บทที่35
เมืองหลวง ภัตตาคาร พี่ชาย
ท่าเรือของเทียนเฉวียนมีเรือเข้าออกมากมายพวกเราบอกลาสารถีที่ท่าเรือแล้วขึ้นเรือสำเภาลำไม่ใหญ่มากแต่มีพื้นที่สำหรับโดยสารอยู่ใต้ท้องเรือและมีดาดฟ้าเรือสองชั้นไว้สำหรับให้แขกพักผ่อนหย่อนใจ
จะว่าเป็นเรือสำเภามันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว มันดูเหมือนเรือท่องเที่ยวล่องน้ำมากกว่าจะเป็นเรือขนส่งผู้โดยสาร
คุเรไนเกาะกราบเรือ มองชายฝั่งค่อยๆไหลผ่านไป
“...ราบรื่นจนสงบใจไม่ได้เลย”เขาพึมพำ
“ราบรื่นไม่ดีรึ?”
“ตีความได้ว่าพวกนั้นรามือจากข้าเพื่อไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่ หรือพุ่งเป้าไปที่ทูตคนอื่นก่อนออกมา ข้าติดต่อสถานทูตให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยแล้ว แต่ไม่รู้จะช่วยได้หรือไม่”เขาถอนหายใจยาว “ทางอี้เหิงไม่ได้อะไรจากหวังจื้อเลยรึ?”
“ไม่มีข่าวเลย หากรู้ทีหลังว่าหวังจื้อกัดลิ้นตายระหว่างถูกคุมขังข้าจะไม่แปลกใจ” หนิงหลงพูดเสียงเรียบ “ข้าไม่สบายใจพอๆ กับเจ้ายิ่งเมื่อมีข่าวลือเรื่องการผลัดแผ่นดิน...”
“เจ้าพอรู้ไหมว่าโอรสสวรรค์องค์ต่อไปเป็นผู้ใด?เป็นบุคคลเช่นไร?”
“จะมีใครทราบบ้างนอกจากคนในวังแต่ข้าได้ข่าวว่าคงไม่ใช่ราชบุตรลำดับที่หนึ่งหรือสอง”
“ข้ามไปที่สามเลยรึ น่าสน...”
หลังคุยกันไปสักพัก หนิงหลงหันมาหาฉัน
“เจ้าอยากลงไปข้างล่างไหม?บนนี้ลมเย็น”
ฉันส่ายหน้าเพราะกลัวเมาเรือและฉันยังอยากมองทิวทัศน์ริมฝั่งทะเลสาบเป๋ยโต่วยามค่ำอีกสักหน่อยมองเห็นผืนน้ำสีดำมืดสะท้อนแสงวิบวับของตะเกียงและโคมริมฝั่งผู้คนเดินใช้จ่ายที่ตลาดริมน้ำ ยิ่งเรือเคลื่อนไปไกลเท่าไร แสงยิ่งมืดลงจนเหลือเพียงแสงดาวสีขาวบนฟากฟ้าและหนิงหลงก็คะยั้นคะยอให้ฉันลงไปข้างล่างได้แล้ว เดี๋ยวเป็นไข้
“สงบแบบนี้เจ้าคงชอบแม่นางของเจ้าจะได้ปลอดภัย” คุเรไนยิ้มพลางโบกมือ “พวกเจ้าไปก่อนเลยข้าขออยู่ตรงนี้อีกสักหน่อย”
“เจ้าแน่ใจรึ?”
“ข้าอยากมองดาว” คุเรไนกล่าวหนิงหลงจึงจับต้นแขนฉันเบาๆ ความกังวลจากชายหนุ่มส่งผ่านมาถึงฉันแต่อย่างน้อยฉันสัมผัสถึงเจตนาร้ายไม่ได้จากคนแถวนี้
การเดินทางผ่านไปอย่างไร้อุปสรรค เรามาถึงท่าเรือที่เทียนซูในตอนเช้าและเริ่มหารถเพื่อออกเดินทางสู่ตัวเมืองหลวง
หนิงหลงวางแผนจะไปพบกับหนิงเฉิงผู้เป็นพี่ชายก่อนเพื่อถามไถ่สถานการณ์โดยรวมหากมีอะไรจะได้ช่วยกันระวังไว้ก่อน จากนั้นคุเรไนจะเดินทางไปที่อนาตอเลยาต่อเขาไม่ได้บอกว่าจะไปทำอะไรและฉันก็ไม่ได้ถาม
อากาศหนาวจนแค่ออกมาข้างนอกยังตัวสั่นหนิงหลงแวะเข้าไปซื้อเสื้อคลุมตัวหนามาให้จากร้านเสื้อผ้าและฉันใช้เวลาทั้งวันห่อตัวอยู่ในเสื้อคลุม
พวกเรานั่งรถเงียบๆ เห็นหนิงหลงเหม่อมองออกด้านนอกพอรู้ตัวว่าโดนมอง ชายหนุ่มหันมาหาฉัน
“มีอะไรรึ?”
ฉันส่ายหน้าคิดว่าควรชวนเขาคุยจึงหยิบพัดขึ้นมา
“กำแพงที่ท่านเจอกับซูเหลียงอยู่ที่นี่เหรอคะ?”
“อืม” เขาตอบรับในลำคอ“อยู่ขึ้นเหนือไปอีก ห่างไปไกลอยู่เราไม่ค่อยอยากตั้งเมืองหลวงชิดกับด่านเท่าไรนัก”
“ตอนนี้ยังสู้กันอยู่รึเปล่าคะ?”
“นับว่าเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับสมัยซูเหลียงอยู่ที่นั่น”
“ถ้าสถานการณ์สงบลงแสดงว่าซูเหลียงไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะมีคนเหมือนตัวเองต้องต่อสู้อยู่ที่กำแพงเมือง”
“เจ้าได้ฟังจากเขาแล้วสินะ...”ชายหนุ่มกล่าว “ข้าเองก็หวังว่าเขาจะเข้าใจเรื่องนั้น”
เราไม่ได้พูดอะไรกันหลังจากนั้น ฉันผล็อยหลับและตื่นมาพบกับความพลุกพล่านของเมืองอีกครั้งผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ ถนนหนทางดูสกปรก และทุกอย่างดูแออัดไปหมดมีหาบเร่มาจับรถเราและขวางหน้าม้าลากเพื่อพยายามขายของฉันหดตัวเข้ามาและหนิงหลงก็โอบไหล่ฉันไว้
พอเลยย่านนั้นมา ทุกอย่างเปลี่ยนไปถนนหนทางสะอาดเอี่ยมราวกับมีคนคอยถู ตกแต่งด้วยโคมรูปทรงเหมือนดอกบัวมีการแขวนผ้าสีแดงเหลืองตามรั้วและกำแพงต่างๆ อาคารบ้านเรือนสะอาดเป็นระเบียบมีการคุมสถาปัตยกรรมให้เป็นไปในทางเดียวกันป้ายหน้าห้างร้านเป็นสีดำพื้นทองเหมือนกันหมด ถนนที่รถวิ่งไปเรียบลื่นไม่มีสะดุดผู้คนที่เราเห็นล้วนนั่งรถม้าไม่ก็รถลากโดยคน ทุกอย่างสวยงามสะอาดตา
ที่นี่คือใจกลางเทียนซูเมืองหลวงของซิงกวน
ลานกว้างใหญ่มีการล้อมรั้วไว้ชั่วคราวและมีขื่อกับบ่วงเชือกไว้สำหรับแขวนคอ มีคนยืนดูอยู่ฉันขนลุกเมื่อคิดว่ากำลังจะมีการประหารชีวิตเกิดขึ้นที่นี่ความโกรธแค้นไร้ทิศทางของคนที่มายืนมุงเข้ามาในใจ ฉันจึงต้องรีบปิดกั้นพวกมันออกไป
รถไม่สามารถเข้าไปในถนนที่มีผู้คนยืนเบียดเสียดเหมือนรอใครผ่านมาเราจึงลงเดินเลาะด้านหลังคนกลุ่มนั้นไปยังสถานที่เป้าหมาย
เดินได้ไม่ถึงครึ่งทาง อยู่ดีๆฝูงชนก็โห่ร้อง หนิงหลงจับแขนฉันไว้และถ่ายพลังเย็นเฉียบเข้ามาในร่าง และความคิดความรู้สึกทั้งหมดของคนที่อยู่รอบด้านถูกปิดกั้นออกไปทันที
“ท่าทางนักโทษประหารของเราจะมาแล้ว”คุเรไนพูดขึ้น เสียงเขาแทบกลืนหายไปกับเสียงโห่ร้องของผู้คน “เป็นผู้ใดกันถึงได้ต้อนรับกันใหญ่โตถึงเพียงนี้?”
หนิงหลงพาพวกเราเดินต่อไม่สนใจเรามาถึงบันไดหินซึ่งอยู่ระหว่างตึก สองหลังมีทหารยามเฝ้าไม่ให้ฝูงชนขึ้นไปชะโงกดูนักโทษหนิงหลงดึงตราสัญลักษณ์บางอย่างจากเสื้อ ทหารยามก็อนุญาตให้พวกเราผ่านเข้าไป
เพิ่งเดินขึ้นบันไดมาได้ไม่ถึงสิบก้าวฉันหันหลังไปเมื่อฝูงชนส่งเสียงดังลั่น และเห็นว่านักโทษที่ว่าเดินผ่านไปพอดี
นักโทษมีผมเผ้ากระเซิง ใบหน้ามอมแมม เดินเท้าเปล่าเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ยังพอดูออกว่าสิ่งที่ปกปิดลำตัวอยู่คงเป็นเกราะเบาที่เปื้อนจนเป็นสีคล้ำนักโทษถูกจูงไปข้างหน้าด้วยโซ่ที่ผูกข้อมือข้อเท้าไว้ มีเสียงเหล็กครูดกับพื้นหินและเสียงโซ่กรุ๊งกริ๊ง
“...ผู้หญิงไม่ใช่รึนั่น...”คุเรไนพึมพำ แม้จะกลัวแต่ฉันไม่อาจละสายตาจากนักโทษคนนั้นได้ อยู่ดีๆคนคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นและหันมามองฉัน
เราสบตากัน ดวงตาอีกฝ่ายเป็นสีทอง...ทองเหมือนทองคำ ฉันขนลุกไปทั้งร่าง หน้าซีดเผือด ขาสั่นแทบยืนไม่อยู่ยังดีที่ได้หนิงหลงพยุงไว้
“รีบไปเถอะ อยู่ข้างหน้านี้เอง”ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าพาเราออกห่างจากขบวนแห่นักโทษ แต่ภาพดวงตาสีทองคู่นั้นยังติดตา
เราขึ้นบันไดมาเรื่อยๆก็มาถึงภัตตาคารแห่งหนึ่ง พอเปิดประตูเข้าไป เสียงพูดคุยอื้ออึงของผู้คนกระแทกหูชายมีอายุคนหนึ่งนั่งรออยู่บริเวณหน้าร้าน เมื่อเห็นพวกเราก็รีบเข้ามาทักทาย
“รออยู่เลยขอรับ เชิญทางนี้”
เราถูกพาเดินผ่านโต๊ะและผู้คนมากมายขึ้นบันไดวนไปยังชั้นสองซึ่งมีแต่ห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวชายมีอายุเปิดประตูห้องด้านในสุดให้พวกเราเข้าไป และภายในมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“หนิงหลง เจ้ามาแล้ว!” เขาลุกพรวดขึ้น ชายคนนี้หน้าเหมือนหนิงหลงมากเพียงแต่ดูแก่กว่าราวสิบปีคงไม่ใช่ใครนอกจากพี่ชายเขา
พี่ชายตรงเข้ามากอดน้องก่อนจะส่ายตัวไปมาหนิงหลงกระแอมดังๆ เขาจึงปล่อยและหันมาทักทายพวกเราสองคน
“ทั้งสองท่านเป็นแขกที่หนิงหลงพูดถึงเชิญๆ เชิญนั่งตามสบาย ขอทราบนามของพวกท่านได้หรือไม่?”
“ทางนี้คือโสวหง ส่วนทางนี้คือเหมยฟาง”หนิงหลงแนะนำ พี่ชายก็ไม่คิดจะถามอะไรเพิ่มทักพวกเราพอเป็นพิธีก็หันไปคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบน้องชายทันที
“เห็นทีเราคงต้องเป็นเพื่อนสนทนากันเองแล้วแม่นาง”คุเรไนหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าอึดอัดของหนิงหลงขณะโดนพี่ชายเทความสนใจทั้งหมดมาให้
ยังดีที่พอได้อยู่ในแสงสีทองของภัตตาคารฉันอกสั่นขวัญแขวนกับสายตาของนักโทษคนนั้นน้อยลง นักโทษที่กำลังจะถูกแขวนคอ...แค่คิดถึงก็หนาววูบไปทั้งตัว