“เงียบ!”
มือหนาของเงาตะคุ่มที่รวบตัวเธอไว้ทั้งยังปิดปากและจมูกของเธอจนแทบหายใจไม่ออกและด้วยความใก็ทำให้เธอดิ้นอย่างแรงเพื่อให้หลุดจากมือนั้นทันที
“องค์หญิงข้าขอเตือนว่าอย่าทำให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้”น้ำเสียงดุดันที่คุ้นหูทำให้เธอชะงักก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้ว่าใครมาค้างที่ห้องเธอเมื่อคืนนี้
เฟิงหลง!
มือแกร่งของเขาปล่อยมือจากตัวเธอทันทีที่เห็นเธอหยุดดิ้นแล้วเขาก็หันไปดึงเชือกผูกเสื้อออกถึงแม้ว่าเขาจะยังมีเสื้อสีขาวอยู่บนตัวแต่สาบเสื้อที่แยกออกจากกันจนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อก็ทำให้เธอต้องเบือนหน้าหนีทันที
ผู้ชายบ้าอะไร...หุ่นดีชะมัดขนาดว่าเธอเห็นคนไข้ถอดเสื้อจนชิน แต่ก็ยังอดหน้าแดงไม่ได้
“ถอดชุดของท่านออกซะอีกไม่นานถงกูกูคงเข้ามา”คำพูดของเขาทำให้เธอเบิกตากว้างอย่างใเพราะไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยถึงชื่อถงกูกูขึ้นมา
นี่เขา...รู้เื่ถงกูกูได้ยังไง!
“องค์หญิง” น้ำเสียงดุ ๆของเฟิงหลงทำให้เธอต้องกลั้นใจดึงเชือกของผ้าผูกเอวออกก่อนที่จะชะงักเมื่อเห็นว่าเขายังคงมองเธอนิ่ง
“หันไปทางโน้นซิไหนว่าไม่อยากแตะต้องข้าไง”น้ำเสียงกระแทกกระทั้นของเธอทำให้เฟิงหลงหันหน้าไปอีกทางทันที
เธอรีบซ่อนตลับยาสงบจิตไว้ขอบเตียงอย่างเนียนๆ แล้วจึงปลดชุดนอกจนหมดแล้วจึงซุกตัวลงใต้ผ้าห่มอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงเหลือบมองมาทางเธอนิดก่อนที่เขาจะโยนเสื้อผ้าลงไปข้างเตียงแล้วดึงเธอไปกอดหลวม ๆ
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทำให้เธอพยายามขืนตัวออกแต่ทว่าเฟิงหลงกลับก้มหน้าลงไล้จมูกไปตามซอกคอของเธอและสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง
“นี่ท่าน! ปล่อยข้านะ”เธอรีบผลักหน้าเขาออก แต่เฟิงหลงกลับดึงมือเธอไว้แล้วแนบหน้าลงบนลำคอเธอก่อนที่ความเจ็บจี๊ดจะแล่นปราดขึ้นมา
“อ๊ะ...”
“อุ๊ยตาย!หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ”เสียงอุทานของถงกูกูที่ดังออกมาจากด้านหน้าเตียงทำให้เธอชะงักและหันมองถงกูกูที่มายืนแทบจะชิดเตียงแล้วจ้องมาที่เธอกับเฟิงหลงด้วยดวงตาเป็ประกายซึ่งแตกต่างจากคำพูดของนางลิบลับ
พอเหลือบคนที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นมาจากลำคอเธอและมองเธอด้วยแววตาประหลาดแล้วรีบถอยห่างจากเขาทันที
ดวงตาของถงกูกูกวาดตามองไปทั่วเตียงแล้วจึงมาหยุดตรงคอเธอก่อนที่นางจะยิ้มกว้างออกมาจนเธอหน้าร้อนผ่าวเมื่อนึกขึ้นได้ว่ารอยนั้นเกิดขึ้นจากใคร!
เฟิงหลงเหลือบมองคนที่ขดตัวอยู่มุมเตียงแล้วหันไปมองถงกูกูที่ยืนยิ้มเขาทำหน้านิ่งแล้วผูกเชือกเสื้อจงอีให้เรียบร้อยก่อนที่จะคว้าชุดนอกแล้วเดินไปยืนที่มุมหนึ่งของห้องนอนพลางมองเหล่านางกำนัลที่พากันเข้าไปดูแลองค์หญิงิจูที่เตียง
องค์หญิงหรงซี...เป็รางวัลที่เขาไม่ควรแตะต้องมากที่สุดหากเขาไม่อยากโดนราชวงศ์ควบคุมทุกอย่างก้าว!
แต่ทว่ากลิ่นดอกจือจื่อฮวาที่หอมแปลกจากกายนางนั้นยังคงติดจมูกและทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและ...โหยหา
“อะแฮ่ม... เอ่อ...นายท่านเ้าค่ะ” เสียงของแม่นมโจวที่ดังมาจากข้าง ๆทำให้เขาได้สติกลับมาและหันไปมองนางที่ยืนยิ้มบาง ๆ
“มีอะไร?”
“ไท่ฟูเหรินให้มาเรียนว่าเกากงกงกำลังเดินทางมาเ้าค่ะอีกชั่วครู่คงจะถึงและฮ่องเต้ทรงมีราชโองการถึงนายท่านเ้าค่ะ!”
เขาขมวดคิ้วอย่างข้องใจเพราะตอนนี้สถานการณ์แถวชายแดนยังคงเรียบร้อยดีจึงไม่น่าจะมีราชโองการด่วนได้แต่ถึงกระนั้นเขาก็พยักหน้ารับและเดินออกจากเรือนกลางไปโดยไม่พูดอะไร
เื่นี้คงไม่ปกติ!
“คารวะองค์หญิงิจูแม่ทัพใหญ่และจางไท่ฟูเหริน”เสียงของเกากงกงที่เพิ่งมาถึงพร้อมกับราชโองการทำให้เธออดที่จะขมวดคิ้วอย่างสงสัยไม่ได้
เกิดเื่อะไรขึ้น?
ทำไมฮ่องเต้ถึงได้รีบร้อนออกราชโองการมาถึงเฟิงหลงโดยที่ไม่รอให้ถึงเวลาว่าราชการที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
“เชิญ ท่านเกากงกงเถิด”เฟิงหลงสะบัดผ้าคลุมดังฟับก่อนที่จะคุกเข่าลงด้วยมาดแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่จนเธอได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ
นี่ถ้าเธอไม่ได้โดนเขาขู่มาเมื่อเช้านี้ล่ะก็เธออาจจะลืมและกรี๊ดเขาเหมือนเวลาที่เห็นพวกไอดอลเกาหลีก็ได้
“องค์หญิงิจูองค์หญิงเ้าค่ะ” เสียงของจื้อหลานที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ เธอทำให้เธอรู้สึกตัวแล้วเธอพบว่าเธอตกเป็เป้าสายตาของคนทั้งห้องเพราะเป็คนเดียวที่ยังยืนอยู่
เฮ้อ...ไม่คิดเลยว่าเธอจะได้ลองใช้ชีวิตอย่างตัวละครที่เธอเคยเห็นในหนังจีนที่อาม่าชอบดูตอนเธอเด็กๆ!
จะว่าไปก็สนุกดีแฮะ...
ทว่าสายตาคมกริบของเฟิงหลงที่เหลือบมองมาทำให้เธอต้องรีบตีสีหน้าเรียบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้และรีบคุกเข่าลงพลางก้มหน้าเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าเธอกำลังกลั้นยิ้ม
“ฮ่องเต้มีราชโองการให้ติ้งหย่วนโหวจางเฟิงหลงนำหมอหลวงกับทหารไปควบคุมโรคระบาดที่เมืองหนานและขอให้ท่านโหวจงรีบเดินทางให้เร็วที่สุดจบราชโองการ”
ทันทีที่สิ้นเสียงเกากงกงความเงียบก็เข้าปกคลุมห้องทั้งห้องทันทีหลายคนในห้องมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจในราชโองการครั้งนี้
แม้ว่าโรคระบาดที่เมืองหนานนั้นเป็ข่าวลือมาสักพักแล้วแต่มันก็ยังไม่ใช่เื่ใหญ่จนทำให้คนที่มีตำแหน่งเป็ถึงติ้งหย่วนโหวเป็คนไปจัดการ
ทว่ากลับมีเสียงห้าวทุ้มของคนที่ได้รับราชโองการกลับตอบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“กระหม่อมรับราชโองการขอให้ฮ่องเต้อายุยืนหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” เฟิงหลงยื่นมือไปรับราชโองการจาก
เกากงกงด้วยใบหน้านิ่งสนิทแล้วยืนขึ้นพร้อมกับคนอื่น ๆ
“เสร็จธุระแล้วข้าน้อยคงต้องขอตัวกลับก่อน ข้าน้อยขอคารวะทุกท่าน” เกากงกงคำนับพวกเธอก่อนที่จะเดินออกไปโดยทิ้งความหนักอึ้งไว้เื้ั
ทันทีที่กงกงคนสนิทของฮ่องเต้จากไปไท่ฟูเหรินก็มองเฟิงหลงแล้วถอนหายใจยาวออก
“เฟิงหลงแม่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็เ้าที่ต้องเป็คนคุมหมอหลวงไปเื่นี้ควรเป็แค่แม่ทัพเล็ก ๆ ที่...”เสียงของไท่ฟูเหรินหายไปเมื่อนางเห็นเฟิงหลงเหลือบมองเธอที่นั่งอยู่ด้วย
“นี่คือพระบัญชาของฮ่องเต้ฝ่าาคงวินิจฉัยดีแล้ว” เฟิงหลงพูดเพียงเท่านั้นเขาก็ตัดบทด้วยการยืนขึ้นแล้วเดินไปสั่งการคนสนิทให้เตรียมตัว
ส่วนไท่ฟูเหรินก็ตวัดสายตามองมาเธอชั่วแวบแล้วก็เดินออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไรต่อและนั้นทำให้เธอจำต้องรีบออกมาจากเรือนนั้นโดยเร็วพร้อมกับจื้อหลาน
หลังจากนั้นเพียงแค่สองสามวันเฟิงหลงก็พาทหารจำนวนหนึ่งพร้อมหมอหลวงกลุ่มหนึ่งเดินทางไปยังเมืองหนานตามพระบัญชา
เวลาผ่านไปเกือบเดือนแต่ข่าวของโรคระบาดก็ยังไม่ดีขึ้นเลยข่าวลือเื่โรคระบาดที่ขยายวงกว้างขึ้นกระพือกลับมาถึงเมืองหลวงและสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านเป็อย่างมาก
นี่ยังไม่รวมข่าวลือเื่การลงโทษเฟิงหลงหากเขาทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จและนับวันข่าวนั้นก็ยิ่งทวีแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนทางด้านไท่ฟูเหรินก็เงียบลงทุกวันแถม่หลัง ๆมาโรคความดันสูงที่เคยดีขึ้นก็เริ่มทรุดลงแทนที่จะดีขึ้นแม้ว่าจะรักษาอย่างต่อเนื่อง
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็คงปฏิบัติตัวกับเธอแบบเดิมจนเธอนึกอ่อนใจกับความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอน ๆ ระหว่างเธอกับไท่ฟูเหริน
ช่างเถอะ...ตัวเธอเองก็ไม่ได้อยากเป็สะใภ้นางจริง ๆ สักหน่อย
การเรียนแพทย์ของเธอหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลังจากที่เธอโดนสั่งให้อ่านแต่หนังสือและจำสมุนไพรต่าง ๆ มาหลายเดือนตอนนี้หมอลู่ก็ได้เริ่มสอนวิธีการจับชีพจรให้เธอแล้ว
“องค์หญิงท่านอ่านหนังสือเล่มนี้ไปก่อน เดียวข้ามา”หมอลู่ยื่นหนังสือแพทย์เล่มหนึ่งมาให้เธอแล้วเดินไปหากลุ่มหมอหลวงหลายคนที่มายืนออกกันอยู่หน้าเรือนยาของหมอลู่
เธอเหลือบมองสีหน้าเคร่งเครียดของเหล่าหมอหลวงที่ยืนคุยกันแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าโรคระบาดที่เมืองหนานนั้นคงวิกฤตหนักมากจริงๆ
หลังจากนั้นไม่นานหมอลู่ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีจนเห็นได้ชัดเขานั่งลงแล้วหลับตานิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะลืมตาขึ้นแล้วจึงหันถามเธอ
“องค์หญิงหากข้าจะขออนุญาตท่านไปช่วยรักษาคนไข้ที่เมืองหนานได้หรือไม่”
“ยังหาสาเหตุของโรคระบาดไม่เจออีกหรือ”
“ยังเลยขอรับ”
“แล้วพวกท่านจะทำยังไงต่อ?”
“ถ้าภายในสองสัปดาห์นี้ยังควบคุมโรคไม่ได้ทางการจะปิดตายเมืองนี้ไม่ให้คนเข้าออก”คำตอบของหมอลู่กับให้เธอเบิกตากว้างอย่างใ
“ท่านหมอลู่นี่ท่านกำลังจะบอกว่า...ทางการจะทิ้งคนป่วยให้ตายในนั้นหรือ”เธอมองหมอลู่ที่ก้มหน้าลงแต่ไม่พูดอะไรออกมาแล้วใจหายวาบ
ไม่ได้!พวกเขาจะปล่อยให้คนนอนรอความตายได้อย่างไร?!
“นี่ท่าน...”
“มีคำสั่งลงมาแล้ว...”น้ำเสียงอ่อนล้าของหมอลู่ทำให้เธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ คล้ายคนที่ตัดสินใจแล้ว
“ท่านน้าลู่เมื่อกี้ท่านบอกว่าจะไปเมืองหนานใช่หรือไม่ ถ้างั้น...ข้าไปด้วยนะ!”