บทที่ 37
จิตใจอันบริสุทธิ์ของศิษย์พี่ฉู่ซิว
ที่ลานกว้างไท่ซู่ ผู้คนพากันฮือฮา
“ศิษย์พี่ฉู่ซิวยังคงอยู่ในขอบเขตกงล้อสมุทรอยู่มิใช่หรือ? ไอ้เผ่ามารที่ถูกเขาสังหารมิได้อยู่ในขอบเขตเสินเฉียวหรอกหรือ? หรือแท้จริงแล้วพวกมันอยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐานกันแน่?”
“เขาเป็นนักรบผู้แข็งแกร่ง สามารถสังหารพวกเผ่ามารจนมิอาจส่งเสียงร้องได้ด้วยซ้ำ” เมื่อข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นในแดนลับหวงเหยาแพร่สะพัดไป ก็ยิ่งมีผู้บำเพ็ญมากมายรีบมุ่งหน้ามายังลานกว้างไท่ซู่
ผู้คนมองไปยังเงาร่างที่ปรากฏในห้วงอวกาศ ดุจเทพเจ้าและปีศาจในเวลาเดียวกัน จิตสังหารแผ่ไปทั่วทิศ จนทำให้ทุกคนต่างก็อุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
“ท่านจอมเทพ เราควรจะเปิดประตูส่งตัวของแดนลับก่อนกำหนด เพื่อให้ลูกศิษย์ทั้งหลายกลับมาก่อนหรือไม่?” เฉียวเหมิงเตี๋ยเอียงศีรษะ ถามด้วยเสียงแผ่วเบา
ไท่ซู่จื่อจ้องมองไปยังฉู่ซิว ในดวงตาคู่นั้นมีดวงดาวนับไม่ถ้วนกำเนิดและดับสูญ ราวกับมองทะลุผ่านกาลเวลาอันยาวนานนับพันปี วิธีการเคลื่อนไหวร่างกายของเขา หรือว่าจะเป็นวิชาอักขระลับสิงจื่อ
“ท่านจอมเทพ?” เมื่อเห็นไท่ซู่จื่อไม่ตอบ เฉียวเหมิงเตี๋ยอดไม่ไหว จึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
ไท่ซู่จื่อหยักมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนยิ้มแต่ไม่ใช่ “ทำไม? เจ้ากลัวว่าศิษย์ของเจ้าจะเป็นอันตรายหรือ?” เฉียวเหมิงเตี๋ยใบหน้างามแดงก่ำ ในใจด่าทอ! นางไม่ได้เป็นห่วงศิษย์ตัวแสบนั่น นางเพียงแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของศิษย์คนอื่นเท่านั้นเอง
“อย่าร้อนใจไปเลย ข้าจัดการไปแล้ว อย่างมากก็ไม่เกินสองวัน ประตูส่งตัวก็จะเชื่อมต่อกับแดนลับได้”
“แต่ว่า ! จำนวนเผ่ามารมีมากเกินไป ข้ากลัวพวกเขาจะไม่สามารถยืนหยัดได้นานขนาดนั้น” โม่เฟยเหยียนพูดแทรกอย่างหมดหนทาง
“หากแม้แต่สองวันยังยืนหยัดไม่ได้ นั่นก็น่าผิดหวังเกินไปแล้ว” ไท่ซู่จื่อถอนหายใจเบา ๆ
ภายในแดนลับหวงเหยา
ฉู่ซิว บีบคอมารที่มีใบหน้าเหมือนลิงตัวสุดท้ายจนได้ยินเสียงกระดูกที่ถูกหักราวกับกิ่งไม้ แม้จะออกแรงเพียงเล็กน้อยแต่มือแกร่งก็บีบคอจนกลายเป็นเนื้อเละ ๆ ก่อนที่จะโยนศพเหล่าพวกเผ่ามารทิ้งไปบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาหมุนตัวเดินไปหาซูหรูเสวี่ย
ซูหรูเสวี่ยร่างระหงอ่อนยวบ กอดศิษย์น้องนั่งลงบนพื้นหญ้า นางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ศิษย์พี่ฉู่ซิวผู้นี้หรือว่าเป็นปีศาจกลับชาติมาเกิด ?
แข็งแกร่งจริง ๆ แข็งแกร่งจนทำให้ใจสั่นสะท้าน
“ศิษย์น้องไม่ไรใช่หรือไม่?” ฉู่ซิวสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่ซูหรูเสวี่ยส่ายหน้า ลืมตาอย่างอ่อนล้าริมฝีปากแห้งแตก
“ศิษย์พี่ฉู่ช่วยชีวิตข้าไว้ หรูเสวี่ยซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
“พวกเจ้าบาดเจ็บสาหัสยิ่งนัก” ร่างสูงกล่าว ก่อนที่เขาจะแบมือหยิบสมุนไพรวิเศษสองต้นส่งให้นาง
สมุนไพรวิเศษมีรัศมีเจิดจ้า หอมกรุ่นไปไกลนับร้อยลี้...
“สมุนไพรวิเศษ คุณภาพปฐพี” ใบหน้าของซูหรูเสวี่ยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“นี่… นี่เขา?” ที่ลานกว้างไท่ซู่ก็เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม พวกศิษย์จำนวนหนึ่ง ชัดเจนว่าตกใจกับความใจกว้างของฉู่ซิว ออกมือช่วยเหลือคราหนึ่งก็เป็นถึงสมุนไพรวิเศษคุณภาพปฐพีถึงสองต้น?
ศิษย์พี่ฉู่ซิวท่านนี้ช่างใจกว้างเกินไปแล้ว เห็นแล้วอยากผูกมิตรกับเขาจริง ๆ ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด เพียงแค่อยากเห็นสมุรไพรวิเศษคุณภาพปฐพีเท่านั้นเอง
“ศิษย์พี่… สิ่งนี้มีค่ามากเกินไป” ซูหรูเสวี่ยส่ายหน้าไม่หยุด ไม่ยอมรับสมุนไพรวิเศษสองต้นนี้ ฉู่ซิวไร้คำพูดใดใด เพราะในใจรู้ดีอยู่แล้วว่าในถุงเก็บของของตนเองก็มีแค่สองต้นนี้ที่แย่ที่สุดแล้ว
เขาประคองซูหรูเสวี่ยลุกขึ้น ใบหน้าซีดเซียวของซูหรูเสวี่ยปรากฏริ้วแดงระเรื่อ
ฉู่ซิวยิ้มอย่างอบอุ่นบนใบหน้าหล่อเหลา กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ศิษย์น้องหญิงมิต้องเกรงใจ ภายในแดนลับตอนนี้พวกเผ่ามารกำลังก่อความวุ่นวาย วิกฤตรุมเร้าเช่นนี้หากมิรีบรักษาบาดแผลโดยเร็ว เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ เจ้าไม่คิดถึงตนเองอย่างน้อยก็ต้องคิดถึงศิษย์น้องของเจ้าสิ!”
“อย่างมาก หากเราออกไปข้างนอกแล้ว เจ้าค่อยคืนให้ข้าก็ได้”
ซูหรูเสวี่ยได้ยินดังนั้น นางก็มองดูน้องหญิงในอ้อมกอดที่ลมหายใจแผ่วเบาเต็มที แล้วขบริมฝีปากเบา ๆ พยักหน้า รับสมุนไพรวิเศษทั้งสองต้นนี้มา
“ขอบคุณศิษย์พี่ ซูหรูเสวี่ยจะจดจำบุญคุณนี้ไว้มิลืม!” เมื่อมองภาพสองคนที่ดูเหมือนคู่รักอยู่ตรงหน้า
เฉียวเหมิงเตี๋ยกำหมัดแน่น ในใจด่าว่า ‘ศิษย์ชั่ว!!’
“อืม ไม่เลว!” ไท่ซู่จื่อพยักหน้า อ่านริมฝีปากของทั้งสองคน นางก็รู้เนื้อหาบทสนทนาทั้งหมดแล้ว
สำหรับ ฉู่ซิวศิษย์ที่ใจดีและมีพรสวรรค์เหนือผู้ใด นางย่อมพอใจเป็นอย่างมาก มือขาวโบกไปในห้วงอากาศ ภาพที่สะท้อนเปลี่ยนไป ปรากฎทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง
เย่ฝานกำลังถูกเผ่ามารไล่ล่าอยู่ในสภาพย่ำแย่
ภาพเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ศิษย์คนแล้วคนเล่า ถูกเหล่ามารไล่จับ เหตุการณ์โหดเหี้ยม น่าสังเวชยิ่งนัก แต่ก็มีศิษย์ที่ไม่ยอมแพ้ เลือดท่วมกายแต่ยังคงยืนหยัดต่อสู้กับเหล่ามาร
แม้แต่เฉียวเหมิงเตี๋ยก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
บรรดาลูกศิษย์ในลานมองจนตาแดงก่ำ กำหมัดแน่น
“ไอ้พวกเผ่ามาร สัตว์ร้ายพวกนี้ควรตายให้หมด”
“รอให้ข้าบรรลุขอบเขตสูง ๆ ข้าจะไปที่กำแพงเทียนหยวนเพื่อฆ่าไอ้พวกเผ่ามารป่าเถื่อนนี่ให้หมด”
“พวกมันทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ของพวกเราเสียหน้า แม้แต่พวกเผ่ามารในแดนลับ! ศิษย์ของพวกเราก็ยังสู้ไม่ได้” ลูกศิษย์สายตรงจากขอบเขตเต๋ากง ผู้มีอารมณ์ร้อนแรงพูดด้วยสีหน้าผิดหวังที่เหล็ก มิอาจกลายเป็นเหล็กกล้า
“ก็ไม่อาจโทษศิษย์เหล่านั้นได้ จำนวนเผ่ามารในแดนลับมีมากเกินไปจริง ๆ”ท่ามกลางฝูงชน
เถาเหยามองตรงไปยังท้องฟ้า พึมพำอธิษฐาน “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ” ทุกคนในแดนลับตายได้ แต่ศิษย์พี่ใหญ่ของนางต้องไม่เป็นอะไร
“ข้าเชื่อว่า ศิษย์พี่ใหญ่ฉู่ซิวจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” เงาหญิงสาวปรากฏขึ้นข้างกายนางโดยไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ฉู่เซียวหราน เจ้ายังกล้าโผล่หน้ามาอีกรึ!” น้ำเสียงของเถาเหยาเย็นชาลง
“อย่าคิดว่าเพียงเพราะท่านฝึกวิชาหมื่นบุปผาเทวาแล้วข้าจะทำอะไรท่านไม่ได้”
“เฮอะ ๆ” ฉู่เซียวหรานมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวราวหยก เอวบางจับได้ในกำมือเดียว อ่อนนุ่มไร้กระดูก ดวงตาเฉียงเล็กน้อย แก้มราวลูกท้อ ยิ้มเล็กน้อยราวกับดอกไม้นานาพันธุ์ผลิบาน
“ศิษย์พี่เถาเหยา อย่าชอบใช้ดาบใช้หอกนักเลย ไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของสุภาพสตรีเลยแม้แต่น้อย” เถาเหยาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะเย็นชา ไม่อยากจะสนใจนาง
“แม่ง! เหตุใดไอ้ฉู่ซิวยังไม่ตายอีก?” เจียนหลิงอวิ๋นใบหน้าดูหมองคล้ำ
“อาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์ประหลาดในแดนลับก็ได้!” เซียวอี้เฟิงสีหน้าก็ไม่ค่อยดีนัก
“หวังว่าเขาจะตายเร็ว ๆ นี้ก็แล้วกัน” ดูท่าแล้ว หากฉู่ซิวไม่ตายเขาคงนอนไม่หลับ โดยเฉพาะช่วงนี้ เขารู้สึกว่าร่างกายของตนเองผิดปกติมาก ตอนที่เขากับเหรินหงอิงศิษย์น้องร่วมสำนักบรรเลงเพลงรักกันบนเตียง แม้แต่ยกหัวขึ้นเขายังทำมิได้ด้วยซ้ำ
พอนึกถึงสายตาประหลาดของน้องสาวร่วมสำนัก เขาก็รู้สึกอึดอัด และเสียอารมณ์สุด ๆ
อารมณ์ยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อย ๆ ไม่กี่วันก่อน น้องชายร่วมสำนักคนหนึ่งพูดผิดไปประโยคเดียว ก็ถูกเขาทุบจนขาหักทั้งสองข้าง ตอนนี้ศิษย์ฝึกหัดของยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาอีก กลัวจะถูกเขาทำร้าย
ณ แดนลับหวงเหยา
ฉู่ซิวเหลือบมองดวงตาขนาดยักษ์บนท้องฟ้าด้วยหางตา เขายืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อปกป้องซูหรูเสวี่ยและน้องสาวร่วมสำนักของนาง สมุนไพรวิเศษคุณภาพปฐพี ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ
ราวๆ สามชั่วยามผ่านไป
ใบหน้าซีดเผือดของทั้งสองนางก็ค่อย ๆ มีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง อาการบาดเจ็บดีขึ้นเป็นอันมาก
“ขอบคุณศิษย์พี่…” สองนางลุกขึ้น คำนับฉู่ซิวอย่างงดงาม ฉู่ซิวยิ้มน้อย ๆ พลางพยักหน้ากล่าวว่า
“ในเมื่อภายนอกรับรู้ถึงเหตุการณ์ผิดปกติในแดนลับแล้ว ย่อมต้องเปิดประตูส่งตัวก่อนกำหนดแน่นอน”
“อาการบาดเจ็บของพวกเจ้ายังไม่หายดี ไปรอที่ลานส่งตัวก่อนเถิด!” ซูหรูเสวี่ยเม้มปากอิ่มเล็กน้อย พลางถามว่า “ศิษย์พี่จะไม่ไปกับพวกข้าหรือ?”
“ไม่ละ ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการอยู่”
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“ถึงเวลาต้องจากกันแล้ว” ฉู่ซิวทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง จากนั้นก็ใช้วิชาอักขระลับ เพียงชั่วพริบตาก็หายตัวไปจากตรงนั้น ไร้ร่องรอยให้ติดตาม
“รวดเร็วยิ่งนัก” เถาหยวนอุทานด้วยความตกใจ
“ศิษย์พี่ฉู่จากไปแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นานนัก” ดวงตาของซูหรูเสวี่ยปรากฏแววตาแปลกประหลาด
“หึ!” เถาอวี้ตอบรับ อยากจะหยิบเรือบินออกมา
“เรือบิน บินอยู่บนฟ้า ตกเป็นเป้าง่ายดายเกินไป” ซูหรูเสวี่ยส่ายหัวห้ามนาง
“เช่นนั้นพวกเราเดินไปที่ลานส่งตัว เวลาน่าจะเพียงพอ”
“ทราบเจ้าค่ะ”
“คิกคิก ศิษย์พี่ฉู่ผู้นั้นไม่เพียงแต่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นคนดีมากเลยนะ ท่านว่าไหมศิษย์พี่หญิง...” เถาอวี้ยิ้มอย่างคลุมเครือ
“พอได้แล้ว!”