หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    บทที่ 27 กลิ่นอายของการต่อสู้

    ขณะเดียวกันหนิงเทียนคว่ำฝ่ามือขวาของมันลงปรากฏกระบี่ที่สร้างขึ้นจากน้ำแข็งสีคราม มันเพียงวาดกระบี่หนึ่งครั้ง รังสีกระบี่สีครามเข้าปะทะกับสายลมสีม่วง ส่งผลให้สายลมสีม่วงสลายไปกลางอากาศทันที

    ไม่เพียงเท่านั้น รังสีกระบี่ของหนิงเทียนยังคงพุ่งผ่านไปยังเกาซุนโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

    ดวงตาของเกาซุนส่อแววประหลาดใจก่อนจะใช้ฝ่ามือจับกุมไปยังรังสีกระบี่สีคราม ชั่ววูบหนึ่งความเย็นแผ่ซ่านเข้าสู่สองมือก่อนที่มันจะหายไป

    เวลานี้คิ้วทั้งสองข้างของมันขมวดจนแทบจะติดเป็นสายเดียวกันแล้ว

    มันไม่คาดคิดว่า หัวขโมยที่มีพลังเพียงแดนองครักษ์จะสามารถหยุดกระบวนท่าโจมตีของมันได้ ไม่เท่านั้นรังสีกระบี่สีครามยังข่มพลังของมันอยู่นิดๆด้วยซ้ำ

    “ถ้าเจ้าไม่อยากตายสบายๆ ก็อย่าโทษข้าที่ทำให้ร่างกายของเจ้าแหลกเหลว” สิ้นเสียงของเกาซุน

    สายลมที่แหลมคมนับสิบสายปรากฎอยู่ด้านหลังของเกาซุน มันส่งเข้าโจมตีหนิงเทียนอย่างต่อเนือง เมื่อสายแรกพุ่งออกไป สายลมใหม่จะก่อตัวขึ้นแทนเสมอ

    ถึงแม้จะเป็นหนิงเทียน มันก็ไม่สามารถรับทั้งหมดได้ มีบางส่วนถูกปัดป้องด้วยกระบี่น้ำแข็งและมีอีกหลายส่วนที่เข้าปะทะกับร่างกายของมัน

    หนิงเทียนพลันเร่งพลังใช้ออกด้วยกายาเทพอสูรเพื่อลดอาการบาดเจ็บลง

    “นับว่าข้าประเมินตัวเองสูงเกินไป อีกไม่นานข้าจะกลับมาแก้แค้นเจ้าแน่ ล้างคอรอกระบี่ของข้าได้เลย” กล่าวจบหนิงเทียนพ่นเลือดสดๆลงพื้น

    พร้อมทั้งหันร่างออกพุ่งทะยานด้วยเก้าวิญญาณท่องนภาออกไปจากกระโจมของเกาซุนอย่างรวดเร็ว

    เกาซุนเข้าใจความหมายนั้นดี ดินแดนองครักษ์ที่ปะทะกับแดนแห่งปราชญ์ได้โดยไม่ตกตาย ทั้งยังสามารถรับพลังได้อยู่หลายส่วน

    ถ้าพวกมันไม่ใช่อัจฉริยะในการต่อสู้ก็ต้องเป็นพวกที่มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งเป็นแน่ คิดออกเช่นนั้นมันจึงเค้นเสียงอย่างเย็นชา

    “ถ้าข้าปล่อยเมล็ดพันธุ์ที่ชั่วร้ายให้เจริญเติบโต ข้าจะไม่กลายเป็นพวกโง่เง่าเบาปัญญาหรืออย่างไร”กล่าวจบลมกรรโชกสีม่วงแปรเปลี่ยนรูปร่างเป็นมีดนับร้อยพุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของหนิงเทียนอย่างบ้าคลั่ง

    ทว่าด้วยเก้าวิญญาณท่องนภาที่หนิงเทียนใช้ออกนั้น ไม่ใช่ความเร็วที่เกาซุนจะใช้เพียงแค่พลังโจมตีจากระยะไกลทำอันตรายได้

    หนิงเทียนบิดตัวหลบคมมีดนับร้อยอย่างสง่างาม พร้อมกับหัวเราะออกอย่างบ้าคลั่ง

    "ฮ่าฮ่าฮ่า" ด้วยเสียงหัวเราะเย้ยของหนิงเทียนคราวนี้ เกาซุนบังเกิดโทสะขึ้นมาจริงๆ มันกัดฟันด้วยความโกรธจนเกิดเสียงดัง

    จากนั้นก็ขยับร่างไล่ตามหนิงเทียนไป เกาซุนพุ่งตามมาหมายจะจับกุมหัวขโมยตัวนี้ให้ได้ มันต้องการเห็นจริงๆว่าภายใต้หน้ากากสีดำนี้จะเป็นใบหน้าแบบไหนกันที่ทำให้มันมีโทสะได้ถึงเพียงนี้

    เวลาผ่านไปชั่วครู่ ยิ่งไล่ตามเพียงใด ระยะห่างของพวกมันทั้งสองก็ไม่ได้ลดลงเลย มันยิ่งไล่ตามยิ่งเกิดโทสะ

    ในระหว่างที่ไล่ตาม เสียงหัวเราะอันน่าเกลียดของหนิงเทียนก็ดังขึ้นตลอดเวลา

    ยิ่งได้ฟังเช่นนั้นความโกรธเกรี้ยวยิ่งมากขึ้น เกาซุนรู้สึกเสียหน้าอย่างมากด้วยพลังที่ต่างกันถึงหนึ่งดินแดนแต่มันไม่สามารถจับหัวขโมยได้

    มันสาบานอย่างโกรธแค้นไม่ว่ายังไงมันต้องกระชากหน้ากากของหัวขโมยตัวนี้ออกมาให้ได้

    เวลานี้เกาซุนลืมไปแล้วว่ามันนั้นเป็นผู้นำขบวนคาราวานที่มีหน้าที่ปกป้องดูแลสินค้า มันไม่ได้อยู่ในฐานะผู้พิทักษ์แดนฟ้าที่คอยตามจับพวกชั่วร้ายในเมืองฉางผิงเหมือนเช่นเคย

     

    ทั้งสองยังคงไล่ตามกันอย่างบ้าคลั่ง หนิงเทียนพุ่งผ่านขบวนคาราวานที่1และ2 อย่างไม่สนใจที่ปิดบังตัว

    ส่งผลให้ผู้คุ้มกันรอบๆที่เห็นเหตุการณ์ไล่ตามมันโดยทันที เวลานี้ไม่ใช่หนึ่งคนหนีหนึ่งไล่อีกต่อไปแล้ว

    หนิงเทียนยิ่งเร่งความเร็วขึ้นไปอีก ตอนนี้มันกำลังหลบหนี เกาซุนและผู้คุ้มกันในแดนแห่งปราชญ์นับสิบคน แต่ที่น่าแปลกใจที่สุด ไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถร่นระยะห่างระหว่างตัวมันกับหนิงเทียนลงได้

    ในขณะที่มันกำลังหลบหนีอยู่นั้น แววเสียงอันเบาก็ได้ตกกระทบเข้ามาภายในสองหูของหนิงเทียน

    เมื่อมันได้ยินเช่นนั้น หนิงเทียนยิ่งเร่งพลังเข้าไปอีกเวลานี้มันใช้เก้าวิญญาณท่องนภาจนถึงขีดสุดความสามารถของมัน

    พลังปราณ8ใน10ส่วนของหนิงเทียนใช้ออกเพื่อส่งเสริมท่าเท้านี้ เพียงพริบตาเดียว ร่างกายในชุดสีดำของหนิงเทียนจางหายไปราวหมอก ทิ้งให้เกาซุนและผู้คุ้มกันมองไปด้วยความตกตะลึง

    เหล่าผู้คุ้มกันทั้งหมดจับจ้องไปยังเงาสีดำที่สลายไปดุจวิญญาณร้ายอยู่สองนาน

    ทันใดนั้นเหมือนว่าเกาซุนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาของมันซีดเซียวขึ้นทันที

    มันรีบหันตัว ทะยานร่างกลับกระโจมของมันด้วยความเร็วดุจสายฟ้า

    พริบตาเดียวร่างของเกาซุนกลับเข้ามาภายในที่พักของตัวมันเอง

    มันเร่งรีบเปิดลิ้นชักเหล็กอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นกล่องเหล็กสีดำขนาดเล็กปรากฏในสายตาของมัน

    เห็นเช่นนั้นเกาซุนถึงได้ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมทั้งรีบนำกล่องเหล็กสีดำขนาดเล็กเก็บลงไปในแหวนมิติอย่างรวดเร็ว….

    ในเวลาเดียวกันภายในขบวนคาราวานที่3 หนิงเทียนรีบถอดชุดสีดำและผ้าคลุมหน้าออกพร้อมทั้งกล่าวออกกับสหายตัวจ้อยของมัน “เรียบร้อยดี?”

    ใบหน้าของราชาภูตยกยิ้มขึ้นมา พร้อมทั้งชูกล่องสีดำขนาดใหญ่กว่าตัวมันขึ้นมา“คุณชายนี้คือกล่องจงหลีของแท้แน่นอน”

    หนิงเทียนจับจ้องไปยังกล่องสีดำอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา “อู๋ชางอย่าได้รีรอ จงรีบเปิดมันออกมา”

    “……” ไม่มีคำตอบจากราชาภูตมันเพียงแต่มองไปยังนายของมันด้วยแววตากระจ่างใสอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวขึ้นมา

    “คุณชายท่านล้อราชาเล่นแล้ว กล่องจงหลีนั้นคล้ายคลึงกับผนึกศิลาทองในร่างของท่าน พวกมันมันเป็นมรดกตกทอดของจักรพรรดิบรรพกาลมีแต่เพียงผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นถึงจะเปิดมันออกได้”

    ได้ยินเช่นนั้น หนิงเทียนหรี่ตาแคบลง พร้อมกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่เจือโทสะ

    “เจ้าให้ข้าลงแรงมากมายเพื่อของไร้ประโยชน์เช่นนี้”

    หนิงเทียนโกรธอย่างมากมันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นแมวตัวน้อยๆที่กำลังจ้องมองปลาในกระป๋อง

    “คุณชาย ราชาผู้นี้เพียงแต่บอกว่ามันคือกล่องจงหลีเท่านั้น ราชาผู้นี้ไม่ได้บอกสักคำว่ามันจะมีประโยชน์ต่อท่าน” ราชาภูตยังกล่าวออกอย่างเป็นปกติ สีหน้าของมันไม่ได้มีความรู้สึกอันใดออกมาเลยแม้แต่น้อย

    “หึ ตัวข้านั้นลืมไปได้อย่างไรว่าเจ้ามันเป็นภูตกลิ้งกลอก ลืมมันไป ข้าจะไม่กล่าวโทษอะไรอีก”หนิงเทียนกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

    มันยังกล่าวต่อไปอีกว่า “อู๋ชางเสียที ที่เจ้าชอบโอ้อวดในภูมิความรู้ของตัวเอง แต่ถึงเวลาเข้าจริงแล้วกลับไร้ซึ่งประโยชน์

    บ้านเก่าของข้ามีคำกล่าวว่า บ่าวโง่เป็นเพราะนายสั่งสอนไม่ดี เอาเถอะข้านั้นจะไม่โทษเจ้า”กล่าวจบหนิงเทียนหันหลังพร้อมเดินจากไป

    ราชาภูตได้ยินเช่นนั้นโทสะคละคลุ้งภายในใจ รีบหายตัวมาปรากฎเบื้องหน้าของหนิงเทียนพร้อมกล่าวออก

    “กล่องจงหลีมีอะไร มารจันทราเป็นตัวอะไร ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ราชาผู้นี้ไม่รู้จัก คุณชายให้เวลาราชาผู้นี้สักหน่อย ข้ารับรองกล่องจงหลีจะต้องถูกเปิดต่อหน้าท่านอย่างแน่นอน”

    "ดี...แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ที่เจ้าจะหาความลับของมัน เจ้าจงรีบนำมันกลับไปคืนหลานเหลียงโดยเร็ว"หนิงเทียนรีบกล่าวขัดทันที

    "คุณชาย พวกเรานั้นลงแรงไปมาก เหตุใดต้องนำกลับไปคืนมนุษย์ตัวเหม็นที่กำลังหลับอยู่ด้วย" ราชาภูตกล่าวออกอย่างไม่พอใจ

    "ข้าสั่งให้ทำก็ต้องทำ เจ้าไม่ต้องถามอันใด รีบไป" สิ้นเสียงหนิงเทียน ราชาภูตหายตัวไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก

    หนิงเทียนที่เห็นท่าทีของอู๋ชาง ก็ได้แต่ส่ายหัว พร้อมทั้งก้าวเดินหายไปในเงามืด

    ล่วงพ้นกลางดึกของค่ำคืนอันวุ่นวาย ภายใต้หมู่ดาราที่เลือนหายไปตามกฎของเวลา เวลานี้แสงอ่อนๆจากดวงตะวันตกกระทบใบหน้าของหนิงเทียน มันลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อชมทัศนียภาพเบื้องหน้าในยามเช้า

    ในทุกๆวันภาพในขบวนคาราวานที่หนิงเทียนเห็นนั้นไม่ได้แตกต่างจากเดิมเลย พวกมันนั้นยังคงทำกิจซ้ำๆเหมือนทุกวัน

    แต่วันนี้ที่ผิดแปลกออกไปจากเดิม คือเสียงที่ดังขึ้นผิดปกตินัก เสียงเจ๊าแจ๊ะพูดคุยของนักเดินทางและผู้คุ้มกันเสียงดังออกมาจากทุกขบวนคาราวาน

    ทุกคนๆคนต่างเล่าลือเป็นเสียงเดียวกันถึงเรื่องภูตผีวิญญาณร้ายที่ปรากฎตัวเมื่อคืน ผู้คนที่พบเห็นเงาดำเมื่อคืนต่างลงความเห็นว่ามันเป็นวิญญาณร้าย

    ส่วนพวกที่ได้ยินได้ฟังคำเล่าลือต่างส่ายหัวพร้อมทั้งขบขันในเรื่องเล่าที่เกินจริงนี้

    .....

