ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 จงใจให้ลำบากใจ, พบศัตรูอีกแล้ว

            “ร่างกายของเสด็จอาไม่สบายบริเวณใดเพคะ?” มู่จื่อหลิงเบิกตาอย่างไม่เข้าใจ

            เดิมนางจับชีพจรควรจะพูดตอบไปว่าร่างกายขององค์หญิงใหญ่มีปัญหาใด

            ทว่าเท่าที่นางตรวจดูร่างกายขององค์หญิงใหญ่ปกตินักองค์หญิงใหญ่ยังกล่าวว่าร่างกายไม่ใคร่สบายเช่นนั้นนางก็จะถือว่าร่างกายองค์หญิงใหญ่ไม่สบายจริงๆ

            ถ้านางจับชีพจรตรวจออกมาไม่ได้ก็ว่าไปอย่างทว่าแม้แต่ระบบซิงเฉินอันทรงประสิทธิภาพยังตรวจออกมาว่าไม่มีปัญหาเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว แต่เหตุใดองค์หญิงใหญ่ยังพูดว่ามีกัน

            มู่จื่อหลิงไม่กล้าพูดมั่วซั่วทั้งๆ ที่องค์หญิงมิได้ป่วย ยังพูดว่าตนเองป่วยนางยามนี้แน่ใจได้แล้วว่าองค์หญิงใหญ่กำลังหยั่งเชิงนาง หากล้มป่วยจริงๆ ก็ควรพบหมอหลวงก่อนจะมาพบนางแบบไม่มีที่มาที่ไปได้อย่างไร

            แต่ว่าองค์หญิงต้องการทดสอบอันใดนางก็ไม่รู้นางต้องระวังให้มาก

            องค์หญิงใหญ่ไม่ได้แปลกใจเลยที่มู่จื่อหลิงถามเช่นนี้นางเหมือนจะรู้ว่ามู่จื่อหลิงตรวจออกมาว่าร่างกายนางไม่มีปัญหา

            “ทำไม เจ้าดูไม่ออกหรือ?” องค์หญิงใหญ่ตั้งใจเลิกคิ้วขึ้นโยนคำถามกลับไปให้มู่จื่อหลิง ด้วยท่าทางเจ้าเป็นหมอยังดูไม่ออกแล้วข้าจะดูออกได้อย่างไร

            เมื่อเผชิญหน้ากับการจงใจให้นางลำบากขององค์หญิงใหญ่มู่จื่อหลิงก็หาได้ไม่รู้ แต่ว่านางไม่สนใจ

            “หม่อมฉันพอรู้บ้างแล้วแต่เสด็จอานั้นคงจะเข้าใจร่างกายของเสด็จอาเองมากกว่าหม่อมฉันพระองค์ต้องตรัสออกมาว่ารู้สึกไม่สบายตรงใด หม่อมฉันจึงจะกล้าวินิจฉัยก่อนหนึ่งก้าว”มู่จื่อหลิงไม่อ่อนข้อโดยสิ้นเชิง ทั้งที่มิได้เจ็บป่วยก็จะให้ตนเองมีโรคภัยให้ได้ คิดว่านางโง่งมหรือ

            หากนางบอกว่าองค์หญิงใหญ่มิได้เจ็บป่วยเช่นนั้นก็เปิดโปงว่าเมื่อครู่องค์หญิงพูดปด แต่หากนางพูดว่าองค์หญิงเจ็บป่วยเช่นนั้นก็เท่ากับว่านางพูดปด ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ล้วนผิดนางไหนเลยจะมิให้องค์หญิงใหญ่พูดออกมาด้วยตนเอง

            องค์หญิงเห็นมู่จื่อหลิงไม่อ่อนข้อเลยแม้แต่น้อยริมฝีปากแดงก็ยกยิ้มน้อยๆ อย่างรู้เท่าทันต้องพูดว่ามู่จื่อหลิงเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดผู้หนึ่งไม่เพียงแค่เข้าใจความนัยของคำพูดนาง แล้วยังรู้จักพลิกแพลงอีกด้วยข่าวที่ว่านางโง่เขลาอันใดนั้นเชื่อมิได้แม้แต่น้อย

            แต่ในเมื่อนางพูดแล้วว่าตนเองไม่สบายย่อมต้องให้นางไม่สบายจริงๆ นางจึงสุ่มแต่งเหตุผลขึ้นมาเหตุผลหนึ่ง

            องค์หญิงจงใจดึงอาภรณ์ที่ตกจากไหล่ขึ้นมาลูบหน้าผาก กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อาจเป็นเพราะช่วงนี้เปิ่นกงมีระดู จึงรู้สึกครั่นตัวยามค่ำคืนรู้สึกอ้างว้างนัก ร่างกายเหน็บหนาวยิ่ง”

            ได้ยินเช่นนี้มุมปากมู่จื่อหลิงก็กระตุกองค์หญิงใหญ่ผู้นี้หาเหตุผลมิอาจหาได้เหมาะสมกว่านี้สิ่งที่องค์หญิงใหญ่พูดนี่มันคือความเปล่าเปลี่ยวแต่ความเปล่าเปลี่ยวใช้กับร่างกายองค์หญิงเหมาะสมจริงๆ หรือ?

            มู่จื่อหลิงอยากถามยิ่งนักทว่านางมิกล้าถามออกมา เพียงแค่องค์หญิงใหญ่ต้องรักษาหน้าตา จึงได้พูดออกมาไม่ทันคิดให้รอบคอบ

            “อาการป่วยของเสด็จอาคือระดูไม่ปกติประเดี๋ยวหม่อมฉันจะเขียนเทียบยาให้เสด็จอาเสวยตามเทียบเสียสองสามวันก็จะหายเป็นปกติ” มู่จื่อหลิงแสร้งไตร่ตรอง

            ในเมื่อองค์หญิงใหญ่พูดมาเช่นนี้นางก็จะสั่งยาบำรุงโลหิตขึ้นมาส่วนหนึ่ง จัดการเสร็จลุล่วงก็จะรีบจากไปโดยไว

            นางไม่รู้ว่าที่องค์หญิงใหญ่ตั้งใจเรียกนางมาจากนั้นทำให้นางลำบากใจมีความหมายอันใด นางไม่อยากคิดให้มากยามนี้นางเพียงอยากไปให้พ้นจากความถูกผิดของที่แห่งนี้โดยเร็ว

            ยามนางเพิ่งเข้ามานั้นไม่ได้รู้สึกอันใดยามนี้ยิ่งยืนนานยิ่งรู้สึกอึดอัดทรวงอกนักคงเป็นเพราะกลิ่นแป้งและชาดในตำหนักนั้นฉุนเกินไป ทำให้นางหายใจไม่คล่องนางยังเป็นห่วงเสี่ยวหานที่อยู่ด้านนอกผู้เดียวด้วย

            ดวงตางามงดขององค์หญิงใหญ่หรี่ลงน้อยๆมองมู่จื่อหลิงอยู่พักหนึ่งอย่างเงียบๆ ดูเหมือนพึงพอใจมู่จื่อหลิงนัก

            มุมปากของนางโค้งขึ้นช้าๆ“เป็นเช่นนี้ก็ดี รบกวนแล้ว”

            แต่ว่ามู่จื่อหลิงมิได้คิดอะไรนางพยักหน้า มิได้พูดสิ่งใดอีกเดินไปเขียนเทียบยาที่โต๊ะด้านข้างแล้วนำมาให้องค์หญิงใหญ่ด้วยตนเอง

            ขณะนี้เองก็มีเสียงอ่อนโยนของพ่อบ้านอันดังมาจากด้านนอก “องค์หญิงใหญ่ คุณชายหลี่มาแล้วขอรับ”

            “ให้เขาเข้ามา” องค์หญิงใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพูดจบนางก็ดึงอาภรณ์ที่พึ่งดึงขึ้นลงมาอีกครั้ง นอนบนตั่งคนงามด้วยท่าทางงดงามต่อไม่ถือสามู่จื่อหลิงที่อยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย

            ทว่าครั้งนี้มู่จื่อหลิงนั้นมิได้มองต่อไปนางเลี่ยงสายตาไปอีกทางตามกาลเทศะแม้ทรวดทรงองค์เอวขององค์หญิงใหญ่จะยั่วยวนจนผู้อื่นตาโตน้ำลายไหลแต่แนวของนางก็มิได้มีปัญหา ยังไม่ถึงกับไปสนใจอิสตรีผู้หนึ่ง

            “เสด็จอามีแขกเช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ” มู่จื่อหลิงก้มศีรษะน้อยเอ่ยปาก

            นางเองก็มิกล้าฟันธงว่าองค์หญิงใหญ่จะปล่อยนางไปเช่นนี้หรือไม่นางไม่รู้ว่าคุณชายหลี่ผู้นั้นเป็นเทพเซียนจากแห่งหนใด เพียงดูจากยามนี้แล้วความสัมพันธ์กับองค์หญิงน่าจะมิใช่ธรรมดานอกจากนี้ท่าทางขององค์หญิงดูเหมือนไม่คิดจะรั้งตนเองไว้

            เป็นดังที่คาดไว้!

            “อืม” องค์หญิงใหญ่ปิดดวงตาคู่งามตอบรับเสียงเบา

            เสียงแผ่วเบานักแต่มู่จื่อหลิงที่อยากจะจากไปเต็มทนจึงตั้งหูรอไว้อยู่ก่อนแล้วเมื่อได้ยินเสียงเล็กๆ นี้พลันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในที่สุดก็สามารถออกไปสูดอากาศสดชื่นได้แล้ว

            “หม่อมฉันทูลลา”หลังจากมู่จื่อหลิงส่งเสียงตอบกลับจึงถอยออกมา

            ยามนี้เองประตูก็ถูกผลักออก บุรุษที่มีรูปโฉมหล่อเหลาก็เดินเข้ามา อาภรณ์สีแดงสูงศักดิ์เย้ายวนน่าหลงใหล ดวงตาดอกท้อคู่นั้นราวกับจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม

            มู่จื่อหลิงชำเลืองมองอย่างเรียบเฉยแล้วจึงดึงสายตากลับมาเดินออกไป ด้านหลังกลับมีเสียงหัวเราะหยอกเย้าของบุรุษผู้นั้นดังขึ้น“โอ๊ะโอ อี๋เอ๋อร์ แม่นางสกุลใดกันรูปโฉมจึงล่มเมืองเช่นนี้แล้วทำไมไปเสียแล้วเล่า ไม่แนะนำให้เปิ่นกงจื่อบ้าง”

            “น่าเกลียดเจ้ามีเปิ่นกงแล้วยังมิพอหรือ?” องค์หญิงใหญ่ส่งเสียงกระเง้ากระงอด มิได้ไม่พอใจเพราะชายหนุ่มแม้แต่น้อยและมิได้รั้งมู่จื่อหลิงไว้

            ได้ยินเสียงกระเง้ากระงอดนี้แข้งขามู่จื่อหลิงก็เกือบอ่อนเปลี้ยไม่ต้องมองนางก็จินตนาการสถานการณ์ข้างหลังได้กลยุทธ์มหาเสน่ห์ขององค์หญิงดีเยี่ยมจริงๆ โชคดีที่อำนาจจิตใจนางแข็งแกร่งพอจึงไม่หมดแรงทรุดลงไป

            มู่จื่อหลิงจากไปอย่างว่องไวแล้วยังปิดประตูให้ด้วยความหวังดี

            ส่วนคนด้านในจะพูดสิ่งใดทำเรื่องไม่เหมาะกับเด็กอันใด นางล้วนฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ตาไม่เห็นนับว่าสะอาด

            หลังจากออกมาจากตำหนักนางไม่พูดพล่าม ลากเสี่ยวหานที่มีสีหน้าฉงนสนเท่ห์รีบร้อนหนีออกไปจากจวนองค์หญิงใหญ่เหมือนกับด้านหลังมีสิ่งใดไล่ตามอยู่อย่างไรอย่างนั้น

            -

            พวกมู่จื่อหลิงออกมาจากจวนองค์หญิงใหญ่นางกำลังจะขึ้นรถม้า ด้านหลังก็มีเสียงร้องเรียกอย่างตื่นเต้นดังขึ้น

            “เอ้าพี่สะใภ้สามท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ท่านก็มาหาท่านอาเล็กหรือ?”

            เสียงนี้ไม่ใช่หลงเซี่ยวเจ๋อแล้วจะเป็นผู้ใดได้

            มู่จื่อหลิงปรายตามองหลงเซี่ยวเจ๋อมิได้สนใจเขา ลากเสี่ยวหานขึ้นรถม้าต่อ เตรียมจะสั่งให้สารถีออกรถ

            หลงเซี่ยวเจ๋อมิได้ไม่พอใจที่มู่จื่อหลิงเมินเขาเลยแม้แต่น้อยขณะนี้เขากำลังรีบวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น สองเท้ากระโดดตามขึ้นมาบนรถม้า

            มู่จื่อหลิงมองหลงเซี่ยวเจ๋อที่ตามตนเองขึ้นรถม้ามาอย่างตื่นเต้นอีกทั้งท่าทางยังดีใจยิ่งกว่าถูกรางวัลเสียอีก ก็อับจนวาจาไปพักใหญ่แล้วยังทำท่าทีเหมือนกับว่ารถม้าคันนี้เป็นของเขา

            นางเคาะศีรษะอย่างปวดหัวเหตุใดไปที่ไหนล้วนได้พบศัตรูผู้นี้กัน ไม่ง่ายดายที่จะได้อยู่อย่างสงบเสียหลายวันตอนนี้มาอีกแล้ว

            “เจ้าไม่ได้มาหาองค์หญิงใหญ่หรือตามขึ้นมาด้วยเหตุใด”มู่จื่อหลิงมองใบหน้าตื่นเต้นของหลงเซี่ยวเจ๋อพลางพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

            “ใครบอกว่าข้ามาหาท่านอาเล็กกันข้ารู้ว่าพี่สะใภ้สามอยู่ที่นี่ จึงมาหาพี่สะใภ้สาม” หลงเซี่ยวเจ๋อพูดอย่างหน้าไม่อาย

            หลงเซี่ยวเจ๋อลิงโลดกล่าวหยอกล้อเขามิได้พบพี่สะใภ้สามมาตั้งกี่วัน ครั้งนี้ไม่ง่ายดายนักที่จะได้พบพี่สะใภ้สามเขาจะปล่อยไปได้อย่างไร

            พี่สามไม่ให้เขาไปจวนฉีอ๋องเช่นนั้นเขาไปกับพี่สะใภ้สามก็ได้ ถือเสียว่าพี่สะใภ้สามพาเขาไปแล้วกัน

            ส่วนที่เสด็จพ่อฮ่องเต้มอบหมายให้เขามาเป็นธุระกับท่านอาเล็กนั้นเอาไว้ก่อนอย่างไรเสียก็มิใช่เรื่องใหญ่อันใด หากไม่เพราะในวังน่าเบื่อ เขาก็คงไม่มา

            มู่จื่อหลิงมองท่าทางพูดโป้ปดลวกๆของหลงเซี่ยวเจ๋อก็คร้านจะถามต่อ ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวเขาจะพ่นคำพูดเกินจริงอันใดออกมา

            มู่จื่อหลิงส่งสายตาเจ้าก็แค่ขี้โม้เท่านั้นไปให้หลงเซี่ยวเจ๋อมิได้สนใจเขาอีก สั่งให้สารถีออกรถทันที

            แต่หลงเซี่ยวเจ๋อก็มิได้สิ้นเปลืองโอกาสก่นบ่นนี้ไปอย่างเปล่าประโยชน์

            หลงเซี่ยวเจ๋อยังคงพูดน้ำไหลไฟดับไปตลอดทางถามบ้างไม่ถามบ้าง มู่จื่อหลิงเพียงส่งเสียงอือออสองสามครั้งตอบกลับไปบ้าง

            ทว่าครั้งนี้หลงเซี่ยวเจ๋อนั้นนำข่าวที่นางสนใจมาให้นางด้วยก่อนหน้านี้ไม่นานที่นางจัดการหลงเซี่ยวหลีไปหลงเซี่ยวหลีนั้นเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ ตั้งแต่วันนั้นมาเขาล้วนลุ่มหลงอยู่หอนางโลมทั้งวันทั้งคืนเหมาไว้ทั้งหอทันที

            ฮองเฮาในคราแรกนั้นไม่สนใจเสียเท่าใดแต่ว่าต่อมาหลงเซี่ยวหลีก็หนักข้อขึ้น ไร้ซึ่งการสำรวมตนอย่างสิ้นเชิงสุดท้ายก็ทำเสียจนตนเองหมดสติ ถูกคนหามออกมาจากหอนางโลมฮองเฮาด้วยเหตุนี้เองจึงตรอมใจ

            เพราะหลงเซี่ยวหลีเป็นองค์ชายเรื่องนี่ถูกเผยแพร่ไปรับรู้โดยทั่วกันราษฎรในเมืองหลวงนั้นพากันวิจารณ์สนั่นหวั่นไหว เสื่อมเสียเกียรติของราชวงศ์ขุนนางพลเรือนและกองทัพระดับสูงทยอยถวายฎีกาเรียกร้องให้ฮ่องเต้ชี้แจงพฤติกรรมเสื่อมเสียของหลงเซี่ยวหลีต่อราษฎร

            ฮ่องเต้นั้นถูกการต่อต้านของไทเฮาฮองเฮา ขุนนางพลเรือนและกองทัพทั้งสามฝ่ายกดดันอย่างหนักสุดท้ายจึงตัดสินพระทัยลงโทษกักบริเวณหลงเซี่ยวหลีหกเดือน เพื่อเป็นการตักเตือน

            แต่เดิมนั้นมีระยะเวลาแค่สามเดือนเพียงเพราะฮองเฮาไม่ยินยอม ไปขอร้องฮ่องเต้ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้นั้นไม่ใส่พระทัยและทรงรำคาญการขอร้องของฮองเฮา จึงเพิ่มเข้าไปอีกสามเดือนทั้งยังรับสั่งว่าหากผู้ใดกล้าไปขอร้อง จะเพิ่มเวลากักบริเวณให้นานขึ้นอีก

            มู่จื่อหลิงแย้มยิ้มให้กับการขอร้องโง่งมของฮองเฮา

            ต่อหน้าผู้อื่นฮองเฮานั้นไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลซ่อนมีดภายใต้รอยยิ้ม ไม่เลือกวิธีการ ทว่าเมื่อเผชิญกับบุตรตนกลับเปลี่ยนเป็นโง่งมแค่กักบริเวณสามเดือนก็รับไม่ได้ แล้วยังไปขอร้องอย่างโง่เขลา สมควรจริงๆกรรมใดใครก่อกรรมนั้นตามสนอง

            หลงเซี่ยวหลีแค่ถูกกักบริเวณหกเดือนนางยังรังเกียจว่าน้อยเลย หากเป็นนางคงกักบริเวณเขาไปตลอดชีวิตแต่ว่าพูดแล้วช่วงนี้นางก็คงเงียบสงบลงได้เสียหน่อย

            “พี่สะใภ้สามได้ยินว่าครั้งก่อนท่านเข้าวังไปรักษาโรคประหลาดนั่นให้เสด็จพี่ใหญ่เหตุใดท่านต้องไปช่วยเขาด้วย ให้เขาแตะต้องสตรีไม่ได้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ” หลงเซี่ยวเจ๋อถามอย่างไม่เข้าใจ

            “เจ้าคิดว่าข้าอยากถอนพิษให้เขาหรือไงเจ้าอยากเห็นเขาฆ่าหมอหลวงจนหมดทั้งวังหรือ?” มู่จื่อหลิงถามอย่างอารมณ์เสีย

            ชั่วพริบตาหลงเซี่ยวเจ๋อก็มีท่าทีเข้าใจขึ้นมา“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ยังเป็นพี่สะใภ้สามที่จิตใจดี”

            ถ้าพี่สะใภ้สามไม่ถอนพิษนั่นให้เสด็จพี่ใหญ่เสด็จพี่ใหญ่ต้องฆ่าคนไปมากกว่านี้แน่ แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเสด็จพี่ใหญ่แค่งดกิจกามไปไม่กี่วัน เหตุใดจึงกระหายในราคะเพียงนั้น ทำเสียจนตนเองหมดสติไป

            หากหลงเซี่ยวเจ๋อรู้ว่าที่หลงเซี่ยวหลีกลายเป็นเช่นนี้เป็นเพราะมู่จื่อหลิงแอบวางอุบายลับๆก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกเช่นใด

            ตลอดทั้งทางมีหลงเซี่ยวเจ๋อพูดเรื่อยเปื่อยก็ดูเหมือนว่าเวลาจะผ่านไปเร็วเป็นพิเศษราวกับไม่ถึงครู่หนึ่งพวกเขาก็มาถึงจวนฉีอ๋องเสียแล้ว ทว่ามีเพียงหลงเซี่ยวเจ๋อเท่านั้นที่คิดว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            พวกเขายังไม่ทันลงจากรถม้าก็เห็นลุงฝูยืนรออยู่ตรงประตูอย่างร้อนรน

            เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกแล้ว?

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808