“เ้าใส่ร้ายข้า?!”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงย่อมไม่กลัวว่าผู้อื่นจะกล่าวหาว่าตัวเองปล่อยข่าวไร้สาระในเมื่อยังมีตำแหน่งแขวนหน้าอยู่ตรงนี้ ใครยังจะกล้าพูดอะไรอีก?
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางชอบแบกหม้อดำ*ให้ผู้อื่น
นางถูกซ่งิหลานยั่วโมโหจนทั่วทั้งร่างสั่นเทิ้มถ้าหากไม่ใช่ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวนั่งอยู่ข้างๆมองมาแล้วล่ะก็ นางจะต้องตบหน้านังเด็กบ้าพูดจาส่งเดชคนนี้สักฉาด
แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครกล้าใส่ร้ายป้ายสีนางต่อหน้าอย่างนี้
“ผู้อื่นข้าล้วนไม่รู้จักรู้จักเพียงท่าน เมื่อครู่ข้ายังได้ยินคำพูดเหลวไหลเ่าั้จากปากท่าน ดังนั้น ล้วนนับว่ามีเหตุผลชี้ไปที่ท่านไม่มีปัญหานะเ้าคะ?”
ซ่งิหลานดูเหมือนรู้สึกว่าหากมิอาจทำให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงโมโหจนตายได้เป็เื่ที่น่าเสียดายพันเส้นผมดำขลับกลุ่มหนึ่งที่ยาวถึงหน้าอกเล่นยกคิ้วแย้มยิ้มให้
นางหยอกล้ออย่างไม่สนใจต่อความรู้สึกเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นฮูหยินเฉิงกั๋วกงอยู่ในสายตา
“ท่านโมโหจนหอบขึ้นขนาดนี้ เป็ภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง” ซ่งิหลานยังคงเย้าต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงแม้ว่าสติปัญญาโง่เง่าอย่างนั้นทว่าอย่างไรเสียก็แต่งให้เฉิงกั๋วกงทำให้กั๋วกงท่านหนึ่งยอมละทิ้งผู้อื่นเพื่อแต่งนางได้ ย่อมต้องสวยมากอยู่แล้วทว่าตอนนี้ใบหน้างามนั้นบิดเบี้ยวขึ้นอย่างน่ากลัว ทำให้ผู้อื่นมองแล้วใจสั่นหวั่นเกรงกระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวทนไม่ได้ต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าใช้หยกขาวละเอียดเกลี้ยงเกลาบนมือตบลงไปบนโต๊ะ มองอย่างเฉียบขาดไปยังฮูหยินเฉิงกั๋วกงและซ่งิหลานตวาดว่า “ข้ายังไม่ตายนะ! ้าทะเลาะกัน ไสหัวกลับไปทะเลาะที่จวนตัวเอง!”
“ท่านแม่ลำเอียง!” ฮูหยินเฉิงกั๋วกงได้แต่ซ่อนน้ำตาร้องออกไป
“บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกจากบ้านเ้าค่ะ” คิดจะให้ซ่งิหลานผู้ดูเหมือนน่าสงสารนั่งสงบปากสงบคำอยู่ข้างๆ ฝันไปเถอะ
วันนี้ไม่ให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงรู้สักหน่อยวันหน้าคงทำให้นางอยู่อย่างหวาดระแวง เป็ไปได้ว่าสตรีผู้นี้อาจจะมาหาเื่นางแทบทุกวัน
ไม่เพียงแต่ทำให้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่หาเื่ได้ง่ายๆในภายหน้าซ่งิหลานยังสามารถอยู่อย่างสงบสุขได้นานขึ้นอีกหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้นนางมองออกว่าฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวให้ความสำคัญกับตัวเองอยู่หลายส่วนเกรงว่าการกระทำและคำพูดของจิ้นอ๋องก่อนหน้านั้นคงจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวเข้าใจผิดบางส่วนแล้วทว่าอย่างไรก็ตามคุณหนูซ่งสามมิได้ถือสาที่จะนำหนังเสือของจิ้นอ๋องมาสวมให้ตัวเองดังจิ้งจอกที่แอบอ้างบารมีเสือสักครั้งหรือว่าฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวยังจะสามารถวิ่งไปถามจิ้นอ๋องต่อหน้าว่าเขาชื่นชอบตัวเองหรือไม่ได้อยู่หรือ?
แม้ว่าสิ่งที่จิ้นอ๋องปฏิบัติต่อตัวเองจะทำให้นางเกิดความละอายใจอยู่บ้างทว่าซ่งิหลานตัดสินใจเด็ดขาดว่าเื่นี้ตัวเองรู้อยู่แก่ใจก็พอแล้วจำเป็ต้องให้ผู้เป็ย่ามารู้ตามด้วยหรือ?
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวเชื่ออย่างมั่นเหมาะว่าจิ้นอ๋องชื่นชอบนางก็ดีไป
ในใจนางเก็บความรู้สึกไม่ดีเอาไว้คิดถึงจิ้นอ๋องผู้ซึ่งขาดทุนยับเยินไม่แน่ยัง้าใช้ความบริสุทธิ์อะไรของผู้อื่นอีก? คิดไว้ว่าภายหลังตัวเองคงต้องเกรงใจจิ้นอ๋องสักหน่อยแล้ว
ในที่สุดกินของผู้อื่นปากหด*
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวเป็คนฉลาดวันนี้คิดว่าจิ้นอ๋องโปรดปรานนาง วันนี้ก็จะมีใบหน้าอ่อนโยนดีต่อนาง ทั้งอบอุ่นละมุนละไมและเมตตาเอ็นดูไม่ได้หาเื่จับผิดแต่อย่างใด
วันเวลาอย่างนี้ดีกว่าหวาดระแวงจนตัวสั่นงันงกเป็ไหนๆ
ซ่งิหลานคิดมาถึงตรงนี้รู้สึกว่าช่างแตกต่างกับการนอบน้อมต้อนรับเมื่อครั้งเพิ่งจะกลับจวนมากนัก
นางเพิ่งจะต่อปากต่อคำกับฮูหยินเฉิงกั๋วกงกลับไม่มีความกดดันในใจแม้แต่น้อย
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงโมโหแทบตายแล้วหรือมิใช่?
แม้ว่านางแต่งให้เฉิงกั๋วกงพูดไปแล้วก็มิต่างจากน้ำที่สาดออกไปจริงๆ ทว่าเมื่ออยู่ในจวนจงจิ้งโหวแต่ไหนแต่ไรมาก็มีความสำคัญเสมอยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลี่ซื่อซึ่งล้วนพยายามเอาอกเอาใจและรักษาน้ำใจมาโดยตลอดพูดหนึ่งไม่มีสองก็ล้วนขึ้นอยู่ที่นางผู้ซึ่งแต่งออกไป ทว่าวันนี้คาดไม่ถึงว่าซ่งิหลานที่อยู่ข้างๆจะพูดอะไรแปลกๆว่าบุตรสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปซึ่งเป็คำพูดที่เป็ความจริงอย่างนี้ไม่โกรธก็มีแต่คนตายแล้วเท่านั้น! ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มด้วยถูกยั่วโมโหฮูหยินเฉิงกั๋วกงเงยหน้ามองหญิงสาวซึ่งกำลังหันมองมาด้วยั์ตาดำทั้งคู่ที่ส่องประกายสดใสแพรวพราวในใจเกลียดชังอย่างที่สุด เพิ่งจะยืนขึ้นเพื่อ้าสั่งสอนซ่งิหลานกลับพบฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวถอนหายใจ พูดกับซ่งิหลานว่า “เ้ากลับบ้านมาได้หลายวันแล้ว ยังมิได้ไปเดินเล่นชมสวน ด้านนอกดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งเ้าไม่ไปเชยชมหน่อยก็น่าเสียดายนัก”
บุตรสาวของนางคนนี้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงช่างโง่เขลาเหลือเกิน
ฮูหยินกั๋วกงผู้สง่าผ่าเผยสะใภ้ราชนิกุลผู้มีเกียรติและสูงส่ง หรือว่า้าประชันฝีปากกับเด็กน้อยมันน่าดูหรือไร?
ไม่ว่าจะชนะหรือว่าแพ้ล้วนขายขี้หน้า
นางไม่ได้คิดจะถกเถียงเื่เหล่านี้กับฮูหยินเฉิงกั๋วกงเพราะบุตรสาวที่ไม่ได้เรียนรู้ความฉลาดมาและแต่งออกไปแล้วผู้นี้คงไม่สามารถเข้าใจได้เพียงแค่สามารถให้ซ่งิหลานหยุดไปชั่วคราวก่อนก็พอแล้ว
อย่างไรก็ตามฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวคาดว่าคงจะปวดหัวอยู่ไม่น้อยเห็นซ่งิหลานไล่ต้อนอาแท้ๆของตัวเองอย่างดุเดือดก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างทว่าเมื่อเห็นซ่งิหลานฉลาดปราดเปรียวเช่นนี้ ยังรู้สึกชื่นชมอยู่หลายส่วน
ั้แ่โบราณกาลมาใครไม่ชื่นชอบคนฉลาดบ้างล่ะ? ซ่งิหลานไม่เพียงแต่ฉลาด ทว่ายังรู้จักสังเกตสถานการณ์ วันเวลาเ่าั้ที่อาศัยอยู่ในจวนของนางทุกๆวันคอยเฝ้าปรนนิบัตินาง ไม่หยิ่งยโสโอหัง ยังสามารถพูดคุยกับนางด้วยเื่เก่าๆจากหนังสือโบราณและบทสวดในคัมภีร์นี่ก็คือสิ่งที่สตรีอื่นในจวนโหวมิสามารถเทียบนางได้
ซ่งิหลานแม้ว่าหลายปีไม่ได้อยู่ข้างกายนางทว่าผ่านไปไม่กี่วัน ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวกลับสนิทชิดใกล้กับหลานสาวผู้นี้ขึ้นหลายส่วน
นางยังปฏิบัติต่อซ่งิหลานผู้มีความคิดและแผนการที่แยบยลอย่างจนใจที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าสตรีทุกคน สีหน้าเรียบเฉยจะสามารถสนิทชิดใกล้กับนางได้
“ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะดอกไม้ในห้องล้วนเหี่ยวแห้งหมดแล้ว จำเป็ต้องเปลี่ยนใหม่หลานไปเก็บกลับมานะเ้าคะ” ซ่งิหลานเมื่อเห็นดังนั้นก็จัดการเก็บกวาดมองฮูหยินเฉิงกั๋วกงถูกยั่วโมโหจนค้อนตาคว่ำตาขาว ยิ้มนิดหน่อย กลอกตาไปมากวาดสายตาผ่านแจกันดอกไม้หลายใบในห้องฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหว
ดอกไม้ที่อยู่ข้างในสวยสดงดงามเป็พิเศษเมื่อได้รับน้ำที่ชุ่มฉ่ำ!
“นับว่าสายตาเ้าแหลมคม” ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวก็ทำเหมือนไม่ได้เห็นว่าดอกไม้เหล่านี้เพิ่งเปลี่ยนใหม่ไปเมื่อเช้าพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ควรเก็บดอกไม้สวยๆใหม่ๆเ่าั้มาแทน”
“เช่นนั้นหลานไปก่อนนะเ้าคะ”ซ่งิหลานยิ้มแล้วก็พูด
ก่อนที่นางจะหมุนตัวเดินจากสายตาเย้าหยอกมองผ่านฮูหยินเฉิงกั๋วกงครู่หนึ่ง หลังจากนั้นพลันรู้สึกอารมณ์ดีมากดึงแขนฮุ่ยซินเดินออกมาจากเรือนฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหว
เมื่อแสงอาทิตย์ไล้ผ่านร่างกายนางพลันรู้สึกร่างกายอบอุ่น ทั้งสบายใจและผ่อนคลาย มองไปรอบๆเห็นข้างจวนมีเรือนหลังเล็กที่งดงามไม่แพ้กันอยู่สองสามหลังทั้งเดินเล่นทั้งชื่นชม อีกด้านหนึ่งเห็นสาวใช้ในจวนโหวเดินกันอยู่ขวักไขว่พูดเสียงเบาว่า “ผ่านไปหลายปี จวนโหวเจริญขึ้นเป็กอง” สิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นใหม่มากมาย ทั้งูเาสายน้ำ ทะเลสาบและก้อนหิน ดอกไม้ในสวนบานสะพรั่งทับซ้อนกันอยู่เป็ชั้นๆล้วนแต่เป็พรรณไม้ดอกเลื่องชื่อและเป็ของดีมูลค่าสูง
สามารถทุ่มเงินเพื่อสร้างสวนหย่อมที่เลิศเลอขนาดนี้ทว่าจงจิ้งโหวยังต้องวิ่งวุ่นอยู่ในราชสำนักก็ไม่เลวนัก
และไม่รู้ว่าจงจิ้งโหวได้ซาบซึ้งกับทัศนียภาพเหล่านี้หรือไม่ไม่รู้ว่าท่ามกลางสิ่งเหล่านี้มีของประทานจากกุ้ยเฟยบ้างไหม
อย่างไรเสียจงจิ้งโหวก็ได้ชื่อว่าเป็น้องเขยของหลี่กุ้ยเฟย
“ขอให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปอีก จะได้เหมาะสมกับตำแหน่งบุตรชายหญิงของฮูหยินใหญ่ของท่านและคุณชายใหญ่ผู้อื่นอย่าได้คิดจะแย่งไปได้” ฮุ่ยซินกดเสียงต่ำพูดขึ้น
คำนี้ย่อมหมายถึงหลี่ซื่อแม่ลูกแล้ว
นางติดตามซ่งิหลานมาเกือบจะสิบปีย่อมมีใจภักดีต่อซ่งิหลานเป็ธรรมดา
ให้นางพูดจวนโหวแห่งนี้ ควรจะเป็ของซ่งิหลานและซ่งิเหอสองพี่น้อง
“ข้าคือบุตรสาวฮูหยินคนเก่าไม่ผิดแน่ ทว่าหากไม่คิดบัญชีเอาไว้ ภายหน้าในจวนโหวนี้เกรงว่าคงไม่มีที่ให้ข้ากับท่านพี่พักพิงแล้ว” ซ่งิหลานเดินไปถึงสะพานเล็กๆที่คดเคี้ยวใจกลางมีทะเลสาบเล็กๆมองออกไปไม่ไกลบริเวณโดยรอบ จะเห็นก้อนหินแปลกๆกองสุมกันจนกลายเป็ูเาเทียมทั้งงดงามละเอียดอ่อนทั้งได้บรรยากาศรื่นรมย์ ข้างหน้าเป็ศาลาลมเย็นที่ประณีตงดงามรอบด้านโปร่งลม ลมโชยพัดพลิ้ว เหลือเพียงพื้นที่เล็กๆด้านในปล่อยโล่งและโต๊ะเก้าอี้หินเนื้อดีอันงดงามและละเอียดอ่อนดึงดูดสายตาเป็อย่างยิ่ง นางลูบเบาๆบนดอกไม้สีแดงที่อยู่ข้างมือพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า“ข้ากับพี่ใหญ่ไม่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับมีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขาในจวนโหว พลาดโอกาสครั้งก่อน...คิดอยากเดินหน้าอีกก้าวช่างลำบากยิ่งนัก”
“น้องสาม!”
กระบอกตาของฮุ่ยซินแดงเรื่อกำลังมองใบหน้างามสงบนิ่ง ทว่าไม่มีความเสียใจแม้แต่น้อย ดูเหมือนซ่งิหลานตอนนี้ไม่มีความรู้สึกที่มนุษย์ควรมีอย่างความเคียดแค้นคับข้องใจแม้เพียงครึ่งส่วนกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง พลันได้ยินเสียงเรียกจากชายหนุ่มเื้ั
นางและซ่งิหลานหันหน้าไปมองพบเรือนร่างสูงสง่างามของชายหนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลารีบร้อนเดินมา อาจเพราะรีบร้อนจนเกินไปจึงได้สะดุดฝีเท้าโซซัดโซเซเล็กน้อย
คิ้วของเขาหุบลงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเสียใจและห่วงหาเป็ความรู้สึกลึกล้ำหนักหน่วง
ซ่งิหลานหัวเราะเสียงต่ำออกมาคำหนึ่ง
“ญาติผู้พี่ฟาง” นางอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มที่รีบร้อนเดินมาหาตนเองเงยใบหน้างดงามช้อนมองเล็กน้อย
ท่าทีหยิ่งยโสถือตัวกลับทำให้ชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มบางเบาของความคิดถึง
เขายกมือขึ้นดูเหมือน้าััใบหน้าอ่อนโยนและขาวราวหิมะของหญิงสาวตรงหน้าแต่ท้ายที่สุดปรากฏความมืดหม่นขึ้นหลายส่วน มือค่อยๆตกลงไป
“เมื่อก่อนเ้า...ล้วนเรียกข้าญาติผู้พี่”
“นั่นไม่เหมือนกันหรอกหรือ?” ด้วยประโยคนั้นทำให้ใบหน้าซ่งิหลานเรียบเย็นก่อนที่จะกล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ชายหนุ่มผู้นี้คือบุตรชายผู้สืบต่อตำแหน่งของเฉิงกั๋วกงฟางจิ้งซูบุตรชายเพียงคนเดียวของฮูหยินเฉิงกั๋วกง ทั้งยังถูกฮูหยินเฉิงกั๋วกงรักใคร่ดังชีวิตจิตใจจนเติบใหญ่ั้แ่เล็กก็ถูกเอ็นดูทะนุถนอมอย่างดี พูดไปแล้วก็คือญาติสนิทผู้พี่ของซ่งิหลานซึ่งเกิดจากฮูหยินใหญ่นั่นเองปีนั้นนางไม่ได้เรียกผิด ทว่าความสนิทสนมในปีนั้นหรือล้วนถูกระยะห่างของกาลเวลาหลายปีพรากจากไปอย่างไม่สามารถหวนกลับมาได้เหมือนเก่าเสียนานแล้วซ่งิหลานก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะสามารถเรียกฟางจิ้งซูอย่างสนิทสนมเช่นนั้นได้อีก
ดอกไม้สีแดงกำลังแย้มบานเบื้องหน้าใบหน้างามหมดจดของนางสีแดงเพลิงนั้นส่องสะท้อนผิวขาวราวหิมะและงดงามของนาง คนงามกว่าดอกไม้นัก
ั์ตางามของฟางจิ้งซูปรากฏความลังเลใจขึ้นหลายส่วนมองดูใบหน้าเ็าของหญิงสาว พึมพำพูดออกมาว่า “ไม่เหมือน”
ญาติผู้พี่กับญาติผู้พี่ฟางดูเหมือนมีเพียงหนึ่งคำที่แตกต่าง ทว่ากลับทำให้ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง
สนิทสนมหรือห่างเหินเพียงมองก็รู้
เขาไม่เคยคิดเลยว่าความคิดถึงและผูกพันตลอดหลายปีเมื่อนางกลับมาครั้งนี้จะค่อยๆสลายกลายเป็ผู้อื่นเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าเขา ไม่ใช่จากความทรงจำในภาพฝันหรือภาพเงาอันเรียบง่ายที่หวนคะนึงหาในหลายปีเ่าั้อีกแล้วสายตาของนาง ก็ไม่มีเงาของเขาอยู่ในนั้นเช่นกัน
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงจากั์ตาชายหนุ่มรูปงาม หล่นลงสู่เสื้อด้านในสีเรียบของเขา ไม่ได้เป็วงกว้างเห็นเด่นชัดทว่าทำให้ผู้อื่นไม่สามารถละความสนใจจากร่องรอยนั้นได้
“ข้า...หลายปีมานี้...”
เขามองท่าทีสงบเงียบและเ็าของซ่งิหลานไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหนกันแน่ เพียงแอบซ่อนความเสียใจและผิดหวังไว้
“น้องสาม...ข้าได้แต่ คิดถึงเ้ามาก...”
背黑锅แบกหม้อดำหมายความว่า อุปมาว่า แพะรับบาป
吃人嘴短กินของผู้อื่นปากหดหมายความว่า ได้รับประโยชน์จากผู้อื่น ก็ต้องเกรงใจผู้อื่นสักหน่อยหรือช่วยจัดการธุระแทนผู้อื่นโดยปฏิเสธไม่ได้
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwrite ด้วยน้า