เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 มันต้องตาย!

            ชายหนุ่มที่เดินออกมาก็คือหลินเฟิง

            “ห้องฝึกที่ชั้น 6 จะทำให้การบ่มเพาะพลังเร็วขึ้นหลายเท่า!”

            หลินเฟิงคิด เมื่อ 100 วันก่อนจิตวิญญาณกลืนสวรรค์ของเขาได้กลืนกินลมปราณอันเย็นเยือกของเมิ่งฉิงทำให้การบ่มเพาะของเขาถูกยกระดับขึ้นจนใกล้ทะลวงไปสู่ขอบเขตจิตวิญญาณขั้นที่ 4

            หลังจากการบ่มเพาะพลังนานถึงร้อยวัน หลินเฟิงได้บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่4 และใกล้บรรลุขั้นที่ 5 แล้ว

            หลินเฟิงรู้ดีว่าการนั่งบ่มเพาะพลังอยู่แต่ในห้องฝึกไม่สามารถทำให้เขาพัฒนาไปข้างหน้าได้ เขาต้องขัดเกลาจิตใจของตัวเอง หากไม่ได้เผชิญหน้าต่อความรัก โลภ โกรธ หลงแล้วจะขัดเกลาจิตใจของตัวเองได้อย่างไร?

            หลินเฟิงจ้องมองไปยังฝูงชนที่อยู่ด้านนอก ก่อนจะเดินจากไปโดยที่ไม่รู้ว่าการบ่มเพาะของหลิ่วเฟยไปถึงไหนแล้ว?!

            เมื่อฝูงชนเห็นหลินเฟิงเดินจากไป ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาก่อนจะหันไปมองคนที่อยู่รอบๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมแย่งชิงห้องฝึกนั่น

            ขณะที่หลินเฟิงกำลังเดินขึ้นชั้น 10 อยู่นั้นชายหนุ่มชุดดำที่รออยู่ที่หน้าห้องฝึก ก็แสดงสีหน้ายินดีขึ้นมาเมื่อเห็นแสงสว่างจากหยวนชี่กำลังจะจางลง ใบหน้าของเขาแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะพุ่งไปชกที่ประตูนั่นอย่างรุนแรง ทำให้บานประตูหินสั่นไหวขึ้นมาในที่สุดไอ้บ้านั่นก็โผล่หัวออกมาสักที!!!

            นอกจากนี้ชายหนุ่มชุดดำไม่ได้กังวลเลยว่าหลินเฟิงจะสามารถบรรลุขั้นต่อไปได้เพราะตลอดหนึ่งร้อยวันที่ผ่านมา เขามักจะโจมตีไปที่บานประตูนั่นทุกวันคอยก่อกวนไม่ให้มันทำการบ่มเพาะได้ดังนั้นไม่มีทางที่หลินเฟิงจะสามารถยกระดับการบ่มเพาะของตัวเองได้

            “ในที่สุดก็โผล่หัวออกมาสักที” ชายหนุ่มชุดดำกล่าวเมื่อเห็นแสงที่ลอดออกมาจากบานประตูหินเริ่มจางลง เขายืนรอให้หลินเฟิงเปิดประตูออกมา

            ประตูห้องฝึกจะเปิดเองโดยอัตโนมัติเมื่อหยวนชี่ภายในห้องหายไปไม่อย่างนั้น คงไม่มีใครอยากออกจากห้องเป็นแน่

            เสียงประตูเปิดดังขึ้นมา ก่อนที่ร่างของหญิงงามคนหนึ่งจะปรากฏขึ้นในสายตาของชุยถิงและชายชุดดำ

            “เป็นเจ้า?!”

            ชายชุดดำดูตกตะลึงมากขณะมองไปที่หลิ่วเฟยคนที่เขานั่งเฝ้ามาตั้งหนึ่งร้อยวัน กลับไม่ใช่หลินเฟิง! แต่เป็นสหายของมัน!!!  

            ใบหน้าของหลิ่วเฟยดูเหนื่อยล้าจนทำให้คนที่มองรู้สึกสงสารขึ้นมาแต่ทว่าดวงตาของนางกลับเย็นชา หลิ่วเฟยมองไปที่ชายชุดดำคนนั้นแล้วตะคอกออกมาอย่างหงุดหงิดว่า “ไอ้หน้าด้าน!!!”

            “หน้าด้าน?”

            ชายหนุ่มชุดดำมีสีหน้าอึมครึมขึ้นมา เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเฝ้าคนผิดไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนข้างในถึงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรที่แท้ก็ไม่ใช่หลินเฟิงนั่นเอง

            “ในเมื่อเจ้ากับมันรู้จักกัน ข้าจะจับเจ้าไปทรมานแทนมัน” ชายชุดดำมองหลิ่วเฟยอย่างหื่นกระหาย ขณะที่สายตาก็กวาดมองไปที่เรือนร่างของหลิ่วเฟยจุ๊ๆ รูปร่างดีเหลือเกิน ยิ่งแสดงท่าทางโมโหก็ยิ่งเร้าอารมณ์ดีนัก

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงมอบห้องฝึกให้กับเจ้าก็งดงามเสียขนาดนี้ ไม่ว่าจะขออะไร ก็ต้องหามาให้ หึๆ ถ้าข้าได้ลิ้มรสเจ้าไม่รู้ว่าไอ้โง่นั่นจะคลั่งขนาดไหน”

            ชายในชุดดำแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย

            ชุยถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยในดวงตาของเขาฉายแววเหยียดหยามออกมา สมแล้วที่เป็นลูกเมียน้อยเห็นสาวงามเป็นไม่ได้ ต้องแสดงท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยออกมา ช่างน่าขายหน้าเฮยม่อยิ่งนัก

            ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ชุยถิงก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะอย่างไรเสียชายคนนี้ก็มีศักดิ์เป็นน้องชายของเฮยม่อต่อให้แสดงท่าทางทุเรศๆ ออกมา เขาก็ไม่อาจติเตียนอีกฝ่ายได้

            เมื่อหลิ่วเฟยได้ยินสิ่งที่ชายชุดดำพูดสีหน้าของนางก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ

            “ไอ้สารเลว!”

            “เหอะ!!! ในเมื่อเจ้าด่าข้าว่าสารเลว งั้นข้าจะเลวให้ดู! อย่างไรเสียห้องฝึกก็ใหญ่มากพอให้คนสองคนเข้าไปอยู่ข้างใน หากหมอนั่นเห็นว่าข้ากับเจ้า‘สนิท’ กันมากขนาดไหน มันคงเจ็บใจน่าดูฮ่าๆๆ”

            ชายหนุ่มชุดดำฉีกยิ้มกว้าง ตอนนั้นเองชุยถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ พลันเบิกตากว้างขึ้นมาด้วยความตกใจ

            ในขณะเดียวกันรอยยิ้มของชายชุดดำก็พลันแข็งทื่อขึ้นมาตอนนี้ลมปราณอันเย็นยะเยือกได้ถาโถมมาที่ร่างของเขาทำให้เขาตัวสั่นระริกด้วยความหนาว  

            เมื่อหันหลังไปมอง ก็พบว่ามีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงบันไดลมปราณที่หนาวเย็นนี้กระจายออกมาจากเงาร่างนั้น ดวงตาแหลมคมประหนึ่งดาบมองมาที่เขาราวกับจะฟันร่างเขาเป็นชิ้นๆคนคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่หลินเฟิง!!!

            ชายชุดดำที่รอหลินเฟิงปรากฏตัวมาตลอดสามเดือน เมื่อเห็นหลินเฟิงมายืนอยู่ตรงหน้าจริงๆก็ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก หัวใจของเขาเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมาจากอกสายตาของหลินเฟิงตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรจากสายตาของมัจจุราชเลย

            หลินเฟิงก้าวเท้าไปหาหลิ่วเฟยช้าๆ ตอนที่เขาเดินผ่านชายชุดดำไปเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเลยสักนิด

            ชายชุดดำที่ยืนตัวสั่นอยู่กับที่รีบกระโจนไปหลบอยู่ด้านหลังของชุยถิงตอนที่หลินเฟิงเดินผ่าน เขาได้พูดตอกหน้าเขาว่า

            “ไอ้สวะ”

            ในใจของชายชุดดำรู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก ไอ้บ้านั่น!!! กล้าดีอย่างไรมาดูถูกเขา และทำเหมือนกับว่าเขาเป็นเพียงธาตุอากาศในสายตา เขาอยากฆ่าหลินเฟิง! แต่เขาก็ได้แค่คิดเขารู้ดีว่าตัวเองอ่อนแอกว่าหลินเฟิงมาก ดังนั้นจึงได้แต่หวังว่าชุยถิงจะสามารถกำจัดมันได้

            “ไอ้บ้า!!! ทำไมข้าจะต้องมารับเคราะห์แทนเจ้าตั้งหนึ่งร้อยวัน!!!”

            หลิ่วเฟยพูดกับหลินเฟิงด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน ไม่รู้ว่านางทนมาได้อย่างไรตั้งหนึ่งร้อยวัน

            “ลำบากเจ้าแล้ว”

            หลินเฟิงมองใบหน้าซูบซีดของหลิ่วเฟยด้วยสายตากังวลใจ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะไร้ยางอายถึงขนาดไปตามพวกมาดักรอหน้าห้องแบบนี้ หากรู้เช่นนี้เขาคงไม่เปลี่ยนห้องแน่ๆ

            หลินเฟิงยื่นมือออกไปขยี้หัวหลิ่วเฟยเบาๆ ทำให้ผมของนางยุ่งเหยิงเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพอิดโรยของหลิ่วเฟย หลินเฟิงก็รู้ได้ว่านางจะต้องได้รับความลำบากมามากขนาดไหน

            เมื่อรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนของหลินเฟิงร่างกายของหลิ่วเฟยก็สั่นสะท้านเล็กน้อย

            ความโศกเศร้าและความโกรธของนางกำลังถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น

            มารดาของหลิ่วเฟยเสียชีวิตไปตอนที่นางยังเป็นเด็ก อีกทั้งหลิ่วชั่งหลันบิดาของนางก็ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีใครมาดูแลนาง ซึ่งนั่นได้หล่อหลอมให้นางกลายเป็นคนดื้อรั้นหัวแข็ง และชอบเอาชนะ นางมักจะซึมซับอารมณ์โมโหและฉุนเฉียวของคนรอบข้างที่เป็นทหารจึงทำให้นางดูหงุดหงิดและเอาแต่ใจ น้อยครั้งที่จะแสดงด้านอ่อนโยนและอ่อนแอของตัวเองออกมา

            “ข้าก็รอให้เจ้ามาจัดการเรื่องนี้!!!”

            หลิ่วเฟยแสร้งตะคอกใส่หลินเฟิง แล้วยกมือจัดผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเองด้วยท่าทางเขินอายที่หาได้ยาก

            หลินเฟิงยิ้มให้และหันหลังกลับทันที

            ทันใดนั้นรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของเขาก็หายไป และถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นชา

            “ชายคนนี้แข็งแกร่งมาก!!!”

            ชุยถิงคิดขณะมองไปที่หลินเฟิง ดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของอีกฝ่าย

            ชุยถิงเคลื่อนกายไปบังร่างของชายชุดดำไว้ เพื่อไม่ให้หลินเฟิงสามารถสังหารอีกฝ่ายได้

            “ข้าไม่ค่อยชอบนัก ที่ดาบของข้าจะต้องเปื้อนเลือดสกปรกของเจ้า แต่ช่วยไม่ได้เพราะพวกเจ้ารนหาที่ตายเอง เจ้าจะเป็นคนแรกที่ข้าจะสังหารภายในสำนักเทียนอี้”

            ในขณะนั้นหลินเฟิงก็ดึงดาบอ่อนที่เอวออกมาอย่างช้าๆ ใบดาบสะท้อนแสงสีเงินออกมา ทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าต้องหรี่ตาลงเพราะแสบตา

            เมื่อได้ยินหลินเฟิงบอกว่าจะสังหารตัวเองชายชุดดำก็ยิ่งเขยิบเข้าไปใกล้ชุยถิง

            “ช่างขี้ขลาดอะไรเช่นนี้ ไอ้สวะเอ๊ย!” หลิ่วเฟยตะโกนด่าชายชุดดำที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของชุยถิงดวงตาของนางฉายแววดูแคลนออกมา ตอนที่มันคิดว่านางคือหลินเฟิงนางต้องเผชิญกับคำด่ามากมายจากปากของมัน ไหนจะคำท้าทายที่กวนประสาทนั่นอีกแต่พอเผชิญหน้ากับหลินเฟิงจริงๆ มันกลับวิ่งไปหลบหลังคนอื่นเนี่ยนะ ไอ้สารเลวเอ๊ย!!!

            เมื่อได้ยินคำด่าของหลิ่วเฟย ชายชุดดำก็ต้องอับอายขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

            เขาเองก็เกลียดตัวเองเช่นกัน ทำไมพอเห็นหลินเฟิงอยู่ตรงหน้าถึงได้ตัวสั่นด้วยความกลัว กระทั่งไม่กล้าพูดอะไรออกมา

            “เจ้าไม่สามารถสังหารเขาได้”

            ชุยถิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าของชายชุดดำก็เปิดปากพูดออกมา

            “มันจะต้องตาย”

            หลินเฟิงกล่าวขณะเดินไปข้างหน้า เขาปลดปล่อยอำนาจแห่งดาบมหาศาลก่อให้เกิดลมพายุขึ้นในอากาศพร้อมเสียงฉีกขาดของบรรยากาศ อำนาจแห่งดาบได้ผสานเข้ากับจิตสังหารอันเย็นเยือก

            “อำนาจแห่งดาบ”

            รูม่านตาของชายชุดดำพลันหดลง คาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมีอำนาจแห่งดาบนอกจากนี้เขายังอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ไม่ใช่ขั้นที่ 3ตามที่ชายชุดดำกล่าวอ้าง

            “ไร้ประโยชน์จริงๆ!”

            ชุยถิงแอบด่าชายชุดดำในใจอย่างโมโหก่อนหน้านี้เขายังเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง ต่อให้ต้องเผชิญกับผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่4 ด้วยกัน ก็ยังสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ แต่นี่...

            ชุยถิงไม่ต้องการต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ที่สามารถใช้อำนาจแห่งดาบได้ แม้จะมั่นใจว่าตัวเองอาจจะเอาชนะอีกฝ่ายได้แต่ความเป็นไปได้ก็ต่ำมากเพราะช่องว่างระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 และผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ที่สามารถใช้อำนาจแห่งดาบได้  มันต่างกันเกินไป

            “หลบไป”

            ดาบอ่อนในมือของหลินเฟิงปักลงที่พื้น ทำให้เกิดเสียงสะท้อนดังกึกก้องขึ้นมาขณะที่ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววเย็นชา

            เมื่อชุยถิงรู้สึกได้ถึงอำนาจแห่งดาบที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นสีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปฉับพลัน สุดท้ายความเชื่อมั่นของเขาก็ถูกอีกฝ่ายบดขยี้จนแหลกสลายทักษะการควบคุมอำนาจแห่งดาบของหลินเฟิงช่างน่ากลัวนักเกรงว่าผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 คงไม่สามารถต่อกรกับหลินเฟิงได้

            “ถึงแม้ว่าพลังของข้าจะไม่อาจเทียบเจ้าและไม่สามารถต้านทานเจ้าได้แต่เจ้าก็ไม่สามารถสังหารเขาได้!!!”

            ชุยถิงยืนนิ่งอยู่กับที่จ้องหลินเฟิงเขม็ง

            ประโยคนี้ทำให้ชายหนุ่มชุดดำที่หลบอยู่ด้านหลังของเขาตัวสั่นขึ้นมาชุยถิงบอกว่า พลังของเขาเทียบกับหลินเฟิงไม่ได้และไม่สามารถต้านทานหลินเฟิงได้

            ความกลัวพลันเกิดขึ้นในใจ ถึงแม้ว่าจะหลบอยู่ข้างหลัง แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยือกได้อยู่ดี

            “วันนี้จะไม่มีใครช่วยเจ้าได้”

            หลินเฟิงกล่าวขณะปลดปล่อยลมปราณอันเยือกเย็นออกมา ก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าและตวัดดาบฟัน

            เมื่อชุยถิงเห็นการโจมตีนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองคงต้านทานไว้ไม่ได้เห็นทีเขาคงปกป้องน้องชายต่างมารดาของเฮยม่อไว้ไม่ได้ เมื่อคิดถึงจุดนี้ชุยถิงก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้

            ชุยถิงทะยานร่างหลบไปอยู่ด้านข้างทันที

            ถึงแม้ว่าเฮยม่อจะไม่อยากให้ชายชุดดำคนนี้ตาย แต่ชุยถิงก็รู้ดีว่าถ้าให้เลือกระหว่างชีวิตของชายชุดดำกับเขา เฮยม่อคงไม่อยากเห็นเขาตายมากกว่า

            เมื่อชุยถิงหลบ ชายชุดดำก็เห็นดาบของหลินเฟิงฟันเข้ามาอย่างชัดเจน

            ดาบของหลินเฟิงเล็งมาที่ลำคอของเขาขณะที่คลื่นดาบก็ไหลมารวมตัวกันอยู่ที่ดาบ เพียงแค่ฟันแบบธรรมดาๆชายชุดดำก็คงตายอย่างน่าอนาถแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดาบที่มีคลื่นดาบอยู่ภายในเลย  

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน