สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 247 ฆ่าอันเจิง

        ตูม!

 

       เงามนุษย์สีดำถูกเหวี่ยงขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ราวกับเศษสิ่งของที่กำลังหล่นลงในหลุมระเบิดขึ้นเงาดำของมนุษย์ลอยขึ้นสูงอย่างน้อยสามสิบเมตร หลังจากหยุดอยู่กลางอากาศครู่หนึ่งเงาสีดำจากร่างนี้ก็ตกลงมาบนพื้นอย่างแรง

 

        เศษสิ่งของต่าง ๆยังคงไหลลงไปด้านล่างอย่างต่อเนื่อง และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เจอตัวอันเจิง

 

        แน่นอนว่าถางไทเช้อต้องเดาได้อยู่แล้วว่าทั้งหมดนี้เกิดจากอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเพียงแค่นึกไม่ถึงว่าเรื่องอะไรกันแน่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โตเช่นนี้พลังดาบเมื่อครู่ทำให้ถางไทเช้อรู้สึกว่าตนเข้าใกล้ความตายมากขึ้นทุกที เขารู้ดีต่อให้จะนำของวิเศษที่มีในตัวมากองรวมกันก็ยังไม่อาจต้านทานพลังดาบเมื่อครู่ได้ยิ่งไปกว่านั้น เขามั่นใจได้ว่าต่อให้จะเป็นจักรวรรดิต้าซีก็คงไม่มีใครสามารถต้านได้เช่นกัน

 

       การโจมตีของพลังดาบที่ออกมาเมื่อครู่มหาศาลอย่างไม่อาจเปรียบได้

 

        หลังจากชะงักไปหลายวินาที เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าดาบนั่นมาจากไหนเพราะเขาก็เป็นคนในตระกูลถางไท ส่วนเจ้าสำนักของตำหนักเทียนห่าวกงในยุคก่อนก็อยู่ในตระกูลถางไทเช่นกัน

 

        ถางไทเช้อกำลังจะกระโดดลงไปด้านล่าง แต่ก็เห็นมือของใครบางคนยื่นออกมาจากใต้ดินเสียก่อนทำให้เขาสะดุ้งขึ้นทันที จากนั้นก็เห็นอันเจิงปีนขึ้นมาจากใต้ดิน ชุดบนร่างเขาฉีกขาดแหว่งวิ่นร่างใต้เสื้อผ้าก็เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ราวกับขณะที่อยู่ใต้ดินเขาถูกวิญญาณที่หิวโหยมากมายโจมตีก็ไม่ปาน

 

        “นี่เจ้า...เจ้ากำลังทำอะไร?” ถางไทเช้อชะงักไป

 

        อันเจิงตอบกลับเสียงเบา “อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยอีกประเดี๋ยวช่วยข้าพูดปดเรื่องหนึ่ง บอกว่าพลังดาบนี้มาจากหญิงชรานี่”

 

        ถางไทเช้อถามขึ้น “เจ้าไว้ใจข้าหรือ?”

 

        “หากเจ้าพูดเรื่องนี้ออกไปข้าก็จะพูดความลับของเจ้าด้วย”

 

        ถางไทเช้อหัวเราะเบา ๆ“เมื่อฟังเจ้าพูดแบบนี้แล้วข้ารู้สึกเหมือนความสัมพันธ์ของเราแน่นแฟ้นขึ้นเยอะเลย”

 

        อันเจิงยกมือขึ้น จากนั้นกระดิ่งแก้วก็หดเล็กลงทันทีแล้วลอยกลับเข้ามาอยู่กลางมือเขา

 

        อันเจิงก้มหน้ามองไปยังรอยแผลบนตัวจากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ตอนนี้สร้อยลูกประคำโลหิตกำลังถ่ายเลือดเข้าสู่ร่างเขาฉะนั้นเขาจึงฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว

 

        ถางไทเช้อมองไปยังร่างของอันเจิง“เจ้า...ช่างเถอะ ข้าจะไม่ถามอะไรทั้งนั้นตอนนี้ข้าอยากฆ่าเจ้าเพื่อชิงของวิเศษในตัวไปให้หมด”

 

        อันเจิงยิ้ม “ขอบคุณมากอีกไม่นานยอดฝีมือเหล่านั้นคงจะมาแล้ว ข้ายังต้องจัดการเรื่องบางอย่างอยู่”

 

        ขณะเดียวกันบนเทือกเขาชางหมาน ในหุบเขาที่มีลักษณะคล้ายดาบปักลงบนพื้นชายวัยกลางคนที่อยู่ในโลงแก้วเจียระไนลืมตาขึ้นทันที จากนั้นก็ยิ้มอย่างเบื่อหน่าย“มารดามันเถอะ...ข้าหาตัวอะไรมากันแน่เนี่ยผ่านไปไม่กี่วันก็ต้องฟื้นฟูเลือดให้เจ้าอีกแล้ว...”

 

        อันเจิงเดินไปตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าที่ตนเหวี่ยงขึ้นมาก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้เฒ่าถูกแรงกระแทกทำให้สลบไปครู่หนึ่ง ยามนี้นางลืมตาขึ้นมาแล้ว

 

        “เจ้า...เจ้าจะทำอะไร?”

 

        ฮูหยินผู้เฒ่าตะเกียกตะกายลุกขึ้นแต่เพราะกระดูกหักไปหลายท่อน นางจึงไม่อาจลุกขึ้นได้

 

        อันเจิงไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับส่งหมัดไปที่ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างรวดเร็วแล้วใบหน้ากว่าครึ่งของนางก็แหลกทันที

 

        “ที่ไม่ฆ่าเจ้าทันที นั่นเพราะเจ้าติดค้างคนอื่นไว้มากเกินไปหมัดนี้เพื่อหญิงสาวทุกคนที่ตายไป เจ้าใช้ชีวิตของพวกนางมาต่อชีวิตของตัวเอง!”

 

        อันเจิงยกตัวฮูหยินผู้เฒ่าขึ้นจากนั้นก็ชกไปที่ท้องน้อยของนาง “หากให้เจ้าตายอย่างง่ายดาย วิญญาณที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินคงต้องร้องไห้ครวญครางความชั่วที่เจ้าได้ทำไว้ ต่อให้เจ้าจะตายอีกหมื่นครั้งก็ยังไม่พอ เด็กเหล่านั้นคนที่อายุมากที่สุดก็ไม่เกินสิบปีสินะ? เจ้าลงมือกับพวกเขาได้อย่างไร? เจ้ากล้าจ้องเข้าไปที่แววตาของพวกเขาหรือไม่!”

 

        ผลัวะ!

 

        อันเจิงชกเข้าที่ไหล่ของฮูหยินผู้เฒ่าจนแหลกไปหนึ่งข้างแล้วเศษกระดูกกับเศษเนื้อก็ลอยเกลื่อน

 

        อันเจิงใช้เท้าเหยียบนางเอาไว้จากนั้นก็จับแขนที่เหลือแล้วกระชาก แควก! แขนของนางหลุดออกทันที

 

        “หรืออาจมีคนบอกว่า ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะทำชั่วมากขนาดไหนเพียงแค่ตายก็สามารถชดใช้ความผิดได้แล้ว ฉะนั้นการทำแบบนี้กับเจ้า อาจมีคนมากมายที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมแต่คนอื่นจะมองอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า เพราะการยอมให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมานนั่นถึงเป็นสิ่งที่ข้ารู้สึกว่าทำผิดไป”

 

        ฮูหยินผู้เฒ่าถูกทำร้ายจนไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะร้องครวญครางนางเจ็บปวดจนครึ่งหน้าที่เหลือบิดเบี้ยวไปหมด

 

        “ข้า...ต่อให้จะต้องตายเป็นผีข้าก็ไม่มีทางปล่อยเจ้าไป!”

 

        ฮูหยินผู้เฒ่าที่ปากไม่สมประกอบพูดขึ้น ดวงตานางเต็มไปด้วยความแค้น

 

        อันเจิงถีบปากของนางจนแตก “ชีวิตของข้าอยู่เพื่อฆ่าคนชั่วและทำลายวิญญาณชั่ว”

 

       “เด็กเหล่านั้นที่ถูกเจ้าควักหัวใจออกมาตอนยังมีชีวิตอยู่น่าเสียดายมากที่พวกเขาไม่อาจรอฉีกวิญญาณเจ้าเป็นชิ้น ๆ ในนรกนั่นเพราะพวกเขาทุกคนลอยขึ้นสวรรค์หมดแล้ว พวกเขาขึ้นไปอยู่ในที่ที่ไม่เจ็บปวดไม่ต้องถูกทำร้าย และไม่ต้องเจอคนชั่วแบบเจ้าอีก นรกเป็นที่สำหรับคนอย่างเจ้าเป็นที่สำหรับคนชั่วแบบเจ้า!”

 

        อันเจิงก้มหน้าแล้วยื่นมือตรงไปที่หน้าอกของฮูหยินผู้เฒ่า

 

        ในขณะนี้เอง ยอดฝีมือหลายคนก็พุ่งเข้ามาแล้วเมื่อเห็นอันเจิงกำลังจะลงมือ พวกเขาจึงตะโกนเสียงดัง “อย่าฆ่านาง!เก็บนางไว้ยังมีประโยชน์อีกมาก!”

 

        อันเจิงหันหน้าไปมองคนหลายคนที่กำลังเข้ามา

 

        มุมปากของอันเจิงกระตุกยิ้ม เขาควักหัวใจของฮูหยินผู้เฒ่าออกมาทันทีจากนั้นก็ยกมือขึ้นแล้วบีบเต็มแรง

 

        หัวใจแตกสลาย

 

        อันเจิงโยนหัวใจทิ้งไปด้านข้าง “ไม่ให้ข้าฆ่านาง? แล้วพวกเจ้าจะฆ่ารึ?พวกเจ้าต้องหาวิธีเค้นถามความลับจากปากนางอย่างแน่นอนต้องถามว่าของมีค่าในตระกูลเกาซ่อนไว้ที่ไหน แล้วยังถามความลับอื่น ๆ อีกพวกเจ้าต้องคิดหาวิธีให้นางมีชีวิตต่อ...”

 

        คนเหล่านั้นอยู่ไกลเกินไปหน่อย จึงอาจไม่ได้ยินสิ่งที่อันเจิงพูดเลยก็ได้แต่อย่างไรพวกเขาก็เห็นอันเจิงทำลายหัวใจของฮูหยินผู้เฒ่าไปต่อหน้าต่อตา ตอนนี้ในใจทุกคนเริ่มรู้สึกเย็นยะเยือกไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร ท่าทางของเด็กหนุ่มสวมชุดยาวที่บีบหัวใจคนแบบนั้นมันทำให้คนอื่นรู้สึกหวาดกลัวอย่าง ทว่าอันเจิงก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้นส่วนคนที่กำลังเร่งฝีเท้าเข้ามาต่างเป็นยอดฝีมือในแคว้นเยี่ยนแต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาเลยสักคน

 

        ภายใต้แววตาของอันเจิงยอดฝีมือเหล่านั้นกลับไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

 

        ถางไทเช้อมองอันเจิงจากระยะใกล้ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าแววตาของอันเจิงคุ้นเคยมาก เป็นความรู้สึกเคารพนับถือเป็นความสูงส่งอย่างที่ไม่อาจเปรียบ

 

        อันเจิงหันกลับไปมองสวนบ้านด้านข้าง มันเต็มไปด้วยศพของเด็กจำนวนมาก

 

        อันเจิงยกมือคารวะ “ขอให้พวกเจ้าสงบสุขและอย่าได้พบเจอคนเช่นนี้อีกเลยรวมไปถึงเรื่องแบบนี้ด้วย ขอให้พวกเจ้ามีความสุขทุกชาติไป อย่าได้มีความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน หากสามารถเลือกได้ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะไม่กลับมาในโลกใบนี้อีกสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดในโลกใบนี้ไม่ใช่ภูตผีปีศาจ แต่คือจิตใจของมนุษย์”

 

        หลังจากพูดจบ อันเจิงก็ลากตัวตู้โซ่วโซ่วที่กำลังตกตะลึงให้ลุกขึ้น“เรากลับสำนักกัน”

 

        ชายสวมเครื่องแบบของตำหนักจิงเซี่ยวลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็เดินมาขวางหน้าอันเจิง “ท่านอัน อย่างไรเรื่องนี้ต้องลำบากท่านไปตำหนักจิงเซี่ยวกับพวกข้าด้วยไม่อย่างงั้นข้าก็หนักใจมากเหมือนกัน”

 

       หรืออาจเพราะพวกเขารู้ว่าอันเจิงฆ่าขันทีในตำหนักจิงเซี่ยวตายก่อนหน้านี้ฉะนั้นครั้งนี้คนที่มาจากตำหนักจิงเซี่ยวจึงพูดด้วยความนอบน้อมถึงแม้พลังวัตรที่พวกเขามีจะมากพอที่จะทำให้ตัวเองหยิ่งทะนงในเมืองฟางกู้ได้แต่พวกเขาก็รู้ดี ในเมื่ออันเจิงสามารถบีบให้ฮูหยินผู้เฒ่าคนนี้ออกมาได้นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาแล้ว ในเมื่อเรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องเผชิญหน้ากันอย่างจริงจังพวกเขาก็ไม่อยากทำให้เกิดเรื่อง

 

        “ข้าไม่ไป”

 

        อันเจิงปฏิเสธ “ข้าเหนื่อยแล้ว อีกทั้งบาดแผลยังเต็มตัวข้าจะกลับสำนักของข้า”

 

        ตู้โซ่วโซ่วประคองตัวเขาแล้วเดินไปด้านหน้า

 

        คนจากตำหนักจิงเซี่ยวชะงักไปครู่หนึ่งแล้วมองไปยังถางไทเช้อถางไทเช้อจึงเดินเข้าไปพลางกดเสียงต่ำแล้วพูด “อีกประเดี๋ยวข้าจะไปตำหนักจิงเซี่ยวกับเจ้าเองเรื่องนี้ข้าเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ฉะนั้นเขาจะไปหรือไม่ไปก็ไม่ต่างกันมากนักคนอย่างเขาไม่เหมือนกับพวกเรา หลังจากเขาเห็นศพของเด็กเหล่านั้นแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางทนเห็นคนในตระกูลเกาได้อีก”

 

        คนจากตำหนักจิงเซี่ยวขานรับ “แบบนี้ก็ดีเหมือนกันข้าจะได้กลับไปรายงาน แต่ถึงกระนั้น...คนแบบนี้คงยากที่จะเป็นใหญ่เป็นโต”

 

       เขามองไปยังแผ่นหลังของอันเจิงแล้วพูดขึ้น จากนั้นก็เดินจากไป

 

        หลังจากคนของตำหนักจิงเซี่ยวกลับไปจนหมดผู้คนที่มาจากตระกูลมหาอำนาจอื่น ๆ ก็ไม่ได้อยู่ต่อในเมื่ออันเจิงที่ดูเหมือนอิดโรยและเต็มไปด้วยบาดแผลก็จากไปแล้ว ทั้งยังไม่ได้พกของของตระกูลเกาไปด้วยส่วนฮูหยินผู้เฒ่าก็ตายแล้ว เกรงว่าเรื่องของตระกูลเกาคงสืบอะไรไม่ได้อีก ในเมื่อคนที่ไม่น่าไว้วางใจในตระกูลเกาตายไปอย่างนั้นผู้คนที่มีอำนาจในเมืองก็โล่งอกได้เสียที

 

        ผู้คนต่างก็นึกว่าตระกูลเกาจะรอเวลากลับมาพลิกสถานการณ์อีกครั้งแต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ตระกูลเกาก็เหลือแค่เปลือกแล้วจริง ๆ

 

        เมื่อเห็นอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วประคองกันเดินไปด้านหน้าผู้คนที่กำลังเก็บกวาดศพของเด็กเหล่านั้นเริ่มปรบมือ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน บ้างก็เป็นคนจากกรมราชทัณฑ์บ้างก็เป็นคนจากหน่วยทหาร บ้างก็มาจากหน่วยฟางกู้ แล้วบางส่วนก็มาจากตำหนักวิหารสวรรค์ทุกคนต่างปรบมือมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

        ตู้โซ่วโซ่วประคองอันเจิงไปพลางถามขึ้น“เจ็บหนักหรือไม่?”

 

        “ไม่หนัก”

 

        “หากไม่เจ็บหนักแล้วเจ้าจะทิ้งตัวให้ข้าแบกทำไม...”

 

        “อย่างไรเสียข้าก็ต้องแสดงละครหน่อยสิ”

 

       “หากครั้งหน้าเจ้ากล้าเอากระดิ่งแก้วมาขังข้าอีกละก็ ข้าไม่มีทางจบเรื่องง่ายๆ แน่”

 

        “เสี่ยวช่านล่ะ?”

 

        “อยู่กลางอกข้า”

 

        “หลับอยู่รึ?”

 

        “เหมียว”

 

        เสี่ยวช่านโผล่หัวออกมาจากอกเสื้อของตู้โซ่วโซ่วแล้วยกเท้าหน้าไปแตะตัวอันเจิง

 

        อันเจิงยิ้ม “ของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ มีแต่เจ้าเท่านั้นที่รู้ใจ”

 

        ตู้โซ่วโซ่วถามขึ้น “หมายความว่าอะไร?”

 

       อันเจิงใช้ปากชี้ไปยังสร้อยข้อมือของตัวเอง “มีของบางอย่างตกมาอยู่ในมือข้ารีบไปเถอะ...”

 

        “ของดี?”

 

        “ไม่รู้ว่าจะดีมากหรือไม่ กลับไปแล้วค่อยว่ากัน”

 

        ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักวิหารสวรรค์

 

        อันเฉิงมองราชามู่ฉางเยียนที่ประทับบนเก้าอี้จากนั้นก็มองไปยังเนี่ยชิงที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหลังเขามักจะรู้สึกว่าสองคนนี้มีอะไรบางอย่างที่แปลกไป โดยเฉพาะราชามู่ฉางเยียนถึงแม้จะทรงนิ่งเงียบ แต่แววพระเนตรกลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวนี่เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น แต่กลับทำให้อันเฉิงตัดสินใจอะไรบางอย่าง

 

        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อันตรายมากขนาดไหนไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากมากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยเลือกทำเช่นนี้

 

        อันเฉิงพูดขึ้น “ฝ่าบาท ให้กระหม่อมไปดูเองจะดีกว่าอันเจิงยังอยู่ในบ้านตระกูลเกา กระหม่อมเกรงว่าจะเกิดเรื่องที่คาดไม่ถึง”

 

        ราชามู่ฉางเยียนเงยพระพักตร์มองอันเฉิงแวบหนึ่งทว่าแววพระเนตรกลับทำให้อันเฉิงรู้สึกไม่คุ้นเคย

 

        ราวกับราชามู่ฉางเยียนทรงลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็พยักพระพักตร์ “ไปเถอะ...บอกอันเจิงด้วยว่าให้เขาจัดการเรื่องนี้ให้ดีข้ายังฝากความหวังไว้กับเขามาก”

 

        อันเฉิงพยักหน้า “กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”

 

        เขาโค้งตัวลง จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วมองราชามู่ฉางเยียนอย่างละเอียดก่อนจะเดินออกไป

 

        อันเฉิงเพิ่งจะเดินออกไป ราชามู่ฉางเยียนก็ทรงหันมาตรัสกับเนี่ยชิง“ที่แท้เขาหลอกลวงได้แยบยลมาก แม้กระทั่งไทเฮายังทรงถูกหลอก เจ้าไปเถอะ เก็บเขาไว้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วฆ่าเขาก่อน จากนั้นก็ไปหาอันเจิง...นึกไม่ถึงจริง ๆว่าข้าจะมีผลประโยชน์มากเช่นนี้ ที่แท้ในมืออันเจิงยังมีสายเลือดของตระกูลมู่...ฮ่าๆ ๆ แล้วไทเฮาก็ทรงยังไม่รู้ ตอนนี้ต้องเก็บเด็กคนนี้ไว้ก่อน ไทเฮาทรงนึกว่าข้าไม่รู้รึว่าทรงคิดอยากทำอะไร? ตอนนี้ทรงต้องการใช้ข้ายังจึงเก็บข้าไว้หากวันหนึ่งข้าหมดประโยชน์แล้ว ข้าคงต้องตายเร็วกว่าใครแน่”

 

        “ฉะนั้น...เนี่ยชิง พวกเราต้องหาทางรอดให้ตัวเองสักหน่อยแล้วเด็กคนนั้นเป็นหมากตัวสำคัญของเรื่องนี้ ทั้งยังมีค่าอย่างมหาศาลเลยทีเดียว หากเด็กคนนั้นตกมาอยู่ในมือข้าถึงตอนนั้นข้าคงมีทางเลือกมากกว่านี้”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลอย่างดุร้าย“เด็กคนหนึ่ง ไม่แน่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่...เรื่องดี เป็นเรื่องดี!ฆ่าอันเจิง แล้วนำตัวเด็กกลับมา”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน