ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 5 ตอนที่ 23 แยกย้าย 1/2

            “แล้วคิดว่าพวกข้าจะยอมให้เจ้าขวางหรือไง” จงหมิ่นตะโกนออกมา สิ้นเสียงตะโกนของจงหมิ่นคนในกองกำลังพันธมิตรทุกคนก็ระเบิดลมปราณออกมา

            เคล็ดวิชาดาบเพลิงวารี ดาบทลายกฎเกณฑ์ / ปราณอสูรจันทรา กรงเล็บฉีกกระชาก / เพลงกระบี่ดอกสาลี่ กลีบดอกไม้ร่วงโรย / ปราณแสงวายุอัสนี ศรสามประสาน / เพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้า กระบวนท่าที่หนึ่ง ฟินิกซ์ทะยานฟ้า / วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงแรก สำเนียงตัดวายุ /เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร พยัคฆ์คชสารถล่มปฐพีทลายนภา /เพลงกระบี่ไร้สำนึก กระบี่ทลายสำนึก

            ตู้ม!!!! กระบวนท่าระยะไกลของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างรุนแรง การโจมตีในครั้งนี้ของกองกำลังพันธมิตร เรียกได้ว่ามีความรุนแรงยิ่งนัก สามารถปกป้องเนี่ยหลุนที่กำลังย้ายร่างของอูหลินเฟิงได้ และ ยังสามารถชนะในด้านพลัง ดับทำลายกระบวนท่าของฝั่งแดนจันทราโลหิตได้ และยังหลงเหลือพลังมากพอที่จะส่งพลังทำลายไปยังกองกำลังแดนจันทราโลหิตที่กำลังหลบอยู่ภายในม่านวารี

            “รีบหลบเร็วเข้า!!!” ด้วยพลังที่รุนแรงของฝ่ายตรงข้าม เสวี้ยเจ๋อสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าม่านโลหิตไม่อาจที่จะดูดกลืนและป้องกันกระบวนท่าได้ทั้งหมด จึงเลือกที่จะให้ทุกคนถอยออกไปมากกว่าที่จะต้องรับการโจมตี เมื่อได้รับความสั่งของเสวี้ยเจ๋อ อสุรกายโลหิตในร่างของตงฟางชุนก็ปลดม่านโลหิตออก ทำให้ทุกคนภายในกองกำลังแดนจันทราโลหิตพุ่งตัวหลบหนีกระบวนท่าที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            ในตอนนี้เรียกได้ว่ากองกำลังพันธมิตรและกองกำลังแดนจันทราเลย อยู่ฝั่งตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง โดยมีกู่ซือเอินและเทพศพโลหิตกำลังปะทะกันอยู่ตรงกลางของทั้งสองฝ่าย กองกำลังพันธมิตรไม่กล้าเข้าใกล้เทพศพโลหิตเพราะละอองโลหิตของอีกฝ่าย ส่วนกองกำลังแดนจันทราโลหิตไม่กล้าเข้าไปเพราะหวาดกลัวต่อพิษของกู่ซือเอิน เพราะในตอนนี้สิ่งที่กู่ซือเอินทำหลังจากที่ได้รับรู้ว่าเทพศพโลหิตไม่สามารถควบคุมเลือดภายในร่างกายของตนเองได้ก็คือ การใช้ร่างเทวราชพันพิษแบบเต็มกำลัง และยังสร้างหมอกพิษไว้รอบๆ ตัว เพื่อไม่ให้แดนจันทราโลหิตคนอื่นเข้ามาใกล้

            ปราณโลหิต เกราะทับทิมโลหิต / ปราณโลหิต โลหิตแปรผัน

            เพราะไม่กล้าที่จะสัมผัสกับหมอกพิษโดยตรง เทพศพโลหิตจึงได้นำเลือดจำนวนมากสร้างเป็นเกราะป้องกันเอาไว้ เพื่อไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับพิษ และในการต่อสู้ครั้งนี้เทพศพโลหิตก็ไม่กล้าที่จะหายใจเข้าไปเช่นเดียวกัน

            ‘นึกไม่ถึงเลยว่านอกจากเจ้าเด็กบ้าสองคนที่ใช้ร่างของภูตมารับมือ ยังมีนังหนูนี่ที่สามารถกดดันข้าได้เช่นนี้’ เทพศพโลหิตหลังจากที่พยายามรับมือกู่ซือเอินอย่างยากลำบาก แม้ว่าในตอนนี้เขาจะสามารถใช้ปราณโลหิตได้อย่างอิสระ ไม่เหมือนกับภายในอาณาเขตอักขระมนตรา ที่ทำได้เพียงทำให้เลือดแข็งตัวเท่านั้น แต่ในครั้งนี้เขาสามารถที่จะใช้เลือดได้หลากหลายสถานะไม่ว่าจะทำให้เป็นของแข็งหรือของเหลวการโจมตีอิสระมากยิ่งขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เทพศพโลหิตได้เปรียบในการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย

            พละกำลังมหาศาลที่โจมตีเข้ามาหาเทพศพโลหิต ทำให้เทพศพโลหิตถึงกลับไม่กล้าปะทะด้วยตรงๆ จำเป็นจะต้องใช้เทคนิคมากมายเพื่อใช้ในการต่อสู้กับแรงมหาศาลของกู่ซือเอิน แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่าก็ทำให้สามารถใช้เพลงกระบี่รับมือกับกู่ซือเอินได้ กลายเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อภายในหมอกพิษ

            ‘แย่ล่ะสิ!! หากเป็นแบบนี้ต่อไป ข้าต้องขาดอากาศหายใจก่อนแน่ๆ’ เทพศพโลหิตคิด จ้องมองไปยังกู่ซือเอินที่ในตอนนี้กำลังต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าเทพศพโลหิตจะใช้การโจมตีแบบไหนก็ตามไม่ว่าจะเป็นกระสุนโลหิตเหลว หรือ กระบี่ทับทิมโลหิต กู่ซือเอินเพียงใช้กริชทั้งสองตั้งรับการโจมตีและทำลายการโจมตีไปพร้อมๆ กัน ในบางครั้งก็ไม่สนว่าตนเองจะโดนโจมตีมากมายเท่าไหร่ ยิ่งต่อสู้ยิ่งดุดันขึ้น จนแม้แต่เทพศพโลหิตยังหวาดกลัวในวิธีการต่อสู้ของนาง

            ในระหว่างที่เทพศพโลหิต กำลังหาทางรอดอยู่นั้นเอง ด้วยประสาทสัมผัสปราณที่ดีที่สุดภายในที่แห่งนี้ ก็สามารถสัมผัสถึงการโจมตีที่รุนแรงเกินกว่าใครจะป้องกันได้ หลังจากนั้นไม่นานทุกๆ คนในสนามรบแห่งนี้ก็สามารถสัมผัสได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ทุกคนเห็นก็คือลำแสงเปลวเพลิงขนาดใหญ่ที่แฝงไว้ด้วยพลังของจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์พุ่งตรงมายังพวกเขาทั้งหมด ลำแสงนั้นใหญ่โตจนราวกับว่าจะสามารถโจมตีให้ทุกๆ คนที่อยู่ภายในที่แห่งนี้หายไปได้ทั้งหมด

            “มันจะอะไรกันนักกันหนา” จงหมิ่นกล่าว

            “นั่นมันอะไรกัน!!” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับมองไปยังคลื่นพลังโจมตีอันยิ่งใหญ่ที่โจมตีเข้ามา

    ..

    ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที ทางด้านของสองสัตว์อสูรที่กำลังต่อสู้กัน

            มังกรเพลิงผู้ที่เป็นถึงจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง ผู้ที่เป็นดั่งราชาของเขตใต้ภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้ กำลังถูกท้าทายโดยวิหคอัสนีสัตว์อสูรที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นชนชั้นจักรพรรดิอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นได้ การต่อสู้ที่ผ่านมาเรียกได้ว่ามังกรเพลิงทำเพื่อความสนุกเพียงเท่านั้น ไม่ได้ใช้พลังที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย

    แต่เมื่อมันต่อสู้กันไปเรื่อยๆ จนมังกรเพลิงเริ่มที่จะเบื่อ มันจึงเลือกที่จะจบการต่อสู้นี่ลง มังกรเพลิงที่มีรูปร่างคล้ายกับอสรพิษเลื้อยตัวไปมาหลบหลีกสายฟ้าของวิหคอัสนีที่พุ่งเข้ามาโจมตี จากนั้นก็ใช้ร่างกายอันใหญ่โตรัดร่างกายของวิหคอัสนี จนวิหคอัสนีไม่อาจที่จะขยับเขยื้อนได้

            จากนั้นมังกรเพลิงก็ได้รวบรวมพลังทั้งหมด และพ่นลมหายใจมังกรเพลิงปลดปล่อยเปลวเพลิงที่ร้อนแรงออกมาเป็นเส้นตรง ทะลวงไปยังหัวของวิหคอัสนี จนสามารถสังหารวิหคอัสนีได้ในที่สุด และเปลวเพลิงจากลมหายใจมังกรนั้น อย่างรุนแรงมากพอที่จะส่งการโจมตีนั้นออกไปเป็นเส้นตรง รวมถึงยังสามารถส่งออกไปได้ไกลยิ่งนัก พุ่งตรงเข้าหาเหล่ามนุษย์ที่กำลังต่อสู้กันอยู่

            ..

            “กู่ซือเอิน...รีบหลบออกมาเร็ว!!!” จงหมิ่นรีบตะโกนเรียกกู่ซือเอินที่กำลังต่อสู้กับเทพศพโลหิตอยู่ ต่อให้เป็นกู่ซือเอินหากว่าโดนแผดเผาด้วยเปลวเพลิงของอสูรชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายก็อาจจะถูกทำลายจนไม่อาจฟื้นฟูได้อีกต่อไป และอาจจะสามารถตกตายได้หากยังฝืนต่อสู้อยู่ นั่นก็เพราะว่าการโจมตีของมังกรเพลิงที่พุ่งตรงเข้ามานั้น พุ่งตรงเข้ามาหาร่างของกู่ซือเอินและเทพศพโลหิต

            “ชิ!!” กู่ซือเอินร้องออกมาอย่างขัดใจ ถ้าหากว่าไม่มีพลังของมังกรเพลิงเข้ามาขว้าง อีกไม่นานกู่ซือเอินย่อมต้องสามารถกดดันจนทำให้เทพศพโลหิตพ่ายแพ้ได้อย่างแน่นอน

            ‘โอกาสนี้แหละ!!’ เทพศพโลหิตเมื่อเห็นว่าการโจมตีของสัตว์อสูรกำลังใกล้เข้ามา ก็ได้ระเบิดทั้งหมดโจมตีไปยังร่างของกู่ซือเอิน

            ปราณโลหิต บีบอัดโลหิต

            เทพศพโลหิตบีบอัดโลหิตของตนเองจนกลายเป็นกระสุนที่รุนแรงโจมตีออกไป เมื่อกู่ซือเอินใช้กริชของตนเองรับการโจมตีที่พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง นางต้องใช้แรงมหาศาลถึงจะสามารถป้องกันการโจมตีนั้นไว้ได้ แต่ในเสี้ยววินาทีที่กู่ซือเอินใช้พลังในการปัดป้องการโจมตี เทพศพโลหิตก็ได้พุ่งตัวหลบออกไปจากสนามรบเข้าไปรวมตัวกับเสวี้ยเจ๋อ

            กู่ซือเอินที่เห็นแบบนั้นก็จำเป็นที่จะต้องถอยหลังกลับอย่างจำใจ พุ่งตัวกลับไปยังกองกำลังพันธมิตรอย่างรวดเร็ว

    หลังจากที่ทั้งสองคนกลับไปยังกองกำลังของตัวเอง ลมหายใจมังกรก็พุ่งตรงตัดผ่านทั้งสองกองกำลัง การโจมตีของมังกรเพลิงที่ตัดผ่านสนามรบ ทำให้เกิดกำแพงเพลิงที่แบ่งสองกองกำลัง ทำให้กองกำลังทั้งสองถูกแบ่งไว้คนละด้านของเปลวเพลิงโดยทันที

            .....

            “บ้าเอ๋ย!! เกือบจะกำจัดพวกมันได้แล้วเชี่ยว” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวออกมาอย่างขัดใจ ด้วยเปลวเพลิงที่สร้างจากอสูรชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทำให้กองกำลังพันธิไม่อาจจะที่พุ่งตัวเข้าไปโจมตีอีกฝ่ายได้อีกแล้ว

            “รีบออกจากตรงนี้เร็ว ไฟกำลังไหม้ป่ารอบๆ แล้ว ถ้าหากอยู่ต่อไป ได้โดนไฟคลอกตายแน่” จงหมิ่นรีบหันไปบอกกับทุกคนหลังจากสังเกตเห็นว่าป่าที่โดนลมหายใจมังกรตัดผ่าน กำลังลุกไหม้ อย่างรุนแรง และเปลวเพลิงนั้นยังทำให้ป่ารอบๆ เกิดการลุกไหม้ติดต่อกันอย่างรวดเร็ว

    จากนั้นคนทั้งหมด จึงไม่มีทางเลือกรีบหลบหนีออกจาก บริเวณป่าอย่างรวดเร็ว หลบหนีจากไฟป่าที่กำลังลุกลาม ค่อยๆ ออกห่างจาก กองกำลังแดนจันทราโลหิตออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาสามารถหาที่ปลอดภัยได้ทุกคนจึงหยุดลงเพื่อดูอาการของอูหลินเฟิง

            “หลินเฟิง เป็นอย่างไรบ้าง” กู่ซือเอินที่ รีบหันไปหาเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่กำลังใช้ปราณพฤกษา รักษาอูหลินเฟิง

            “อาการแย่มากเลยเจ้าค่ะ แม้ว่าข้าจะสามารถรักษาบาดแผลทั้งหมดให้ได้ แต่ว่าตอนนี้เลือดของเทพศพโลหิตหลอมรวมเข้ากับเลือดของคุณชายอู หากคิดรักษาเขาให้หายขาดจำเป็นจะต้องทำให้เลือดของเทพศพโลหิตภายในร่างของเขาหายไปก่อน ไม่อย่างนั้นหากว่าเทพศพโลหิตได้พบเจอเขาอีกครั้ง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ละอองโลหิตเข้ามาสัมผัสกับเลือดของคุณชายอูอีก แต่สามารถที่จะโจมตีสั่งตายจากระยะไกลได้ เพียงแค่เห็นหน้าเท่านั้น” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว ต่อให้เป็นลมปราณพฤกษาพิสุทธิ์ของนางก็ไม่อาจที่จะแยกเลือดได้

            “แล้วต้องทำยังไง??” จงหมิ่นถามขึ้นด้วยความกังวล

            “มีอีกทางนึงก็คือ ต้องให้เลือดของคุณชายอูกลายเป็นพิษ ใช้พิษทำลายเลือดของเทพศพโลหิตภายในร่างกาย...ในระหว่างนั้น ข้าจะใช้ลมปราณพฤกษาเพื่อช่วยรักษาอวัยวะต่างๆ ที่จะถูกทำลายจากพิษ แต่ว่าอาจจะทำแบบนั้นคุณชายอูจะได้รับความเจ็บปวดทรมานอย่างมหาศาล"เสวี่ยหานเอ๋อร์ บอกถึงวิธีการที่จะต้องทำหากต้องการและรักษาชีวิตของอูหลินเฟิง

            "วิธี..การแบบ..นี้มัน"กู่ซือเอินถึงกับลังเล เมื่อได้ยินวิธีการรักษาที่เสวี่ยหานเอ๋อร์เสนอมา การทำแบบนั้นหมายความว่านางจะต้องใช้พิษของนาง แม้จะทำเพื่อรักษาชีวิตของอูหลินเฟิง แต่ว่านั้นก็ถือเป็นการทำให้อูหลินเฟิงเจ็บปวดทรมานมากกว่าเดิม

            “คุณหนูกู่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าสามารถใช้เสียงเพลงเพื่อระงับความเจ็บปวดของเขาได้ชั่วคราว ในระหว่างที่ทำการรักษาข้าจะช่วยบรรเลงเพลงเพื่อไม่ให้เขาต้องทรมาน” ไป๋หลันฮวาที่ได้ยินวิธีการรักษาก็เสนอตัวช่วยทันที

            “ขอบใจ” กู่ซือเอินหันไปขอบใจไป๋หลันฮวา

            “ไม่เป็นไร” ไป๋หลันฮวาตอบจากนั้นก็ได้ลงมือบรรเลงพิณของตัวเองทันที

            วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่เจ็ด บทเพลงสงบจิต

            เสียงบรรเลงพิณของไป๋หลันฮวาดังขึ้นพร้อมๆ กับที่การรักษาเริ่มต้นขึ้น กู่ซือเอินจับมือของอูหลินเฟิงเอาไว้แน่นจากนั้นก็ได้ส่งพิษเทวราชของตนเองเข้าไปยังร่างของอูหลินเฟิง อูหลินเฟิงที่กำลังสลบอยู่ถึงกับแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา แต่ว่านั้นก็ยังถือว่ายังเป็นความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากว่าไม่มีเสียงพิณของไป๋หลันฮวา อูหลินเฟิงอาจจะตื่นและความทรมานจากพิษก็เป็นไปได้

            “เราจะเอาอย่างไรต่อไปดี” เนี่ยซินหันไปถามกับคนอื่นๆ ในตอนนี้สถานการณ์ของกองกำลังพันธมิตรเรียกได้ว่าย่ำแย่ยิ่งนัก จอมยุทธ์ตกตายไปเป็นจำนวนมากแถบกุนซือยังบาดเจ็บสาหัสอีก

            “คงต้องรอให้อูหลินเฟิงตื่นขึ้นมาก่อน ไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นกุนซือของพวกเรา จะหลบหนีออกจากแดนเทพรกร้างหรือจะเข้าสู้ต่อไปก็ควรที่จะวางแผนเอาไว้ก่อน เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ ถ้าหากว่าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการต่อสู้ของสัตว์อสูรชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ละก็คงจะสามารถสังหารเทพศพโลหิตได้แล้ว” หลางจวินกล่าว จริงๆ แล้วอีกเพียงนิดเดียวเทพศพโลหิตก็เกือบจะโดนจัดการไปแล้วถึงสองครั้ง แต่ทั้งสองครั้งกลับได้รับการช่วยเหลือจากพลังของสัตว์อสูรที่โจมตีแบบมั่วๆ

            “ใช่ ไม่อย่างนั้นก็ละจอมยุทธ์จำนวนมากก็ไม่ต้องมาตายแบบนี้” เนี่ยหลุนเองก็เห็นด้วย พวกกับหันไปมองรอบๆ ในตอนนี้กองกำลังของพวกเขาทั้งหมดที่รอดจากการโดนทรยศมีเกือบเก้าสิบคน บางคนตายจากการต่อสู้กับอสุรกายโลหิต บางคนโดนอวี้จางสังหาร มีหลายคนที่โดนมารสวรรค์สังหาร และ ก็มีหลายคนที่โดนเทพศพโลหิตสูบเลือด ในตอนนี้กองกำลังพันธิจึงเหลือเพียงแต่ อูหลินเฟิง เรน ลุค กู่ซือเอิน จงหมิ่น ลี่เจียง เซี่ยชิงเอ๋อร์ เสวี่ยหานเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา หลางจวิน         เนี่ยซิน เนี่ยหลุน เยว่ฟง เฟิ่งหวงหยางชุน สิบสี่คนเท่านั้นเรียกได้ว่ากองกำลังทั้งหมดตกตายไปเกือบหมด

    ลมปราณพฤกษาพิสุทธิ์ของเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่ส่งเข้าภายในร่างของอูหลินเฟิง กำลังประคองไม่ให้ภายในร่างกายเสียหายจากพิษที่กำลังทำลายเลือดของเทพศพโลหิต

            “อย่าเป็นอะไรนะ” กู่ซือเอินกล่าวในขณะที่ยังจับมือของอูหลินเฟิงไม่ยอมปล่อย อูหลินเฟิงในตอนนี้แม้จะได้รับการช่วยเหลือการเสียงพิณของไป๋หลันฮวาแต่ก็ยังแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาอยู่ดี

            ในสติที่เลือนรางของอูหลินเฟิง ภายในวิญญาณสามารถรับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง และ ยังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลบางอย่างที่อยู่ไกลออกไป ในทิศทางที่แตกต่างกันถึงสองจุด และในตอนนั้นเองภายในดวงวิญญาณของอูหลินเฟิง แสงวิญญาณสีน้ำเงินที่มาจากพลังของเทพรังสรรค์นาสเทียก็ได้ส่องแสงสว่างภายในดวงวิญญาณ พร้อมกับมีเสียงที่ดังขึ้นมาว่า

            ‘เฟิงเอ๋อร์’

    ..

    ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน