"ภูตพยัคฆ์หรือ?"หงลี่ทวนคำ
"อืม.."อาจารย์อาตอบรับ "ความจริงขุนเขาแห่งนี่ก็มีเื่ราวเล่าลือหลากหลายตามที่ชาวบ้านเล่ามาข้าคิดว่าล้วนเป็เื่ปกติเพียงแต่่สิบปีมานี้เื่เล่าลือที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็เื่ของภูตพยัคฆ์เล่าลือกันว่ามีชาวบ้านหายตัวไปในขุนเขากลางป่าลึก มีคนที่เข้าไปแล้วเห็นิญญาของเสือเมื่อกลับออกมาได้จึงเล่าลือกันจนชาวบ้านหวาดกลัวบ้างก็กล่าวว่าสิ่งนั้นเป็เทพพิทักษ์ขุนเขาคอยปกปักรักษาผืนป่าแห่งนี้"
"แต่หวาดกลัวก็ส่วนหวาดกลัวหวาดกลัวแล้วอย่างไร พวกเขาก็ยังต้องเข้าไปหาของป่าสำหรับดำรงชีพอยู่ดีพวกชาวบ้านปรึกษากันแล้วจึงได้จัดตั้งศาลบูชาขนาดเล็กขึ้นเพื่อขอขมาและบูชาเทพูเาทุกครั้งก่อนจะขึ้นเขาไปหลังจากเข้าไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ หลายครั้งหลายครา ผู้ใหญ่บ้านก็ออกมาประกาศว่า หากพวกเขาไม่ล่วงล้ำเข้าไปในขุนเขาด้านในหาของป่าหรือล่าสัตว์อยู่แต่ในป่ารอบนอกให้ความเคารพต่อเทพขุนเขาก็จะไม่ได้รับอันตรายร้ายแรงอันใด"
"หากเป็เช่นนั้นจริงที่ผ่านมาก็ไม่สมควรมีเหตุร้ายอันใดกระมัง" หงลี่ถาม
อาจารย์อาพยักหน้า"มีแค่บางครั้งคนที่ไม่เชื่อฟังหรือนักเดินทางพลัดหลงเข้าไปเช่นกันคนที่รอดชีวิตออกมามักเล่าตรงกันว่าพบเห็นเสือตัวใหญ่หรือปีศาจที่คล้ายเสือดวงตาของมันแวววาวสะท้อนในความมืดไม่มีใครเห็นชัดด้วยตาของตนเองแต่ก็ไม่มีใครสงสัยในตัวตนของภูตเสือชาวบ้านก็ต่างมองว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเป็เพราะว่าคนไปล่วงเกินเทพูเาแต่ปัญหาคือ่หนึ่งปีมานี้กลับมีเหตุคนตายมากขึ้นนอกพื้นที่ต้องห้ามของขุนเขาด้านในศพแหลกร่างสลายทั้งชาวบ้านทั้งที่เป็นักเดินทางที่เดินผ่านทางตัดช่องเขาแห่งนี้"
หงลี่ทำหน้าสงสัย"แม้จะเป็พยัคฆ์ก็ยังมีอาณาเขต เป็ภูตพยัคฆ์ก็ควรมีอาณาเขตเช่นเดียวกันแต่เท่าที่ข้าฟังในหลายปีมานี้ชาวบ้านดูจะเคารพเ้าขุนเขาถึงกับมีการตั้งศาลบูชาเป็เื่เป็ราวหรือว่ามีใครไปล่วงละเมิดกฎเกณฑ์บางสิ่งบางอย่างเข้า"
อาจารย์อาไม่ได้ตอบคำถามของหงลี่เพียงหันไปมองทางเ้าของโรงเตี๊ยม "เถ้าแก่โรงเตี๊ยมท่านตั้งอยู่ในทางผ่านที่จะเข้าออกจากหมู่บ้านและขุนเขาพอดิบพอดีสมควรรู้อะไรอยู่บ้างกระมัง"
ทันใดนั้นเ้าของโรงเตี๊ยมที่เป็ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนลงพุงอยู่บ้างหากแต่ผมบนศีรษะดูจะบางร่วงลงไปก่อนวัยพอสมควรก็รู้สึกถึงความกดดันขึ้นมาได้ในทันใดความกดดันนี้ไม่ได้มาจากโต๊ะที่กลุ่มของลัทธิมารนั่งอยู่เพียงอย่างเดียวแต่ทุกโต๊ะที่กำลังนั่งเงี่ยหูฟังเื่ราวมาจนถึงตอนนี้ก็ยังหันมามองเขาเป็สายตาเดียวอีกด้วย
เถ้าแก่ฉีกยิ้มแต่ดูแล้วกลับเหมือนกำลังจะร้องไห้มากกว่าเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมออกมาจากหนังศีรษะที่ล้านไปครึ่งหัวแล้วของเขาในใจสาปแช่งบุรุษวัยกลางคนที่เรียกเขาเข้าไปสิบแปดจบ คนในโรงเตี๊ยมมีตั้งมากมายแอบฟังบทสนทนาพวกเ้าเหมือนกันแต่เ้าไม่เรียกพวกเขา เสี่ยวเอ้อก็นั่งอยู่ใกล้พวกเ้ามากกว่าเ้ากลับมาเรียกข้าทำไม
บ่นความในใจจบในเสี้ยวลมหายใจแต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดีเถ้าแก่จึงกัดฟันเดินเข้าไปหาและฉีกยิ้มละลายหัวใจให้บุรุษที่นั่งอยู่อีกที"นายท่านผู้สูงส่งมีอะไรให้ผู้น้อยรับใช้หรือ"
อาจารย์อาและหงลี่รู้สึกขำกับท่าทีของเถ้าแก่แต่พยายามข่มกลั้นไว้ไม่แสดงออกทางสีหน้าก่อนคนที่เป็อาจารย์อาจะเป็ฝ่ายเปิดปากพูด"เถ้าแก่ไม่ต้องฝืนยิ้มแล้วเดี๋ยวศิษย์หลานข้านึกว่าท่านเป็ิญญาเสือร้ายแยกเขี้ยวคำรามใส่ผู้คนนางจะชักกระบี่ออกมากวัดแกว่งเอาได้ นั่งเถอะข้าเพียง้าสอบถามอะไรบางอย่างเท่านั้น"
เถ้าแก่ทำใจนั่งลงอย่างกล้าๆ กลัว ๆ เพียงครึ่งเก้าอี้ก่อนจะถาม "ท่านผู้สูงส่ง.."
"ข้าชื่อกวงตงเป็คนพเนจร ไม่ต้องเรียกผู้สูงส่งอะไรนั่นหรอก"อาจารย์อาพูดตัดบทก่อนผายมือให้เถ้าแก่นั่งลงดี ๆ"ข้าเพียงมีเื่ราวจะสอบถามเท่านั้นไม่คิดทำให้เถ้าแก่ลำบากใจหรอกไม่ต้องกังวล"
ได้ยินดังนั้นเถ้าแก่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นนายท่านผู้นี้ดูไม่มีเหมือนเทพเซียนท่านอื่นเขาเป็คนต้อยต่ำธรรมดาไม่รู้สัมมาคารวะจึงหวาดกลัวจะล่วงเกินอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัวมารดามันเถอะ! คนเราเกิดมาก็ต้องตายเขาย่อมรู้แต่ตายอย่างเลอะเลือนเหมือนมดปลวกตัวหนึ่งมันก็ดูจะเกินรับไปหน่อยท่านผู้นี้ดูจะคุยด้วยง่ายแต่อย่าได้ใจเกินไปดีกว่าคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ
เถ้าแก่ได้แต่ถามอย่างจนใจ"ไม่ทราบท่านกวงตงมีอะไรจะถามผู้น้อยหรือ"
กวงตงย่อมทราบว่าบทสนทนาของเขาและศิษย์หลานล่วงรู้ไปถึงหูของคนในโรงเตี๊ยมทั้งหลายแล้วย่อมไม่คิดต่อความยาวสาวความยืดอีกจึงได้แต่ถามไปตรงๆ "เถ้าแก่เกี่ยวกับเื่คนตายใน่ปีนี้ ท่านพอทราบหรือไม่ว่าก่อนหน้าจะเกิดเื่ขึ้นมีคนแปลกหน้าหรือเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นแถวหมู่บ้านหรือไม่"
เถ้าแก่คิดเล็กน้อยแล้วประสานมือตอบ"เรียนท่านกวง ก่อนหน้านี้พวกเาาวบ้านและนักเดินทางต่างเคารพกฎเกณฑ์เคารพป่าเขา เคารพเ้าที่เ้าทางเป็อย่างดีอาจจะมีคนเผลอไปล่วงเกินบ้างแต่ไม่ได้เกิดเหตุอัปมงคลเช่นปีนี้ข้าไม่ได้ยินจากในหมู่บ้านมาก่อนเลยว่าใครไปเป็ตัวต้นเหตุหรือทำการใดที่เป็การล่วงเกินเทพพิทักษ์ขุนเขาขอท่านเทพเซียนช่วยพวกเราให้รอดพ้นอาเพศนี้ด้วยเถอะ"
กวงตงและหงลี่ได้ฟังก็สบตากันด้วยความจนใจแม้พวกเขาจะเป็ผู้บำเพ็ญเก่งกาจกว่าคนทั่วไปแต่มาเรียกเทพเซียนนี้ก็อาจจะยกย่องกันเกินไปเสียหน่อยกวงตงคร้านจะอธิบายจึงถามต่อไป"เช่นนั้นแล้วเถ้าแก่เคยเห็นคนน่าสงสัยบ้างหรือไม่ใน่ปีมานี้"
"เอ่อ...ข้าเปิดโรงเตี๊ยมมา พบเจอผู้คนมากมายแต่ล้วนแล้วเป็คนเดินทางผ่านมาก็ผ่านไปยากจะบอกว่าใครน่าสงสัยหรือไม่" เถ้าแก่ทำหน้าครุ่นคิด
"ข้าหมายถึงคนนอกที่เข้ามาปรากฏตัวในหมู่บ้านหรือคนประหลาดที่มีวิชาแปลก ๆ นับถือสิ่งแปลก ๆ ก็ได้เช่นกัน"กวงตงถามอย่างอดทน
เถ้าแก่นิ่วหน้าในขณะที่เขากำลังจะตอบ หงลี่กลับพูดแทรกขึ้นก่อน
"เ้ารู้อะไรหรือ?"
สายตาของนางมองไปทางเสี่ยวเอ้อจากนั้นทุกคนในโรงเตี๊ยมก็หันไปมองตามสายตานางเช่นกันที่แท้ตอนที่กวงตงสอบถามเถ้าแก่หงลี่ได้ลอบมองกิริยาท่าทางของคนในโรงเตี๊ยมแต่ละคนทุกคนย่อมมุ่งความสนใจไปที่การสนทนาของอาจารย์อาและเถ้าแก่นางจึงมีโอกาสได้ลอบสังเกตดูผู้อื่นยังไงเถ้าแก่ก็อยู่ในสายตาของอาจารย์อาของนางอยู่แล้ว
เมื่ออาจารย์อาถามเื่คนแปลกหน้าที่เขามาในหมู่บ้านเสี่ยวเอ้อกลับมีสีหน้าครุ่นคิดและทำท่าเหมือนนึกอะไรออกมาได้นางจึงส่งเสียงออกไปทันทีนี่นับว่านางและอาจารย์อาปล่อยให้พวกชาวบ้านได้ฟังการสนทนาของพวกเขาได้อย่างอิสระไม่สูญเปล่า
เสี่ยวเอ้อหัวใจแทบวายเมื่อสายตาของทุกคนพุ่งมองมาที่เขายิ่งแค้นใจเข้าไปใหญ่ที่สายตาเถ้าแก่แอบแฝงความเยาะเย้ยสมน้ำหน้าอยู่ในที บ้าจริงข้าแอบสะใจที่ท่านโดนลากตัวออกไปสอบถามก็จริงแต่ยังไงท่านก็เป็ผู้าุโที่ให้งานข้าทำให้ที่พักกับข้าตัวข้าย่อมไม่สาปแช่งท่านให้โชคร้ายจนเกินไปแต่นี่ท่านกลับยินดีที่ข้าถูกเรียกตัวไปคุยกับท่านด้วยระวังเถอะข้าจะไปแอบดูเถ้าแก่เนี้ยอาบน้ำเพื่อแก้แค้น
"ยังไม่รีบมาอีกคุณหนูท่านนี้เรียกเ้าอยู่นะ" เถ้าแก่เอ็ดเสียงดังแทบจะซ่อนรอยยิ้มสะใจไว้ไม่มิด คงทรมานน่าดูชมเลยทีเดียว
"มาแล้วๆ"เสี่ยวเอ้อรีบกุลีกุจอมายืนหลังเถ้าแก่ของตนพยายามอยู่ห่างแม่นางคนสวยให้มากที่สุดรู้สึกจะแซ่หงอะไรสักอย่างฟังไม่ชัดแต่เขยิบหนีแม่นางก็จะไปใกล้ผู้าุโกวงอีกลำบากดีแท้หงลี่ไม่สนใจเสี่ยวเอ้อที่ยืนไม่สำรวมเขยิบซ้ายทีขวาทีก่อนจะถาม
"เมื่อครู่ตอนพวกเราคุยกันเ้านึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ใช่หรือไม่"
"อะแฮ่ม...ท่านหญิงข้าคิดอะไรบางอย่างได้จริงแต่เป็ความคิดชั่วแล่นเรื่อยเปื่อยไร้สาระของข้าเท่านั้นไม่อาจถือเป็จริงเป็จังได้กระมัง" เสี่ยวเอ้อตอบ
กวงตงพูดขึ้นบ้าง"ไม่เป็ไร บางทีข้ายังคิดว่าความคิดชั่วแล่นเป็ครั้งคราวยังมีประโยชน์มากกว่าคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาจนหมดประกายแหลมคมเสียอีกเ้าพูดมาเถอะ ไม่ต้องกลัว"
เสี่ยวเอ้อหันไปมองบุรุษแซ่กวงที่ดูสุภาพเรียบร้อยเขากลับรู้สึกกลัวบุคคลนี้มากกว่าแม่นางหงที่ดูก้าวร้าวเสียอีกเสี่ยวเอ้อไม่กล้าพูดจาเหลวไหลต่อเขาจึงรีบกล่าวว่า"เรียนนายท่านทั้งสองเมื่อราวปลายปีก่อนข้าได้ยินมาว่าอีกฟากของหมู่บ้านมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาปลูกกระท่อมใกล้ขุนเขาทางทิศตะวันตกติดกับชายป่า"
"โอ้"กวงตงอุทาน "ชายหนุ่มคนนี้มีอะไรผิดแผกไปหรือเ้าถึงสงสัยในตัวเขา"
"คือ..ที่ข้ารู้สึกว่าแปลกก็คือพวกเาาวบ้านไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับตัวชายหนุ่มผู้นี้มาก่อนเลยเหมือนอยู่ดี ๆ ชายคนนี้ก็โผล่ขึ้นมาจากผืนดินอย่างไรอย่างนั้นข้า...ข้าคิดว่าเขาเป็คนแปลก ๆ ไม่ชอบสุงสิงกับใครแล้วก็ไม่มีใครอยากไปสุงสิงกับเขาด้วย" เสี่ยวเอ้อตอบ
"เอ๊ะ...เ้ากำลังพูดถึงเ้าบอดที่มาอยู่กับม่ายตระกูลหวังน่ะหรือ"เถ้าแก่โพล่งขึ้นมา เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน
หงลี่หันไปถามเถ้าแก่ทันที"เ้าบอดหรือ?"
เถ้าแก่เหมือนคันปากมานานเขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากอันแห้งผากจนชุ่มชื้นแล้วกล่าว "ขอรับข้าได้ยินว่า...เอิ่ม..ฮูหยินตระกูลหวังม่ายสาวผู้นั้นรับเลี้ยงเด็กหนุ่มตาบอดเอาไว้เื่นี้เล่าลือกันทั้งหมู่บ้านนินทาสาปแช่งกันสนุกปากฮึ่ม..ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อเื่ที่คนที่พูดถึงนางกันเท่าไหร่ทำไมกันนะ.."
"ทำไมอะไร!!"เถ้าแก่พูดยังไม่ทันจบ ก็มีเสียงสตรีดังมาจากด้านหลังฮูหยินผู้หนึ่งคาดว่าเป็เถ้าแก่เนี้ยคาดผ้ากันเปื้อนถือถาดอาหารเดินออกมาจากด้านหลังใบหน้าของนางดูแล้ว่ที่ยังสาวคงมีน้ำมีนวลไม่น้อยในขณะที่ตอนนี้แม้ร่างกายจะล่วงเลยไปตามวัย แต่รูปร่างของนางยังถือว่ารักษาไว้ได้ดีพอสมควร
นางเดินไม่สนหน้าใครจนหลายคนขนลุกซู่กลัวนางจะล่วงเกินผู้วิเศษทั้งสองเข้าเพียงแต่ในตอนนี้สิ่งที่นางสนใจคือสามีของนางเท่านั้น
"นางทำไมนางจะทำอะไรมันเกี่ยวอะไรกับเ้า เ้าจะเสียดายอะไร หือ?" นางเดินออกมาก็แยกเขี้ยวใส่สามีทันทีนึกเสียดายที่ไม่ได้พกมีดสับหมูออกมาจากครัว น่าจะปาดพุงย้อย ๆไร้ประโยชน์ของมันออกมาได้สักสองสามจิน [1]
หงลี่กะพริบตาทำหน้ากระอักกระอ่วนกับสถานการณ์นี้ยังคงเป็กวนตงที่พูดจาไกล่เกลี่ยได้ดีกว่า "เถ้าแก่เนี้ยเป็ข้าเองที่สอบถามเื่คนแปลกหน้าที่เข้ามาอยู่ใหม่ในละแวกนี้หากเถ้าแก่พูดอะไรผิดไป ขอเถ้าแก่เนี้ยโปรดละเว้น"
เถ้าแก่เนี้ยหันใบหน้ามามองขวับกะพริบตาปริบๆ สำรวจอีกฝ่ายอย่างชำนาญเนื่องจากนางทำงานโรงเตี๊ยมย่อมต้องได้พบเจอกับผู้คนมากหลายถึงอีกฝ่ายจะไม่แต่งตัวหรูหราเหมือนลูกผู้ดีอะไรแต่กลับดูสงบเยือกเย็นดูมีการศึกษา จึงสงบใจลงได้ส่วนหนึ่งพร้อมกล่าวตอบ"เช่นนั้นท่านถามเอากับเสี่ยวเอ้อเถอะ ตาแก่นี้สนใจแต่เื่ฉาวของชาวบ้านอย่าได้ให้มันพูดจาไร้สาระแล้ว พวกท่านมาเพราะเื่ของปีศาจเสือหรือ"
"ถูกแล้ว"กวนตงพยักหน้ารับ
"เช่นนั้นเชิญท่านไต่ถามตามสบายเถอะข้าไม่คิดเงินพวกท่านสองคนก็ได้หากท่านสามารถจัดการปีศาจในป่าเขาให้หมดไปพวกเรากลัวจะอดตายเสียก่อนเพราะไม่มีใครกล้าเดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งนี้แล้วไหนจะเื่าทั้งนอกแคว้นทั้งในแคว้น แค่เื่เก็บภาษีก็แทบจะเอาชีวิตพวกเราแล้วไม่ต้องถึงมือภูตผีปีศาจของพวกท่านหรอก"เถ้าแก่เนี้ยกล่าวอย่างหงุดหงิดไม่สนใจสีหน้าหวาดผวาของนักเดินทางและสามีของตนเองแม้แต่น้อย
"รบกวนเถ้าแก่เนี้ยแล้ว"กวนตงยิ้มตอบรับก่อนหันไปหาเสี่ยวเอ้อและเถ้าแก่"เชิญพวกท่านเล่าเื่ของเด็กหนุ่มผู้นี้ให้ฟังเท่าที่ทราบด้วยไม่จำเป็ต้องตัดเื่ฮูหยินตระกูลหวังออกไป ข้าอยากรับฟังอย่างครบถ้วน"
เถ้าแก่ตอบรับมิกล้าๆแต่เพราะเถ้าแก่เนี้ยยังมองหน้าอยู่เขาจึงส่งสายตาพร้อมพยักพเยิดไปให้เสี่ยวเอ้อพูดแทนเสี่ยวเอ้อกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเปิดปากพูด
"คืออย่างนี้ขอรับเื่มันมีอยู่ว่า..."
เชิงอรรถ
1. ^斤 - jīn หน่วยชั่งน้ำหนักจีน เท่ากับ 500 กรัม(0.5 กิโลกรัม) บางสำเนียงออกเสียงว่า ชั่ง ก็ได้