    .........

    ในระหว่างการเดินทาง เวลานี้พวกมันเดินทางออกมาสุดเขตแดนของหุบเขาผีเสื้อแล้ว

    หนิงเทียน มองออกไปยังพื้นน้ำเบื้องหน้าที่ไกลสุดลูกหูลูกตา

    ทันใดนั้นซุ้มเสียงของหลี่เฟิงก็ดังออกมาจากระยะไกล “น้องชายหนิงเจ้ามานั่งทำอะไรที่นี้”

    “ไม่มีอะไร ข้าเพียงแต่มีเวลามากเกินไปเท่านั้น” หนิงเทียนกล่าวตอบโดยที่สายตาของมันยังจับจ้องไปยังเบื้องหน้า

    หลี่เฟิงที่เห็นปลายทางของสายตาหนิงเทียนนั้น จึงยิ้มขึ้นมาพร้อมกล่าวอธิบายออก

    “ทะเลเบื้องหน้าของพวกเราคือ ทะเลสาบมายา ในการเดินทางข้ามผ่านทะเลสาบมายาเราจะไม่มีพื้นดินให้หยุดพักพวกเราต้องเดินทางทั้งวันทั้งคืน

    ด้วยเหตุนี้กลุ่มของผู้ที่อยู่ในแดนองครักษ์ขั้นปลายจึงต้องหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปถ่ายพลังลมปราณให้แก่หมาป่าปีกดำ

    ในช่วงนี้เจ้าอาจจะลำบากเล็กน้อยเพราะพี่ใหญ่หลานนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มองครักษ์ขั้นปลาย

    เขาจะไม่อยู่ในขบวนคาราวานที่3ตลอดการเดินทางในทะเลสาบมายา ส่วนเรื่องน้อยใหญ่ของกลุ่มนั้นเหลียวเหยียนเป็นคนดูแล”

    “พี่ชายหลี่อย่าได้ใส่ใจ ตัวข้านั้นไม่สนใจในคำพูดผายลมของเหลียวเหยียนอยู่แล้ว”

    “ฮ่าๆ เช่นนั้นดีแล้ว ถึงแม้ว่าเหลียวเหยียนนั้นจะมีจิตใจคับแคบแต่เขานั้นจงรักภักดีต่อกลุ่มเราเป็นอย่างมาก”

    หลี่เฟิงยังคงกล่าวต่อ “น้องชายหนิง ทะเลสาบมายานั้นไม่ได้มีอันตรายอันใดมากนักเพียงแต่พื้นที่ข้างหน้าถัดจากทะเลสาบมายาที่เรากำลังจะไปนั้นเจ้าต้องระวังให้มาก”

    “หุบเขาหมื่นอสูรมันเป็นสถานที่ใดกัน?”หนิงเทียนถามออกอย่างสงสัย ตัวมันนั้นรู้สึกคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูกว่าเคยได้ยินชื่อหุบเขาหมื่นอสูรมาจากไหน

    “ในพื้นที่รอบนอกของหุบเขาหมื่นอสูร เราอาจจะต้องปะทะกับสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่2แต่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไร”

    หลี่เฟิงหยุดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ “ตามตำนานของทวีปฟ้าสวรรค์ เล่าขานต่อๆกันมาว่า หุบเขาหมื่นอสูรเป็นที่อยู่อาศัยของมังกรพิษฟ้าคราม สัตว์อสูรเชื้อสายปีศาจ

    ความแข็งแกร่งของมันนั้นเหนือกว่าที่พวกเราจะจิตนาการได้ พวกเราได้แต่ภาวนาอย่าให้ต้องพบกับมันเลย” หลี่เฟิงเล่าออกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

    หนิงเทียนได้แต่พยักหน้ารับฟัง การสนทนาของพวกมันผ่านไปเกือบค่อนวัน เวลานี้ไม่มีพื้นดินปรากฏให้เห็นอีกต่อไปมันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า พวกมันทั้งหมดได้ก้าวเข้าสู่ทะเลสาบมายาแล้ว

    ภายในวันแรกนั้นกลุ่มคาราวานของพวกมันถูกจู่โจมด้วย ปลาปีกนกอสูรลมปราณขั้นที่1 นับสิบตัว

    แต่ก็เป็นซินเฉาที่แสดงฝีมือกำจัดพวกมันทั้งหมด ประกายแสงสีขาวแห่งฉางผิงเรียกเสียงชื่นชมจากกลุ่มนักเดินทางได้ไม่น้อย

    แม้ว่าในวันต่อๆมาการเดินทางในทะเลสาบมายาจะมีสัตว์อสูรออกมาโจมตีบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่นับว่ามีอันตรายใดๆที่ส่งผลถึงขบวนคาราวาน มันจึงเป็นการเดินทางที่ราบรื่นสำหรับกลุ่มคนที่ไม่ได้มีหน้าที่คุ้มกันภัย

    ในเวลานี้หนิงเทียนกำลังทำสมาธิเพื่อกำหนดลมปราณของมันอยู่คนเดียวนั้น จู่ๆก็เกิดเสียงอึกทึกคึกโครมขึ้นมา เสียงของทะเลเวลานี้เกรี้ยวกราดอย่างมาก เมื่อได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนรีบเข้ามารวมกลุ่มกับหลี่เฟิงโดยเร็ว

    เพียงชั่วครู่เสียงที่ดังกึกก้องกลับเงียบสงบลง ท้องทะเลรอบๆหยุดนิ่งราวกับพวกมันถูกกาลเวลาแช่แข็งไว้ ก่อนที่จะเกิดคลื่นลมสูงเทียมฟ้า พายุหมุนก่อเกิดอย่างบ้าคลั่ง

    “มันคืออะไร”หนิงเทียนถามอย่างสงสัย

    “ลมหายใจของราชามังกร”หลี่เฟิงกล่าวตอบเวลานี้ใบหน้าของมันตึงเครียดคิ้วของมันขมวดมัดกันเมื่อมองไปยังพายุหมุนตรงหน้า

    ด้านหน้าและหลังของขบวน มีคลื่นน้ำหมุนขนาดใหญ่ปรากฏขนาบไว้ทั้งสองข้างภายในพายุหมุนนั้นมันสูบน้ำจากทะเลขึ้นมาจนกลายเป็นน้ำวนขนาดยักษ์

    ด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาลของน้ำวนยักษ์ส่งผลให้หมาป่าปีกดำที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศค่อยๆไถลเข้าสู่ใจกลางน้ำวน

    หมาป่าปีกดำพยามขยับปีกทั้งสองข้างอย่างยากลำบากมันคำรามก้องด้วยเกรียติของสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่1 แต่สุดท้ายแล้วพละกำลังของหมาป่าปีกดำไม่สามารถทานแรงดูดของพายุน้ำวนได้

    พายุน้ำวนที่สูงเสียดฟ้าราวกับว่ามันเกิดจากลมหายใจของใครสักคนที่พัดผ่านไปยังท้องทะเล ไม่แปลกที่มันจะถูกเรียกว่า ลมหายใจของราชามังกร

    คลื่นลูกใหญ่กำลังจะเข้ากระแทกกับขบวนคาราวานด้านหน้า ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของเกาซุนและผู้คุ้มกันในแดนปราชญ์นับ10คนทะยานเข้าโรมรันกับภัยธรรมชาตินี้

    ดวงตาของเกาซุนหรี่ลงเล็กน้อย ด้วยพลังธาตุลมของมัน ยิ่งใช้มากยิ่งเป็นการส่งเสริมให้พายุน้ำวนหมุนรุนแรงเพิ่มขึ้น มันจึงเพียงใช้ออกโดยปราณเบญจมาศม่วงเท่านั้น

    ส่วนผู้คุ้มกันแดนปราชญ์ที่มีธาตุไฟรวมถึงกลุ่มคนแดนองครักษ์ที่ฝึกฝนทักษะบ่มเพาะเกี่ยวกับไฟ ต่างใช้ออกด้วยไฟหมายที่จะละลายกระแสน้ำที่หมุนวนให้กลายเป็นไอ

    ในกลุ่มขบวนด้านหน้าของผู้พิทักษ์แดนฟ้าเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนระดับสูงมากมาย พวกมันยังรับมือพายุน้ำวนอย่างเต็มกลืน แล้วนับประสาอะไรกับกลุ่มคุ้มภัยหลานที่มีแต่ผู้ฝึกตนในดินแดนองครักษ์ขั้นกลางเท่านั้น

    เวลานี้กลุ่มคุ้มภัยหลานทั้งหมดกำลังเผชิญหน้ากับลมหายใจของราชามังกรจากด้านท้ายของขบวนพวกมันได้แต่พึ่งพากำลังของตนเองเท่านั้น

    สถานการณ์ของขบวนคาราวานที่3อยู่ในช่วงวิกฤติแม้แต่เกาซุนที่มองไปยังจนใจที่จะช่วยเหลือได้

    มันทำได้เพียงส่งเสียงเรียกกลุ่มของซินเฉาให้ช่วยประสานรับมือพายุน้ำวนในด้านหลังเท่านั้น

    ถึงแม้เกาซุนจะสั่งออกเช่นนั้น แต่พวกมันกับไม่ได้รับการช่วยเหลือจากสำนักคุ้มภัยไป๋หลงเลย

    ซินเฉาเพียงแต่อ้างถึงการรับมือกระแสน้ำวนขนาดเล็กที่ขนาบอยู่ด้านข้างขบวนคาราวานที่2เท่านั้น

    บริเวณที่คลื่นขนาดใหญ่จนสูงเทียมฟากฟ้ากำลังพัดมา ทางรอดของพวกมันมีเพียงแต่ต้องหยุดกระแสน้ำนี้ให้ได้ ..

    ใบหน้าของเหลียวเหยียนนั้นปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อ เวลานี้ปราศจากเงาของหลานเหลียงจึงเป็นหน้าที่ของมันในฐานะรักษาการแทน ที่จะต้องนำพาทุกชีวิตให้รอดไปให้ได้

    สีหน้าของหลี่เฟิงเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเหลียวเหยียนเลยแม้แต่น้อย เดิมพวกมันนั้นคิดว่าทะเลสาบมายานั้นมีแต่สัตว์อสูรในน้ำที่เป็นอันตราย แต่พวกมันนั้นลืมคิดถึงพายุที่เกิดจากธรรมชาติไปเลย

    แม้จะอยู่ในช่วงเวลาคับขันถึงขีดสุดแต่หลี่เฟิงและเหลียวเหยียนทั้งสองยังคงก้าวออกมายืนนำกลุ่มคนตระกูลหลาน

    พวกมันทั้งสองส่งพลังปราณทั้งหมดของพวกมันเข้าปะทะกลับคลื่นน้ำวน

    เมื่อกลุ่มคุ้มภัยหลานเห็นผู้นำทั้งสองคนทำเช่นนั้นพวกมันก็เริ่มที่จะทำตาม

    กลุ่มพลังในระดับแดนองครักษ์นับสิบคนเข้ายื้อยุดคลื่นน้ำวนอย่าสุดชีวิต แต่พวกมันทำได้เพียงแค่ชะลอความเร็วของคลื่นลมเท่านั้น

    เวลานี้ละอองน้ำที่ซาดกระจายมันปิดบังทัศนียภาพของผู้คนให้เห็นอย่างคลุมเครือ หนิงเทียนมองไปที่เหตุการณ์ข้างหน้า พร้อมระบายลมหายใจออกมา

    "ถ้าข้าไม่ลงมือเองละก็ ขบวนคาราวานที่3ต้องจมหายไปยังก้นทะเลลึกอย่างแน่นอน แล้วตัวข้าคงหนีไม่พ้นเป็นปลาที่ติดร่างแหตามไปด้วย"

    ในขณะเดียวกัน หลี่เฟิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางละอองน้ำที่สาดกระเซ็นนั้นมันหันซ้ายหันขวาอย่างรุกรนเพื่อที่จะหาร่างของหนิงเทียน

    อย่างน้อยที่สุดถ้ามันต้องสละขบวนคาราวานนี้ทิ้งไปมันจะต้องช่วยหนิงเทียนออกไปด้วยให้ได้

    หลี่เฟิงกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว มันมองเห็นแผ่นหลังของหนิงเทียนจากไกลๆ

    มันรีบเคลื่อนตัวออกอย่างไม่หวั่นเกรงต่อกระแสน้ำคลั่งที่กำลังถาโถมเข้ามา แต่จู่ๆหนิงเทียนเกิดแสดงท่าทีประหลาดออกมา

    ในสายตาของหลี่เฟิงมันเห็นเหมือนกับว่า หนิงเทียนกำลังกระโดดลงไปกลางคลื่นทะเลที่โหมกระหน่ำ หมายจะปลิดชีวิตตัวเองอย่างสิ้นหวัง

    ไม่ทันการณ์!!! หลี่เฟิงได้แต่คำรามออกมามันนั้นมันทำได้แต่โทษในความอ่อนแอของตัวเอง

     

    เมื่อหลี่เฟิงเพ่งมองไปยังหนิงเทียนอย่างชัดแจ้ง ทันใดนั้นเองสิ่งที่ปรากฏในสายตาของมัน

    ทำให้สองขาของมันสั่นออกด้วยความหวาดกลัว ตัวมันนั้นลืมเลือนความน่ากลัวลมหายใจของมังกรไปในทันที

    ภาพตรงหน้าที่มันกำลังได้เห็นนั้นสลักเข้าไปในจิตวิญญาณอย่างไม่มีวันลืมเลือน

    ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หนิงเทียนระบายลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้

    มันพุ่งร่างเข้าสู่่ใจกลางลมหายใจมังกร ราวกับคนเสียสติ มือขวาของหนิงเทียนทะลวงเข้าไปในกระแสน้ำที่โหมกระหน่ำเข้ามา

    ท่าเหมันต์ไร้ใจสุดยอดวิชาของมารดาห้าถูกใช้ออกในชั่วพริบตา ส่งผลให้คลื่นขนาดยักษ์กลายเป็นน้ำแข็งและหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศราวกับภาพประติมากรรมน้ำแข็งที่สวยสง่าอย่างไร้ที่ติ

    จากนั้นมันมือซ้ายของมันใช้ออกด้วยท่าเพลิงเทพอสูรสุดยอดวิชาของบิดาสาม เพียงพริบตาเดียวที่คลื่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ถูกความร้อนจากเพลิงเทพอสูร

    มันละลายออกในพริบตาไม่แม้แต่จะกลายเป็นน้ำที่หยดลงคืนสู่ท้องสมุทรอันกว้างใหญ่ด้วยซ้ำไป

    เมื่อเพลิงเทพอสูรสัมผัสกับคลื่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่สลายหายกลายเป็นไอน้ำ จางๆปกคลุมขบวนคาราวานที่3อย่างหนาทึบ

    ส่วนพายุน้ำวนขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าขบวน ถูกเกาซุนและผู้คุ้มกันแดนปราชญ์นับสิบคนทำลายลงจนสลายไปได้ในที่สุด

    ท้องฟ้าเริ่มเปิดขึ้นแต่อย่างไรผู้คนในขบวนที่1และ2ยังคงไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ไอน้ำที่ปกคลุมคาราวานที่3อย่างหนาทึบได้เลย

    ภาพสุดท้ายที่พวกมันเห็นคือผู้คนนับร้อยกำลังถูกคลื่นยักษ์กลืนกินด้วยความละเหี่ยใจ

    บางคนก็แสดงความเศร้าโศกอาทรบางคนก็แสดงสีหน้าดีใจกล่าวชมโชคชะตาของตนเองที่เลือกขึ้นขบวนได้ถูกต้อง

    เวลานี้สีหน้าของผู้คนในขบวนคาราวานที่1และ2เริ่มมีสีเลือดขึ้นมาแม้ว่าพวกมัน ทั้งหมดจะสัมผัสได้ว่าอยู่ในสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน

    แต่ทว่าด้วยความสามารถของเกาซุนละซินเฉา สามารถนำพาพวกมันข้ามพ้นวิกฤติถึงชีวิตนี้มาได้

    เกาซุนนั้นปาดเหงื่อบนใบหน้า มันเดินทางไปข้ามทะเลสาบมายามานับ1000รอบไม่เคยพบเจอกับลมหายใจมังกรเช่นนี้มาก่อน

    มันจะต้องเป็นเพราะความลึกลับของกล่องสีทมิฬเป็นแน่ ในระหว่างนั้นมันได้ฉุกคิดขึ้นมา

    เป็นไปไม่ได้เลยที่ขบวนคาราวานที่1และ2จะไม่ได้รับผลกระทบจากการล่วงหล่นของคาราวานที่3เพราะพวกมันทั้ง3ขบวนผูกติดกันด้วยเหล็กกล้าที่แข็งแกร่ง

    สีหน้าของเกาซุนแสดงอาการโล่งใจอย่างที่สุด

    การที่ทั้งสองขบวนยังคงไม่ถูกลากลงไปด้วยแรงตกของขบวนคาราวานที่3นั้นหมายความว่าด้านหลังไอน้ำที่ปกคลุมอย่างหนาทึบ

    ขบวนคาราวานที่3ยังสามารถยืนหยัดไม่ถูกคลื่นยักษ์ดึงดูดลงสู่ใต้ท้องมหาสมุทร เกาซุนและผู้คุ้มกันแดนปราชญ์นับสิบรีบทะยานตัวไปด้านหลังทันที

    มีคำกล่าวหนึ่งบอกว่า ในห้วงเวลาแห่งความตายเวลาจะเดินช้ากว่าปกตินั้นไม่ได้เป็นคำที่กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

    ช่วงเวลาที่หนิงเทียนทำลายคลื่นน้ำวนยักษ์ให้สลายลงไปจวบจนเวลาปัจจุบันที่ไอน้ำหนาทึบกำลังปกคลุมอยู่นั้น มันใช้เวลาเพียง10ลมหายใจเท่านั้นเอง

    เวลานี้กลุ่มกันภัยหลานเหมือนตกอยู่ในความฝันเพียงแค่เสียววินาทีที่มันหลับตาลงเมื่อมันเปิดตาขึ้นมาอีกครั้งมันกลับไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อีก ทัศนียภาพรอบๆขาวโพลนไปด้วยไอน้ำอุ่นๆ

    ผู้คนทั้งหมดบังเกิดอาการตื่นตระหนกต่างร่ำร้องว่าตนเองอยู่บนสรวงสรรค์สีขาว

    หนิงเทียนทะยานขึ้นมายืนบนท้ายคาราวานที่3 มันทำเหมือนกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่หันไปมองทางหลี่เฟิงที่กำลังนั่งทรุดเข่าลงกับพื้น

    และจับจ้องมาที่มันด้วยสายตาเบิกกว้างจนแทบจะทะลุออกมาจากเบ้าตา

    หนิงเทียนยื่นมือไปดึงหลี่เฟิงที่ทรุดอยู่กับพื้น พร้อมกล่าวออกว่า“ท่านทำเป็นไม่เคยเห็นสิ่งนี้ได้หรือไม่?”

    ใบหน้าของหนิงเทียนแย้มยิ้มราวเด็กบริสุทธิ์ ไม่เหมือนกับคนที่ทำเรื่องราวปาฎิหาริย์เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

    “...” ไม่มีคำตอบใดจากหลี่เฟิงมันเพียงแต่พยักหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นเพียงไม่นานไอน้ำที่ปกคลุมอยู่โดยรอบค่อยๆคายทัศนียภาพเบื้องหน้าออกมาทีละน้อย

    ผู้คนนับร้อยที่เห็นขบวนคาราวานที่3ยังปลอดภัยอยู่ต่างส่งเสียงโหร้องด้วยความยินดี

    แม้จะมีบางกลุ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นภายใต้ม่านหมอกไอน้ำหนานั้น แต่กลับไม่สามารถหาคำตอบได้จากผู้ใดเลย

    แม้แต่เกาซุนยังคิดว่าในกลุ่มของพวกมันมีผู้อาวุโสในดินแดนแห่งวีรชนแฝงตัวขึ้นมากับขบวนคาราวานด้วย

    หลังจากนั้นผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม มวลน้ำรอบๆสูญสิ้นความเกี้ยวกราด มันสงบลงจนน่าเหลือเชื่อ ภายใต้แสงอาทิตย์ น้ำใสสะอาดส่องแสงเป็นประกายสะท้อนแสงไปมา

    แสงเจ็ดสีต่างพาดผ่านขอบฟ้าอย่างวิจิตรงดงาม สร้างความอิ่มเอิบให้แก่ผู้ที่จ้องมอง

    ท้องฟ้าเวลานี้ปลอดโปร่งและอากาศอันบริสุทธิ์พัดโชยมาแตะที่จมูกของพวกมัน ระลอกคลื่นที่ถูกกล่าวขานว่าลมหายใจของราชามังกร ได้สงบหายไปหมดสิ้น

    หลี่เฟิงและเหลียวเหยียนทั้งสองทิ้งตัวลงกับพื้นด้วยอาการเหนื่อยหอบ เสื้อผ้าของพวกมันทั้งหมดเปียกชุ่มไปด้วยละอองน้ำที่สาดกระเซ็นมา

    พวกมันทั้งหมดต่างนับรวมสมาชิกของพวกมัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคที่ดีหรือความสามารถของพวกมัน กลุ่มคุ้มภัยหลานนั้นไม่มีผู้ใดสูญเสียชีวิตตกตายลงเลยแม้แต่คนเดียว

    ขณะที่เปาเปากำลังนับจำนวนคนจนใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว มันมองไปยังหนิงเทียนที่เป็นคนสุดท้าย ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความสงสัย

    “น้องชายหนิงเจ้าไปไหนมาเหตุใดเสื้อผ้าของเจ้าไม่เปียกเลยแม้แต่น้อย”

    “ในสถานที่เช่นนี้ข้าจะไปไหนได้ละพี่เปา ข้านั้นเพียงแต่ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นจึงแอบไปเปลี่ยนมาเมื่อครู่นี้”หนิงเทียนตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

    ฮ่าๆฮ่าๆเปาเปาหัวเราะอย่างดีใจ “ข้านับถือน้องชายหนิงอย่างสุดหัวใจจริงๆ ที่ยังกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นนี้ได้

    แสดงว่าน้องชายหนิงไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อลมหายใจของมังกรเลยแม้แต่น้อย นับถือ นับถือ” เปาเปายังไม่วายกล่าวอย่างติดตลก

    “เรื่องนี้ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ได้ต้องการชีวิตน้อยๆของน้องชายผู้นี้ ไม่เช่นนั้นคนอ่อนแอเช่นข้าต้องตกตายภายใต้ลมทะเลที่บ้าคลั่งแน่ๆ”หนิงเทียนกล่าวออกด้วยท่าทีสบายๆ

    ได้ยินเช่นนั้น ขนในกายของหลี่เฟิง รุกชันขึ้น หัวใจของมันวูบตกลงไปยังข้อเท้า มันมองไปยังผู้ที่ทำลายลมหายใจมังกร กำลังยืนกล่าวกับเปาเปาเหมือนกับว่าตนเองเป็นเด็กหนุ่มธรรมดา พร้อมกับละสายตาไปทางเหลียวเหยียนมันเพียงแต่ภาวนาไม่ให้เหลียวเหยียนสร้างความคับข้องใจใดๆให้แก่เด็กหนุ่มผู้นี้อีกเท่านั้น


    ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย

    ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน