาม แต่อยู่ๆ พวกมันก็รู้สึกได้ถึงสายตาน่าหวาดกลัวที่กำลังจ้องเขม็งไปที่พวกมัน
สัตว์อสูรทั้งสองตัวนั้นพลันฉี่ราดจากนั้นพวกมันก็คุกเข่าลงกับพื้นทันทีพร้อมกับเอาเท้าหน้าของพวกมันมาปิดหัวตัวเองไว้ไม่กล้าเดินหน้าต่อแม้แต่ก้าวเดียว
บ้าเอ๊ย!
เพราะรถม้าของทั้งสองนั้นหยุดกะทันหันเกินไปทำให้คนที่นั่งอยู่ในรถถูกดีดออกมาจนตัวลอยไปบนอากาศทันทีจากนั้นก็ตกลงพื้นด้วยสภาพสุดอนาถ
พอพวกเขาลุกขึ้นมาก็เห็นสภาพอันน่าสมเพชของสัตว์อสูรที่ตัวเองเลี้ยงไว้
เกิดอะไรขึ้นกันล่ะนี่!
นั่นมันลูกหลานมังกรวารีเลยนะ!
แต่บนถนนนั้นไม่ได้มีแค่พวกเขาที่พบกับเหตุการณ์ประหลาดแบบนี้
ทั่วทั้งบริเวณในรัศมีห้าร้อยเมตรนี้รถม้าของพวกเศรษฐีล้วนหยุดอยู่กับที่แบบนี้ทุกคันสัตว์อสูรที่ทำหน้าที่ลากรถอยู่นั้นล้วนเกิดอาการแบบเดียวกันกับพวกเขาทุกตัว
คุกเข่าก้มหนาลงกับพื้น ยกตูดชี้ฟ้า ทำท่าน่าสงสารสุดขีดสีหน้าของพวกมันล้วนแสดงออกมาเหมือนกันหมดว่า...
โปรดไว้ชีวิตด้วยเถอะ!!
เหล่าเศรษฐีที่อยู่รอบๆ นี้ถึงกับงงกันเป็นแถบ
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่!
สัตว์อสูรตัวไหนกันที่มันแข็งแกร่งถึงขนาดทำให้สัตว์อสูรทั่วทั้งบริเวณนี้คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวกันหมดเลย
ซึ่งรถม้าที่ยังเดินอยู่บนถนนได้ตามปกติตอนนี้มีแค่คิรินสองตัวเท่านั้น
ซึ่งคิรินสองตัวตอนนี้ดูสุดยอดขึ้นมาทันที
หั่วเอ๋อร์ถูกหลินหยางดึงกลับเข้ามาในรถม้าแล้วแต่ก่อนที่มันจะกลับเข้ามาก็ได้พูดกับเจ้าคิรินสองตัวว่า
“เจ้าม้าน้อย พวกเจ้าเดินหน้าต่อไปซะไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น! ตัวไหนที่มันกล้าอวดเบ่งใส่ละก็เดี๋ยวข้าจะจับพวกมันมากินเอง!”
คำพูดประโยคเดียวก็ทำให้เจ้าคิรินทั้งสองรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกระดับราชันเสียอีกเจ้าพวกหมาแมวตรงหน้านี่มันกระจอกกันเสียจริง!
รถม้าที่อยู่บนถนนเสวียนหวู่ทั้งหมดหยุดนิ่งอยู่กับที่ทุกคันพวกคนรวยนั้นทำได้แค่ยืนมองตระกูลจ้าวที่นั่งอยู่ในรถม้ากระจอกๆ นั่นเดินจากไปจนลับสายตา
นี่มัน... คงไม่ใช่อาชามังกรในตำนานนั่นหรอกนะ...
พวกของประธานจางนั้นได้แต่ยืนอึ้งและนึกสงสัยอยู่ในใจ
..................................
ในรถม้านั้น เจ้าอ้วนจ้าวกำลังยิ้มจนแก้มแทบปริ
นี่มันโคตรสะใจเลยจริงๆ
ความรู้สึกที่สัตว์อสูรทั้งถนนก้มหัวเปิดทางให้ตัวเองเดินผ่านได้ง่ายๆแบบนี้นี่ มันรู้สึกสะใจจนตัวแทบจะลอยขึ้นฟ้าไปแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินหยางที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขานั้นยังคงเงียบขรึมอยู่ละก็เจ้าอ้วนนี่คงหัวเราะเสียงดังลั่นไปทั่วแล้วแน่ๆ จากนั้นก็ลงไปเยาะเย้ยไอ้พวกโง่นั่นให้พวกมันคลั่งตายไปเลย
แต่พอเขาเริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้วเขายิ่งรู้สึกนับถือหลินหยางแล้วก็เจ้านกน้อย เอ้ย ไม่สิ ท่านหั่วเอ๋อร์ผู้ยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เพียงแต่ว่า ท่านหั่วเอ๋อร์ตอนนี้ดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไร
หลินหยางไม่อนุญาตให้มันได้ออกไปแผลงฤทธิ์ข้างนอกพวกน่องไก่เอยเนื้อย่างเอยที่กองอยู่เต็มถนนนี้ล้วนกลายเป็นอากาศธาตุไปหมดแล้วทำให้มันตอนนี้กำลังทำท่าฮึดฮัดหงุดหงิดอยู่ในอ้อมกอดของสวี่เหยา
จ้าวเหวินชางจึงรีบมาเอาใจมันทันที “ท่านหั่วเอ๋อร์ ท่านอย่าโมโหไปเลยหลังกลับจากงานเดี๋ยวข้าจะใช้คนไปจัดเตรียม ‘ไก่แปดทรัพย์’ มาให้ท่านสักสองตัวเพื่อแก้ขัดไปก่อนนะ”
“หึ! ต้องเป็นตัวเมียด้วยนะ...”