เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 29 สองกระบวนท่า

    บรรยากาศรอบเวทีลุยไถบัดนี้หนาวเย็นยะเยือกประดุจขุมนรกน้ำแข็งรอยเลือดของจ้านฟานและหลิวซิที่ยังไม่แห้งสนิทบนพื้นหินเป็นประจักษ์พยานถึงความโหดเหี้ยมของกลุ่มคนลึกลับเหล่านี้ เฉิงกง, จิ่งเหอ, หานตง, หยุนเซียว และ ป๋อเหวิน ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่เหลืออยู่ต่างกำหมัดแน่นจนข้อขาวโพลนแม้ขาสองข้างจะสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวที่เอ่อล้นแต่ศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของเมืองบ้านเกิดจะถูกย่ำยีด้วยน้ำมือคนถ่อยเหล่านี้ไม่ได้!

    จิ่งเหอ ก้าวออกมาเบื้องหน้า แววตาที่เต็มไปด้วยความคับแค้นจ้องมองตรงไปยัง เจ้าเมืองฝูเจิ้นที่นั่งสงบอยู่บนบัลลังก์หยก "ท่านเจ้าเมือง! พวกข้าขอเป็นตัวแทนชาวเมือง...พวกข้าผิดหวังในตัวท่านนัก! เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศที่ว่างเปล่าท่านถึงกับร่วมมือกับพวกคนสารเลว..."

    "บังอาจ!"

    ยังมิทันที่จิ่งเหอจะกล่าวจนจบประโยค ปราณครามอันเข้มข้นดุจขุนเขาถล่มพลันระเบิดออกจากร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเจ้าเมืองพลังนั้นพุ่งเข้ากดทับจิ่งเหอโดยตรงจนเสียงกระดูกลั่น กร๊อบ! จิ่งเหอหน้าซีดเผือดก่อนจะกระอักเลือดคำโตออกมาร่างของเขาถูกแรงกดดันบีบคั้นจนทนไม่ไหว ต้องคุกเข่าลงกระแทกพื้นศิลาจนแตกละเอียดมือทั้งสองข้างยันพื้นไว้เพื่อมิให้ร่างล้มฟาด

    เขายอดหน้าขึ้นมองด้วยความยากลำบากเห็นร่างของหนึ่งในสี่ปราณครามลึกลับนามว่า สืออิน กำลังยกยิ้มเย็นชาแววตาแฝงความกระหายเลือดอย่างไม่ปิดบัง

    "ถ้าพวกข้าจะฆ่ามดปลวกเฉกเช่นพวกเจ้า...เพียงกระดิกนิ้ว พวกเจ้าก็จะเป็นเพียงฝุ่นผงสลายไปในอากาศแล้ว เชื่อหรือไม่?"สืออินกล่าวพลางส่งสายตาเย็นเยียบไปยังเบื้องล่างเวทีและจ้องมองไปยังฉินโม่ และ เยี่ยหาน ยอดฝีมือระดับปราณครามทั้งสองของเมืองฝูเจิ้น

    ฉินโม่และเยี่ยหานขบกรามจนเป็นสัน พลังฝึกปรือของพวกเขาก็อยู่ในระดับปราณครามเช่นกันแต่กลิ่นอายความหนาแน่นและกฎเกณฑ์แห่งพลังที่สืออินแผ่ออกมานั้นช่างแตกต่างกันลิบลับราวฟ้ากับเหว!

    เยี่ยหาน ก้าวออกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว กล่าวแทนยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทั้งหมด"ในเมื่อพวกท่านโอหังถึงเพียงนี้ พวกเราชาวฝูเจิ้นก็ขอรับทราบพลังฝึกปรืออันเลอเลิศของพวกเจ้าทั้งสี่ดูสักครา!"

    ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะระเบิดปะทุทันใดนั้น กลับมีเสียงยี่ยวนกวนประสาทเสียงหนึ่งดังขึ้นจากบริเวณโต๊ะรับพนันเสียงนั้นไม่ดังมากนัก แต่กลับแฝงด้วยพลังที่แทรกซึมไปทั่วโสตประสาทของทุกคนในลานประลอง

    "นี่นี่...ท่านเป็นผู้จัดการรับเดิมพันการประลองใช่หรือไม่?"

    ทุกคนพลันชะงักและหันไปมองต้นเสียงเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะพนันโดยมีร่างเด็กหนุ่มอีกคนกอดอกยืนยิ้มอยู่ด้านข้างเขาชี้มือไปที่ป้ายประกาศพลางถามต่อด้วยท่าทีทีเล่นทีจริง "ที่เขียนว่า 1 ต่อ 5,000 นี่...ยังคงพนันได้หรือไม่? จินหรงปะทะปราณคราม ราคาต่อรอง 1ต่อ 5,000 ศิลาผลึกคราม"

    ต้วนผิงอัน ดวงตาเป็นประกายวาววับ เขาไม่รอคำตอบแต่กลับคว้าถุงเงินเก่าๆ ออกมาเทศิลาผลึกครามจำนวน 320 ก้อนที่เหลืออยู่ทั้งหมดลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังกริ๊งกร๊างสั่นสะเทือนใจ

    "ข้าแทงว่า... ต้วนผิงอันจะชนะไอ้คนชื่อรุ่ยหลินนั่น! เจ้ารับเดิมพันหรือไม่?"

    ผู้จัดการโต๊ะพนันถึงกับมึนงงจนทำอะไรไม่ถูก"ต้วน... ต้วนผิงอันอันใดกัน? หรือเจ้าหมายความว่า..."

    ผิงอันยกยิ้ม "ใช่! ข้า... ต้วนผิงอันระดับฝึกปรือจินหรงขั้นสูงสุด ขอท้าสู้กับเจ้าคนที่ชื่อรุ่ยหลินที่อยู่บนนั้น!"

    เขาสะบัดนิ้วชี้ตรงไปที่ร่างของรุ่ยหลินบนเวทีอย่างท้าทาย

    ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วลานชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จะระเบิดออกมาชาวเมืองต่างมองผิงอันประดุจมองคนบ้าที่เดินเข้าหาความตาย

    "ไอ้เด็กนี่มันเป็นใคร?เสียสติไปแล้วหรือไร!" "ศิลา 320ก้อนนั่นคงเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของมันแต่มันกลับเอามาทิ้งน้ำเพื่อหาที่ตาย!"

    บนเวที รุ่ยหลิน หยุดหัวเราะ ดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองลงมายังผิงอันด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหยามเกียรติ"เจ้ามดปลวกไร้หัวนอนปลายเท้า... เมื่อครู่ข้ายังออมมือเพื่อแสดงน้ำใจเล็กน้อยแต่กับเจ้าอยากรนหาที่ตายนักข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าได้กลายเป็นก้อนเนื้อไร้วิญญาณอยู่ใต้เท้าข้านี่แหละ!"

    หนิวมู่อี้ยืนอยู่ข้างๆ ที่กำลังนับนิ้วมืออยู่พลางออกอาการตื่นเต้น "ผิงอัน 1 ต่อ 5000 ก็ 1,600,000 ศิลาผลึกครามเลยนะ”เขาพลันถูมือไปมา หัวเราะร่าเหมือนคนบ้าอีกคนชาวเมืองฝูเจิ้นที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินต่างเบ้ปาก เวทนาความตายกรายมาถึงศีรษะยังไม่รู้สำนึก

    บรรยากาศรอบเวทีลุยไถบัดนี้เงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกพสุธา รุ่ยหลิน ยืนตัวสั่นระริก ความโกรธแค้นที่ถูกเด็กหนุ่มไร้ชื่อสองคนดูแคลนราวกับเขาเป็นเพียงก้อนกรวดริมทางดวงตาของมันแดงก่ำด้วยเส้นเลือดที่แตกเป็นฝอยหนาแน่น รัศมีปราณครามสีโลหิตที่พุ่งออกมาจากร่างเริ่มส่งกลิ่นคาวคลุ้งประดุจซากศพที่ถูกหมักหมมมานับร้อยปี

    “ข้าจะสังหารพวกมันเอง...”รุ่ยหลินกล่าวเสียงเหี้ยมโดยไม่หันไปมองพวกพ้องด้านหลัง

    เหล่าอัจฉริยะคนอื่นๆบนเวที รวมถึงเจ้าเมืองฝูเจิ้น ต่างสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่รุนแรงจนต้องถอยฉากลงจากเวทีทิ้งพื้นที่ให้กลายเป็นสังเวียนมรณะ ทว่าที่เบื้องล่าง ต้วนผิงอัน ยังคงยืนต่อรองกับผู้จัดการโต๊ะพนันด้วยท่าทีสบายอารมณ์

    “ว่าอย่างไรท่าน?จะรับแทงหรือไม่?” ผิงอันถามย้ำขณะที่มู่อี้ยืนหัวเราะร่าดีดลูกคิดในใจถึงกำไรมหาศาล ผู้จัดการโต๊ะพนัน งงงวย อยู่ครู่หนึ่งพลันตกลงเค้ามอบใบรับรองการเดิมพันให้ผิงอันไว้เป็นหลักฐาน

    เมื่อได้รับใบรับรองการเดิมพันประทับตราเรียบร้อยผิงอันก็ยื่นมันให้มู่อี้เก็บรักษา ก่อนจะค่อยๆเดินขึ้นบันไดเวทีประลองอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของเขาดูหนักแน่นลุ่มลึก

    ทันทีที่เท้าของผิงอันแตะพื้นเวทีรุ่ยหลินก็ไม่รอช้า มันคำราม “ตายยยย!!!”ลั่น พร้อมระเบิดพลังปราณครามขั้นที่ 4 ออกมาจนถึงขีดสุดมวลอากาศเบื้องหลังมันม้วนตัวกลายเป็นหมอกดำทมิฬ ก่อนจะควบแน่นเป็นรูป กะโหลกอสูรกระบวนท่ากะโหลกอสูรกระชากร่างวิญญาณถูกใช้ออก กระโหลกขนาดมหึมามันแสยะเขี้ยวโง้วสีขาวโพลนอ้าปากกว้างหวังจะงับร่างของผิงอันให้ขาดสะบั้นและบดขยี้วิญญาณให้เป็นจุลในคราวเดียว!

    “ตายซะ!”รุ่ยหลินวาดมือออกไปกะโหลกยักษ์พุ่งทะยานฉีกกระชากมวลอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวสยองขวัญ

    ชาวเมืองฝูเจิ้นต่างหลับตาลงไม่กล้ามองภาพสยดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้นทว่าผิงอันกลับไม่หลบหลีกแม้เพียงครึ่งก้าวเขาจ้องมองมรณะที่พุ่งเข้ามาด้วยดวงตาสีชาดที่เยือกเย็น พลันย่อตัวลงต่ำกางขาออกกว้างดุจหยั่งรากชอนไชลงสู่แกนโลก

    อึด!

    กล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้างของผิงอันขยายใหญ่ขึ้นจนเสื้อผ้าแทบปริขาดเส้นเลือดปูดโปนดุจมังกรเลื้อยพันแขน พลังปราณสีชาดเข้มข้นระเบิดออกมาจากไขสันหลังเขายื่นมือทั้งสองออกไปตะปบเข้าที่เขี้ยวบนและล่างของกะโหลกอสูรอย่างแม่นยำ!

    “บรรพกาลอเวจีปลิดอสูร!”

    วินาทีนั้นเองภายใต้ผิวหนังกลางแผ่นหลังของผิงอัน พลันปรากฏเงาโปร่งแสงของอสูรบรรพกาล และ มังกรอเวจี สลับหมุนวนสอดประสานกันแขนขวาของเขาบรรจุไว้ด้วยพลังกดทับอันหนักหน่วงของสัตว์อสูรหมื่นชั่งส่วนแขนซ้ายแฝงไว้ด้วยพลังฉีกกระชากอันเกรี้ยวกราดของมังกรอเวจี

    กร๊อบ! เปรี้ยะ!

    “ย้ากกกกกกก!”ผิงอันออกแรงง้างปากกะโหลกอสูรออก กะโหลกที่ทำจากปราณเข้มข้นกลับส่งเสียงลั่นประดุจโครงสร้างเหล็กที่กำลังพังทลายก่อนจะถูกผิงอัน ฉีกกระชาก ออกเป็นสองซีกอย่างรุนแรงจนระเบิดกลายเป็นเศษเสี้ยวพลังงานกระจัดกระจาย!

    ตู้มมมมม!

    แรงสะท้อนกลับจากการที่วิชาอาคมถูกทำลายอย่างป่าเถื่อนพุ่งเข้ากระแทกหน้าอกรุ่ยหลินจนมันกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เลือดสดๆ ซึมจากมุมปากใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกตะลึง

    “ก็ไม่เท่าไรนี่...”ผิงอันสะบัดมือพลางแสยะยิ้ม “ตาข้าบ้างล่ะนะ!”

    ผิงอันพุ่งร่างออกไปดุจกระสุนปืนใหญ่ความเร็วของเขาทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่ยุบตัวลงบนพื้นศิลาเขาเข้าถึงตัวรุ่ยหลินในชั่วกระพริบตา พลังคลื่นปราณในร่างหมุนวนถึงขีดสุดเขาชกหมัดออกไปโดยประยุกต์วิชาที่เคี่ยวกรำจากยอดเขาอเวจี

    [กระบวนท่า: ตะบันเขนพลิกพิภพ –คลื่นสมุทรคลั่ง]

    หมัดนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จุดเดียวแต่เป็นการปล่อย คลื่นปราณสั่นสะเทือน ออกมาเป็นระลอกนับพันครั้งในเสี้ยววินาทีหมัดแรกปะทะเข้าที่ท้องของรุ่ยหลินจนตัวงอหมัดที่สองกระแทกเข้าที่ยอดอกส่งแรงสั่นสะเทือนทะลุไปถึงกระดูกสันหลัง

    โครม!

    รุ่ยหลินพยายามรวบรวมปราณป้องกันแต่กลับพบว่าพลังของผิงอันนั้นเหมือนสว่านที่เจาะทะลวงได้ทุกสิ่งร่างของอัจฉริยะต่างแดนลอยละลิ่วตกลงจากเวทีประลองราวกับว่าวสายป่านขาดร่างกระแทกเข้ากับพื้นดินจนเกิดหลุมลึก กระดูกทั่วร่างหักป่นปี้ปอดฉีกขาดจนไม่อาจเปล่งเสียงร้องได้ เลือดนองท่วมตัวตกอยู่ในสภาวะปางตายในทันที!

    ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วลานศาลเจ้า...ไม่มีใครเชื่อสายตาว่าระดับจินหรงจะสามารถบดขยี้ปราณครามขั้น 4 ได้ยับเยินขนาดนี้

    ผิงอันยืนตระหง่านบนเวทีพลางปัดฝุ่นที่ไหล่และมองไปทางผู้จัดการโต๊ะพนันที่บัดนี้หน้าซีดเป็นกระดาษ “ท่านผู้จัดการ...เตรียมศิลาล้านก้อนไว้ให้พวกข้าด้วยล่ะ!”

    มู่อี้ที่อยู่ด้านล่างกระโดดตัวลอยหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “รวยแล้ว! ผิงอัน เจ้ามันเทพเจ้าโชคลาภตัวจริง!”

    ทุกคนที่อยู่ในบริเวณลานประลองต่างอุทาน“พะ พะ เพียง สองกระบวนท่า”

    คล้ายกับเรื่องเทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง ที่คุณอ่าน