ตอนที่แปดสิบสาม การฝึกฝนตนเอง
ตั้งแต่เข้าคอร์สเรียนอาคมกับอาจารย์คง
ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าที่พระเยซูเตือนไว้เรื่องการยุ่งเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณจะทำให้เราโดนภูตผีวิญญาณเข้าสิงเราจนเรากลายเป็นคนบ้าเสียสติอยู่ในสุสานนั้นพระเยซูเตือนไว้ถูกต้องแล้ว
พระเกจิอาจารย์ต่างๆก็เตือนไว้ตรงกันในเรื่องนี้
การจะกลายเป็นคนบ้าชีเปลือยเสียสติหากฝึกเวทย์ผิดพลาดมีบันทึกไว้ตลอดมาหลายพันปี
ทำให้ผมพยายามที่จะฝึกวิชาสายเสริมพลังที่มีผลแน่นอนกว่า
แน่นอน
มอตาริอ้อนแห่ง Warhammer ก็โดนปีศาจเยาะเย้ยไว้ว่า
“ต่อให้เจ้าพยายามจะใช้การคำนวณตัวเลขมหัศจรรย์numerology มากแค่ไหนและหลอกตนเองว่าไม่ใช่พลังจากวาร์ปมันก็ยังเป็นพลังจากวาร์ป”
ซึ่งก็ต้องทำให้ผมครุ่นคิดได้บางอย่างว่าที่ผมทำคือการหลอกลวงตนเองและอีกอย่างคือเรามีอีกสายวิชาคือnumerology ตัวเลขมหัศจรรย์และ การทำนาย divination
หากเราที่ได้รับการเรียนศึกษาภาคบังคับมาเขียนคำนวณคณิตศาสตร์แพ้เกจิอาจารย์ที่คำนวณเลขสิบสองหลักในหัวก็ยังไม่ได้แบบเด็กที่เรียนพิเศษสมัยนี้ก็แย่แล้ว
ตัวเลขไม่เกินสามหลักยังใช้กระดานคำนวณคิดดูก็ละกัน
“ยามอุบากอง”
พม่าแหกคุกวิชาการทำนายที่เร้นลับใช้การคำนวณฤกษ์ยามต่างๆว่าทำให้สามารถแหกคุกออกไปได้(มีคำบอกกล่าวอีกอย่างว่าไม่ใช่ความจริงอุบากองใช้อุบายหนีไปตามธรรมดานี่ล่ะ)
หากให้เด็กที่ต้องเรียนพิเศษเจ็ดวันต่อสัปดาห์ดูคงมองว่า
“นี่ลุงคำนวณได้แค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นเกจิอาจารย์แล้วหรือ?แล้วทำไมผมต้องคำนวณมากกว่าสิบสองหลักเรียนพิเศษเจ็ดวันต่อสัปดาห์ด้วย?”
เป็นความแตกต่างของยุคสมัยอีกแนวทางหนึ่ง
ว่าพ่อแม่เองก็ไม่รู้ว่าเด็กสมัยนี้ต้องเรียนหนักแค่ไหนหรือต้องเจอกับโจทย์อย่างไรบ้าง
การให้เอไอทำนายนรลักษณ์จากการจับภาพใบหน้าก็คงอยู่ไม่ห่างไกลแล้ว
นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกค่อนข้างไม่ชอบแนวคิดนรลักษณ์ที่มองคนจากหน้าตา
แต่นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้มีแนวคิดแบ่งใบหน้าคนเป็นส่วนๆให้เอไอลองจับภาพต่างๆหาคนที่มีลักษณะอาชญากรรมหรือออทิสติกส์ก็เรียกว่าได้ผลดีในระดับหนึ่ง
แต่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกไม่พอใจอย่างมากที่รู้สึกว่าการดูคนจากภายนอกนั้นพอมีมูลอยู่
แต่อย่างเดียวกับที่ศาสนาพุทธว่าไว้
ต่อให้เรามีนรลักษณ์อัปลักษณ์กุศลกรรมก็จะทำให้เรารอดพ้นจากสิ่งที่มีติดตัวแต่เกิด
โสกราตีสก็เคยโดนคนทำนายทายทักว่าคือคนหมกหมุ่นหัวรั้น อารมณ์โมโหร้ายจนลูกศิษย์โมโหที่อาจารย์โดนทักอย่างนั้นเพราะไม่ใช่นิสัยของโสกราตีสที่ลูกศิษย์รู้จักเลย
แต่โสกราตีสก็กล่าวว่า
อาจารย์มีนิสัยเช่นนั้นล่ะแต่ที่เห็นว่าเป็นอย่างปัจจุบันนี้คือการฝึกฝนตนเอง
เราอาจจะมีพื้นฐานที่ไม่ดีได้แต่ทุกคนยังสามารถเลือกที่จะทำดีได้
แต่ใครสักกี่คนเล่าจะสามารถเอาชนะข้อเสียของตนเองได้อย่างพระอริยสงฆ์หรือโสกราตีส?
การที่ผมทำคงจะไม่ต่างจากมอตาริอ้อนที่พยายามหลอกตนเองว่าที่ทำอยู่ตอนนี้นั้นไม่ใช่เวทย์อาคม
เจิดพยายามแบกซุงและลุกนั่ง
พยายามทำอย่างนักเพาะกายเพาะกล้ามและดื่มนมกับเนื้อไก่และไข่ต่างๆเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ร่างกายของเขานั้นสูงใหญ่สมกับเป็นตัวร้ายลุกชายกำนัน
อาจจะเพราะเขาได้อาหารการกินที่ดีกว่าตั้งแต่วัยเด็ก
นี่คือความน่าเศร้าของชีวิต
อาหารการกินในวัยเด็กคือตัวตัดสินความสูงและร่างกายของเราในเวลาที่เจริญเติบโตขึ้น
ในอดีตมีคนเรียกชาวญี่ปุ่นว่า “ยุ่น” “สลัดเตี้ย”
ทำให้รัฐบาลชาวญี่ปุ่นโฆษณาชวนเชื่อให้เด็กทานเนื้อทานนม ทานอาหารให้มากขึ้น
ไจแอนท์ โกคูหรือลูฟี่ที่เน้นทานอาหารจำนวนมากก็คือการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง
ว่าคนที่ทานอาหารจำนวนมากคือคนแข็งแรงคนที่ทานน้อยคือพวกตุ๊ดตู่ไม่มีเรี่ยวแรง
ว่าร่างกายเราอาจจะไม่ได้มาตรฐานเกิดมาตัวเตี้ยแต่การได้สารอาหารที่ครบถ้วนก็ทำให้เราไม่ตัวเตี้ยเกินไปนัก
เจิดตอนนี้ก็เช่นกัน
พยายามฝึกทุกวิถีทางเพื่อลบจุดอ่อนและเสริมจุดเด่นที่ได้จากเวทย์
ในตอนที่มันเปรียบมวยกับไอ้ขามตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ
ตอนแข่งเปรียบมวยกับไอ้จามในงานบุญตามต้นฉบับนั้นไอ้เจิดหมดแรงจนต้องทานยาชูกำลังและยังต้องให้กรรมการและไอ้ห้อยไอ้โหนช่วยโกงในการเปรียบมวยโดยการวางยาไอ้ขาม
แต่ไอ้ขามก็ยังเอาชนะได้ทั้งที่ไอ้เจิดโกงทุกอย่างนี่ล่ะ
ผมได้ค้นพบว่า
เวทย์อาคมของทางภูมิภาคนี้ออกไปในทางสาย VIT เน้นไปในทางป้องกันตนเองและความทรหดอดทนไม่เจ็บปวด
หรือเราต้องสักลิงลมนะเพื่อให้ได้เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว?
แต่ต้องแลกมากับการเข้ารับราชการไม่ได้เพราะเห็นรอยสักชัดเจนกับการที่อาจจะโดนของขึ้นทำท่าเหมือนลิงและนิสัยจะกลายเป็นอยู่ไม่สุขชอบเกาตามตัวเหมือนกับลิงนั่นเอง
ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆในโลกแห่งอาคมนี้