เมื่อเฟรย่าได้เห็นใบหน้าของผู้บุกรุกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีดำ
“หืมมม พี่สาวท่านนี้คือ..”
ร่างในเงามืดนั้นเผยให้เห็นถึงดวงตาคมดั่งใบมีดและเส้นผมสีเงินยาวสลวย หญิงสาวในชุดคลุมนั้นไม่ใช่ใครอื่น นางคือไอริน บารอนเนีย
ผู้เล่นระดับตำนานที่ถูกเล่าขานว่าเป็น “คมดาบแห่งเงา” นักฆ่าผู้ไร้ตัวตนและเก่งกาจในการหลบหลีก ด้วยเครือข่ายตระกูลซิลวาที่ทรงอำนาจของเฟรย่า ทำให้เธอได้ยินชื่อเสียงของไอรินมาก่อน
เฟรย่าเพียงยิ้มบางๆอย่างสง่า แต่แฝงด้วยความสนใจอันลึกซึ้ง เธอจ้องมองไอรินราวกับอ่านได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง
“ไอริน บารอนเนีย...นักฆ่าในตำนานที่หายตัวไปนานหลายปี”
“ไม่นึกเลยว่าพี่สาวจะปรากฏตัวขึ้นในฐานะหัวหน้าแม่บ้านของตระกูลซิกฟรีด”
น้ำเสียงเฟรย่าแฝงด้วยความท้าทายเล็กๆ ขณะเดียวกันก็มีรอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้น
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอนาเธอร์…พ่อหนุ่มตัวน้อยที่เต็มไปด้วยเสน่ห์คนนั้นใช่ไหม?”
คำพูดของเฟรย่าทำให้ไอรินถึงกับนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาของเธอแข็งกร้าว แต่ภายในเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เธอไม่พูดตอบอะไร
แต่กลับใช้สายตาคู่นั้นจ้องมองเฟรย่า ราวกับเป็นการเตือนที่ทรงพลังว่าเธอจะไม่ยอมให้ใครมาเข้าใกล้นายน้อยผู้เป็นสามีโดยเด็ดขาด
“อย่ามายุ่งกับนายน้อยของข้าอีก!”
“ไม่อย่างนั้น ต่อให้เธอจะเป็นเฟรย่าจากตระกูลซิลวา ก็ไม่อาจหนีรอดจากเงามืดนี้ไปได้”
ไอรินกล่าวเสียงเย็นเยียบ คำพูดนั้นแฝงไปด้วยการข่มขู่ที่น่าสะพรึง ดวงตาของเธอเยือกเย็นและมุ่งมั่นอย่างไม่หวั่นไหว
จากนั้น เธอก็หายตัวไปพร้อมกับเสียงอันแผ่วเบาของเงาที่แทรกซึมไปทั่วห้อง ร่างของไอรินสลายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ห้องนอนหรูหราของเฟรย่ากลับสู่ความเงียบงัน ราวกับการบุกรุกเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยซักนิด
“...................”
เฟรย่ายืนอยู่ในห้องนอนที่กลับคืนสู่ความสงบ เธอไม่รู้สึกหวาดกลัวต่อคำข่มขู่ที่เยือกเย็นเลยแม้แต่น้อย กลับกัน รอยยิ้มของเธอยิ่งเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน ราวกับว่าไอรินได้ทิ้งเบาะแสบางอย่างไว้ให้เธอได้ครุ่นคิด นัยน์ตาของเฟรย่าเป็นประกายและเปี่ยมไปด้วยความสนใจ
“สมแล้วที่เป็นอนาเธอร์…เขาช่างมีเสน่ห์ที่ใครๆก็ไม่อาจต้านทานได้”
“ขนาดผู้เล่นอย่างไอรินที่แข็งแกร่งเช่นเธอคนนั้นก็ยังยอมพลีกายให้เขาเลยนะ”
เฟรย่าเอ่ยพึมพำกับตัวเองพร้อมเผยรอยยิ้มเย้ายวน ขณะภาพในก็เต็มไปด้วยใบหน้าหล่อเหลาและความสง่าผ่าเผยของอนาเธอร์
“แม้แต่เราเองยังแทบจะหักห้ามอารมณ์ไม่ไหวเช่นกัน... ความแข็งแกร่งและเสน่ห์นั้นช่างดึงดูดและน่าสนใจยิ่งนัก”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ร่างกายของเฟรย่าก็เกิดความร้อนรุ่มขึ้น หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น ราวกับจินตนาการอันล้ำลึกเกี่ยวกับอนาเธอร์ที่เข้ามาครอบงำจิตใจ
เสียงหายใจของเฟรย่าหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย ความคิดของเธอเต็มไปด้วยความกระหายอยากรู้อยากเห็นในตัวเด็กหนุ่มคนนั้น ทั้งพลังและความมุ่งมั่นที่ทำให้เขาเป็นที่รักของคนรอบข้าง
การได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขา ทำให้เฟรย่ายิ่งอยากรู้จักทายาทแห่งตระกูลซิกฟรีดผู้นี้มากขึ้นอีก
“อนาเธอร์... ”
เฟรย่าพึมพำชื่อเบาๆ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสนใจที่ล้ำลึกและแรงปรารถนาที่ร้อนแรง
ขณะเดียวกัน อนาเธอร์ก็นอนหลับอย่างสบายบนเตียงนอนอันหรูหราในห้องพักของตน
เขาไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อยว่าขณะนี้มีหญิงสาวสองคนที่เกือบจะห้ำหั่นกันเพื่อปกป้องและแย่งชิงความสนใจของเขา ไอรินกับเฟรย่าต่างมีจุดประสงค์ที่ขัดแย้งกัน แต่อนาเธอร์กลับนอนหลับสนิทไม่สะทกสะท้าน ร่างกายผ่อนคลายและจิตใจไร้ความกังวล ราวกับว่าความวุ่นวายของโลกภายนอกไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย
ไม่นาน รุ่งอรุณวันใหม่ก็มาถึง แสงแดดสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างห้องนอนของเขา ทอประกายลงบนเตียงอย่างอ่อนโยน สายลมยามเช้าพัดผ่านเข้ามา ทำให้ผ้าม่านพลิ้วไหวเบาๆ
อนาเธอร์สัมผัสได้พลางค่อยๆลืมตาขึ้น และรู้สึกถึงความสดชื่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“สดชื่นจริงๆเลยเว้ย!”
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียง พลางหาวเบาๆก่อนจะตรงไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าและเตรียมตัวสำหรับวันใหม่
ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่มหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ก็คึกคักเป็นพิเศษ
“เห้ย แกได้ยินเรื่องที่ประกาศออกมาไหม?”
“เออ ฉันจะต้องเข้าร่วมการแข่งนี้ด้วยแน่นอน!”
นักเรียนชั้นปีที่ 1 ทุกคนต่างพูดคุยกันเสียงดังจอแจทั่วบริเวณ เนื่องจากประกาศที่สำคัญได้ถูกส่งผ่านระบบกลางของมหาวิทยาลัย ประกาศนั้นแจ้งให้ทราบว่า การแข่งขันประจำปีสำหรับนักเรียนปีหนึ่งจะถูกจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า
ซึ่งข่าวนี้ทำให้ทุกคนตื่นเต้นยิ่งนัก
การแข่งขันนี้เป็นโอกาสที่นักเรียนจะได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ และสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในสถาบัน
การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือการต่อสู้เดี่ยวและการต่อสู้แบบทีมที่ประกอบไปด้วยนักเรียนจำนวน 5 คน
เงื่อนไขสำคัญที่มหาวิทยาลัยได้กำหนดไว้คือ ผู้เข้าแข่งทุกคนต้องมีระดับเลเวลไม่เกิน 200
ซึ่งนับเป็นข้อจำกัดที่ท้าทายและส่งเสริมให้นักเรียนต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญ หนึ่งคนจะสามารถลงได้เพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบนึงเท่านั้น หมายความว่าเหล่านักเรียนจะต้องเลือกว่าจะลงรูปแบบใด ระหว่างแข่งเดี่ยวกับแข่งรูปแบบทีม
“สามวัน? ทั้งเซรอสและเฟรย่าผิดกันหมด!”
เมื่อได้ยินข่าวนี้ อนาเธอร์ก็ตั้งสมาธิคิดถึงการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันอย่างจริงจัง เพราะการแข่งขันครั้งนี้คือโอกาสสำคัญที่จะได้ทดสอบทักษะและพลังที่ฝึกฝนมา เขาได้ตัดสินใจตั้งแต่แรกว่าจะลงสมัครเพียงแค่การต่อสู้รูปแบบเดี่ยว
“คนเยอะชะมัด!”
เมื่ออนาเธอร์มาถึงห้องโถงสำหรับลงทะเบียนสมัครแข่งขัน บรรยากาศรอบๆเต็มไปด้วยเสียงคึกคักจากนักเรียนมากมาย
ทุกคนต่างพูดคุยถึงแผนการและความหวังที่จะชนะในศึกนี้
“หะ..เห้ย นั่นมันเจ้าชายน้อย!”
แต่ทันทีที่อนาเธอร์ก้าวเข้าสู่ห้องโถง ความสนใจทั้งหมดก็พุ่งตรงมาทันที รู้สึกได้ถึงสายตานับสิบที่จ้องมองมาที่เขา พวกนั้นมีทั้งแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความทึ่ง
ผู้สืบทอดอวาตาร์แห่งเทพเจ้าจะลงมาถึงสนามประลองของนักเรียนปีหนึ่ง
ไม่นานนัก ผู้คนก็เริ่มเข้ามารุมล้อมอนาเธอร์ ทั้งกลุ่มเพื่อนและนักเรียนที่แทบไม่รู้จัก
ต่างพูดจาโน้มน้าวและชักชวนเขาให้เข้าร่วมทีมของตน พวกเขาหวังว่าอวาตาร์ผู้สืบทอดแห่งเทพเจ้าจะช่วยนำพาทีมให้ชนะเลิศ ด้วยพลังที่ไม่ธรรมดาของอนาเธอร์ เขาย่อมเป็นกุญแจสำคัญที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมได้อย่างมหาศาล
“อนาเธอร์! เข้าร่วมทีมกับพวกเราสิ พวกเรามีผู้เล่นที่ฝึกมาอย่างดี รับรองว่าเราจะป้องกันได้ดีเยี่ยม!”
นักเรียนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น ทว่าอีกคนหนึ่งกล่าวเสริมเสียงดัง
“นายมาเป็นผู้นำทีมของพวกเรานะ ถ้าได้นายที่มีพลังแห่งอวาตาร์เทพเจ้ามาช่วย พวกเราจะต้องคว้าอันดับหนึ่งแน่!”
เสียงเรียกร้องและคำชักชวนดังเซ็งแซ่รอบตัว แต่อนาเธอร์เพียงยืนนิ่งและตอบกลับ
“ขอโทษด้วยนะ แต่ฉันตั้งใจจะลงในรูปแบบการต่อสู้เดี่ยวเท่านั้น”