จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 เก็บตัวบำเพ็ญ

            ฉินอวี่และสยงท่าเทียนยังไม่ได้ไปที่ตระกูลฉิน แต่กลับหาที่พักตามโรงเตี๊ยมก่อนก่อนที่พวกเขาจะเข้าพัก ฉินอวี่ได้แอบให้คนส่งจดหมายไปยังตระกูลฉินฉบับหนึ่งเพื่อให้ฉินเสวี่ยไม่ต้องเป็นกังวล

            ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องตระกูลฉิน อย่างน้อยตอนนี้ก็มีเพียงจื่อซวินเอ๋อคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองคือฉินอวี่โชคดีที่สยงท่าเทียนเรียกตนเองว่าพี่ใหญ่ และไม่เรียกด้วยคำว่าฉิน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ผู้คนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

            “พี่ใหญ่ ท่านจะมาขวางข้าทำไม?” ทันทีที่เขาเดินเข้ามาสยงท่าเทียนก็พูดอย่างไม่พอใจ ในความเห็นของเขา เขากำลังคิดว่าฉินอวี่ไม่เชื่อเขา

            “แม้ว่าเจ้าสามารถเอาชนะเขาได้แล้วอย่างไร? เจ้าสามารถฆ่าเขาได้แล้วเป็นอย่างไร?แม้ว่าเจ้าจะมีพลังที่จะฆ่าเขาได้ ก็ต้องมีใครบางคนเข้ามาขวางอยู่ดีการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นเรื่องไม่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น หากต่อสู้กันต่อไปก็ต้องพ่ายแพ้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย” ฉินอวี่พูดช้าๆไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เชื่อสยงท่าเทียนแต่ด้วยเพราะระดับการฝึกฝนของทั้งสองคนที่แตกต่างกันเกินไปและด้วยสติปัญญาที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ของสยงท่าเทียน ทั้งสองอย่างเป็นข้อเสียอย่างมาก

            “พี่ใหญ่ ท่านไม่เชื่อข้าแล้วหรือ? เขากล้าดูถูกท่านข้าก็แค่อยากจะฆ่าเขา” สยงท่าเทียนจ้องเขา พลางพูดอย่างไม่พอใจเล็กน้อย

            ฉินอวี่พูดอะไรไม่ออก หลังจากพูดออกมามากมายเป็นชุดใหญ่เขาเหมือนได้ยินสิ่งที่อยู่ในใจของตนเองแต่ด้วยน้ำใจของสยงท่าเทียนทำให้ฉินอวี่รู้สึกซาบซึ้ง เขาจึงพูดออกไปอย่างสงบ“ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าได้รับบาดเจ็บ”

            เมื่อได้ยินสิ่งที่ฉินอวี่พูด หัวใจของสยงท่าเทียนก็อบอุ่นขึ้นมา เขายิ้มกว้างพลางพูดว่า“เฮ้ พี่ใหญ่ ท่านประเมินข้าสยงท่าเทียนต่ำไปแล้วล่ะอาการบาดเจ็บพวกนี้มันไม่มีอะไรสำคัญเลย ท่านไม่รู้อะไรก่อนหน้านี้ที่ข้าถูกตาแก่นั่นไล่ล่าและทุบตี มันน่าอนาถสิ้นดี ท่านลองคิดดูนะเมื่อก่อนข้าโดนตาแก่นั่นต่อยตีมาเป็นปีๆ ก็ยังไม่เป็นอะไรเลย ท่านรู้หรือไม่ว่ามันรู้สึกอย่างไร?ท่านดูสิ ตอนนี้ข้ายังมีชีวิตชีวาดีอยู่หรือไม่?”

            ฉินอวี่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแต่คำพูดของสยงท่าเทียนก็ทำให้ฉินอวี่รู้สึกโล่งใจจริงๆตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยเลือดและดูเหมือนจะบาดเจ็บสาหัสแต่เขาก็ยังเคลื่อนไหวได้อย่างสบายๆ

            “จริงสิ สยงท่าเทียน ตอนนี้คนในตระกูลขวงสยงของเจ้ามีกันอยู่กี่คน?”ฉินอวี่ถาม ภายใต้ปมของความบาดหมางครั้งนี้ฉินอวี่กำลังเป็นกังวลว่าถงอวิ๋นเฟยอาจจะลงมือทำร้ายสยงท่าเทียน

            สยงท่าเทียนเกาศีรษะอย่างเชื่องช้า ยกมือใหญ่เหมือนพัดขึ้นมาและพับนิ้วโป้งลงหนึ่งนิ้ว

            “สี่คน?”

            สยงท่าเทียน คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพับนิ้วก้อยลงอีกหนึ่งนิ้ว

            “สามคน?” ดวงตาทั้งสองของฉินอวี่ตกตะลึง

            สยงท่าเทียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียดนิ้วก้อยกลับออกไปให้ตรง

            ฉินอวี่รู้สึกปวดหัวกับท่าทีของสยงท่าเทียน และพูดขึ้นอีกหนว่า “มีกี่คน”

            สยงท่าเทียนยิ้มและพูดว่า “สามคน แต่ก็มีสี่คนเช่นกัน”เมื่อเห็นใบหน้าของฉินอวี่เต็มไปด้วยความตกตะลึง สยงท่าเทียนก็กล่าวอย่างเขินอาย“ในบ้านของข้ามีเพียงพ่อ ตาเฒ่าและตัวข้าเอง แต่ตาเฒ่ากล่าวว่ามีชายชราอีกคนที่หายไปและเขาน่าจะยังไม่ตาย... ดังนั้น ควรนับชายชราคนนั้นอีกหนึ่งคนด้วยใช่หรือไม่?”

            ฉินอวี่ถึงกับถอนหายใจทันที เวลาล่วงเลยถึงตอนนี้ตระกูลขวงสยงโรยราไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงกระนั้นนี่ก็เป็นเรื่องปกติเพราะตอนยุคสมัยรุ่งเรืองสูงสุดก็มีคนไม่เกินหนึ่งร้อยคน...

            “เอาล่ะ เจ้าก็ควรไปนั่งทำสมาธิสักพักนะตลอดหนึ่งเดือนนี้อย่าไปวุ่นวายที่ไหน ข้าต้องใช้เวลาฝึกฝนสักระยะหนึ่ง”

            ฉินอวี่ไม่ได้ถามอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลขวงสยงตามคำพูดของสยงท่าเทียน แม้ว่าคนตระกูลขวงสยงจะมีอยู่เพียงสี่คนแต่อย่างน้อยที่สุดก็มีผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าอยู่สองคน ยิ่งไปกว่านั้นตาเฒ่าคนที่สยงท่าเทียนพูดถึงก็น่าจะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ท้ายที่สุดหากสยงท่าเทียนเติบโตเต็มวัยก็จะต้องเข้าสู่ระดับเขตแดนเต๋าและหากถงอวิ๋นเฟยต้องการจะทำร้ายสยงท่าเทียน เขาก็คงจะต้องไตร่ตรองดูดีๆ เสียก่อน

            “อ้อ พี่ใหญ่ ท่านจะสู้กับเขาจริงหรือ? เขาแข็งแกร่งมากท่านอย่าได้ไปต่อสู้กับเขาเชียวนะ เมื่อถึงเวลาเขาอาจหาเรื่องวุ่นวายมาให้ได้ข้าจะสู้กับเขาอีกครั้ง ข้าโกรธมากจริงๆ ข้า... ข้า...”สยงท่าเทียนพูดอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อพูดจบแสงแห่งความเคียดแค้นอันรุนแรงก็สว่างวาบขึ้นในดวงตาเขา

            “เอาล่ะ! ถ้าเขาระงับระดับการฝึกฝนเอาไว้ข้าก็แน่ใจมากว่าจะเอาชนะเขาได้เจ้าลืมเรื่องที่เจ้าเคยระงับระดับการฝึกฝนเพื่อต่อสู้กับข้าแล้วหรือ?” ฉินอวี่ขัดจังหวะคำพูดของสยงท่าเทียนและพูดเบาๆ

            สยงท่าเทียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ก็จริงตอนนั้นท่านสามารถสู้กับพละกำลังห้าส่วนของข้าได้ แต่... การสู้กับเขาย่อมไม่เหมือนกันและร่างกายนี้ของท่านก็ไม่อาจจะหยุดยั้งเขาได้นะสิ”

            “ข้ารู้อยู่แล้ว เอาล่ะ สยงท่าเทียน เจ้าอยู่ที่นี่ไปก่อน ข้าจะอยู่ฝึกตนในห้องถัดไปรอให้เจ้าฟื้นฟูกำลังได้ดีแล้ว หากต้องการออกไปภายนอกจงจำไว้ห้ามก่อเรื่องเป็นอันขาด รู้หรือไม่?” ฉินอวี่กล่าวเตือนเขาจำเป็นต้องเข้าสู่ขั้นปราณเสถียรภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนและต้องเรียนรู้ทักษะการต่อสู้อีกสองสามชนิด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถเอาชนะถงอวิ๋นเฟยได้เมื่อถึงเวลานั้น

            “ได้!” สยงท่าเทียนพยักหน้าและตอบตกลงอย่างจริงจัง

            เมื่อเห็นดังนี้ ฉินอวี่จึงยืนขึ้นช้าๆ ขณะที่เขากำลังจะออกไปนั้นเขาก็ได้ยินสยงท่าเทียนพูดขึ้นว่า “อ้อจริงสิ พี่ใหญ่ ท่านมาดูนี่สิ... ของชิ้นนี้มันคืออะไร”

            ฉินอวี่หันศีรษะด้วยความสงสัยแต่กลับพบว่าสยงท่าเทียนกำลังหยิบถุงมือนวมสีดำที่เต็มไปด้วยโคลนออกมาไม่รู้ว่ากำปั้นนวมนี้สร้างมาจากวัสดุชนิดใด จึงมีแสงแวววาวของโลหะดูเหมือนว่าถุงมือนวมนี้จะมีสิ่งอื่นที่แปลกประหลาดกว่าตัวกำปั้นและนึกไม่ถึงว่าจะมีอยู่เป็นจำนวนมากเสียด้วย และส่วนตรงข้อมือก็มีแผ่นเหล็กอยู่ซึ่งมองดูแล้วเป็นเหมือนโล่ป้องกันชิ้นหนึ่ง

            “เจ้าไปเอาของชิ้นนี้มาจากไหน?” ฉินอวี่ถาม

            “ท่านไม่รู้หรอกว่าตอนที่แดนสุสานอสูรระเบิดออกมาของชนิดนี้มันตกมากระแทกตัวข้า กระแทกจนข้าถึงกับกระอักเลือดตอนแรกข้าก็คิดว่าจะทุบทำลายมัน แต่ไม่ว่าข้าจะทำอย่างไรก็ทุบทำลายมันไม่ได้”สยงท่าเทียนกล่าวอย่างโกรธจัด ตอนนั้นเขาและหลี่เทียนจีอยู่บริเวณรอบนอกของแดนสุสานอสูร และถูกกำปั้นนี้กระแทกอย่างจัง

            ฉินอวี่หยิบถุงมือนวมขึ้นมา ถุงมือนวมนี้ทำมาจากวัสดุที่ไม่รู้จักมันมีน้ำหนักมาก ฉินอวี่คาดไว้ว่ามันน่าจะหนักประมาณพันชั่งหลังจากเช็ดดินโคลนที่เปื้อนออกไป ฉินอวี่ก็มองกำปั้นยุทธ์นี้อย่างละเอียดจนรู้สึกได้ว่านอกจากความแปลกประหลาดของมันแล้วก็ไม่มีความพิเศษอื่นใด

            “เจ้าเล่าเรื่องแดนสุสานอสูรให้ข้าฟังโดยละเอียดเดี๋ยวนี้เลย”ฉินอวี่กระซิบ เขาคาดเดาได้อย่างคร่าวๆว่ากำปั้นยุทธ์ชิ้นนี้อาจจะอยู่ในพื้นที่นั้น

            “หลังจากที่พวกข้าแยกจากท่านแล้วหลี่เทียนจีและข้าก็รออยู่พื้นที่รอบนอกของแดนสุสานอสูร หลี่เทียนจีบอกว่าท่านจะต้องออกมาอย่างแน่นอนพวกข้าจึงรอเจ้าอยู่ตรงนั้น...”สยงท่าเทียนเงยหน้าขึ้นและเล่าเหตุการณ์ในความทรงจำออกมาช้าๆ

            “เจ้ากำลังหมายถึงเกิดการระเบิดขึ้นที่แดนสุสานอสูรหรือ? หลังจากนั้นผู้แข็งแกร่งก็เข้าไปเป็นเจ้านวนมากหรือ? กำปั้นนี้กระเด็นออกมาจากที่นั่นหรือ? ฉินอวี่กล่าวอย่างประหลาดใจหากฟังจากที่สยงท่าเทียนเล่า เขาสามารถคิดได้อย่างคร่าวๆว่ามีอะไรเกิดขึ้นในขณะนั้น

            การระเบิดนั่นจะต้องเกิดจากการแตกออกของเจดีย์ที่ป้องกันเลือดอสูรอย่างแน่นอนเพียงแต่ เมื่อสยงท่าเทียนเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากผู้แข็งแกร่งจำนวนมากเข้าไปในแดนสุสานอสูรสิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉินอวี่อยากจะรู้มากขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้นกันแน่แต่สยงท่าเทียนกลับไม่รู้อะไรเลย... เขาพูดจาไร้สาระอยู่นานแต่ก็ไม่มีประเด็นสำคัญอะไร

            “เอาล่ะ กำปั้นยุทธ์ชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เจ้าลองเก็บเอาไปศึกษาดูก่อนเถอะวันหลังข้าค่อยดูมันอีกครั้ง” ฉินอวี่พูดอย่างช้าๆและคิดว่าค่อยสอบถามวันหลังว่าเกิดอะไรขึ้นในแดนสุสานอสูรกันแน่

            “อืม!” สยงท่าเทียนพยักหน้า

            จากนั้น ฉินอวี่ก็ได้สร้างค่ายกลกันเสียงขึ้นในห้องของสยงท่าเทียน แล้วจึงเริ่มการเก็บตัวบำเพ็ญ

            ครึ่งเดือนต่อมา

            ณ ประตูทางเข้าเมืองหลักเทียนอู่

            กระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งได้พาชายหนุ่มหญิงสาวจำนวนเก้าคนมาถึงยังประตูของเมืองหลักเทียนอู่

            “ศิษย์พี่ใหญ่หวัง ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงทุกท่าน ที่นี่คือเมืองหลักเทียนอู่”เมื่อทุกคนลงมาจากกระบี่ยักษ์ ชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งก็โค้งตัวเล็กน้อยและพูดอย่างตื่นเต้น

            ชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้าชุด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีม่วงรูปร่างหน้าตาปกติทั่วไป จมูกโด่ง ริมฝีปากบางและดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยแฝงไปด้วยความเย็นชาเขากวาดสายตามองไปยังเมืองหลักเทียนอู่และมองดูผู้คนที่หนาแน่นรอบตัวเขาพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย และกล่าวว่า“เจ้าบอกว่านักปรุงยาจื่อซวินเอ๋ออยู่ในเมืองนี้หรือ?”

            “จริงแน่นอน หากไม่เชื่อข้าจะพาศิษย์พี่ใหญ่หวังไปพบนางเดี๋ยวนี้”ชายหนุ่มชุดดำพูดด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ เด็กคนนี้คือคนตระกูลชุย ชุยซั่ว!

            ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยและกลุ่มคนทั้งเก้าก็เดินเข้าสู่เมืองหลักเทียนอู่

            เมื่อเข้าไปถึงทางเข้าประตูร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งก็ไม่พบร่องรอยของการต่อสู้เมื่อครึ่งเดือนก่อนแล้วในบรรดาของผู้คนที่เดินไปมาอยู่บนท้องถนนมีชายหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งกำลังยืนสอดส่องสายตาอยู่ตรงประตูร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งเหมือนกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่าง

            “หลีกไป!” ชุยซั่วผลักชายหนุ่มชุดขาวที่ขวางทางอยู่ตรงหน้าออกไปจากนั้นจึงหันไปพูดอย่างอ่อนน้อมกับชายหนุ่มชุดม่วง “ศิษย์พี่ใหญ่หวังข้าได้พบนักปรุงยาจื่อที่นี่ จะให้ข้า...”

            ชุยซั่วยังไม่ทันพูดจบ เขากลับได้ยินเสียงที่แสนเย็นชาดังขึ้นมา“เจ้าทำอะไรของเจ้า?” ชายหนุ่มชุดขาวพูดขึ้นมา

            ชายหนุ่มชุดขาวมีใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางดูเย่อหยิ่งสายตาของเขาจ้องมองชุยซั่วอย่างเย็นชา

            ชุยซั่วหันศีรษะมาอย่างรุนแรง และมองไปด้วยสายตาที่ดุเดือดที่นี่คือเมืองหลักเทียนอู่ เป็นอาณาเขตของตระกูลชุย หากชายหนุ่มเพียงคนเดียวก็ยังควบคุมไม่ได้เขาจะมองหน้าบรรดาศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงเหล่านี้ได้อย่างไร? ทันใดนั้นชุยซั่วที่กำลังจะเอ่ยปากดุเขา กลับได้ยินชายหนุ่มชุดขาวพูดขึ้น “ช่างเถอะไม่เป็นไร”

            ชุยซั่วผงะ เมื่อมองไปยังชายชุดขาวที่กำลังหันหลังออกไปเขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้คงจะรู้จักตัวตนของตนเองจึงได้รีบออกไปเสียก่อนสิ่งนี้ทำให้เขาแอบสดชื่นอยู่ในใจและขณะที่เขากำลังจะเรียกชายหนุ่มคนนั้นให้หยุดเพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะของเขาในเมืองหลักเทียนอู่กลับได้ยินเสียงของชายหนุ่มที่เป็นผู้นำกลุ่มพูดขึ้น “คนผู้นั้นคือใคร? เจ้ารู้จักหรือไม่?”

            “คนที่ค่อนข้างคุ้นเคยคนหนึ่ง ไปกันเถอะศิษย์พี่ใหญ่หวังเชิญเข้าไปกันเถอะ” ชุยซั่วรีบระงับความคิดภายในใจของเขาและยังไม่สามารถแสดงออกได้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าเข้าไปยังร้านขายยา

            ผู้นำหนุ่มเหลือบมองที่ด้านหลังของชายหนุ่มชุดขาวด้วยความประหลาดใจคิ้วขมวดขึ้นอย่างสงสัย แต่ก็เดินเข้าไปยังร้านขายยาโดยทันที

            ชายหนุ่มชุดขาวที่เดินเข้าไปในฝูงชนพึมพำกับตัวเอง“อยู่เหมือนคนใกล้ตายจะไปแก่งแย่งเอาอะไร? ยังไม่รู้เลยว่าครึ่งเดือนก่อนจะเป็นคนที่มาสู้โง่ๆอยู่ที่นี่หรือไม่...”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน