บทที่ สามสิบหก
กระดิ่งเงินเล็กๆที่แขวนประดับชายคาส่งเสียงเบาๆ เสนาะหูเมื่อสายลมหอบผ่านระเบียงทอดยาวแห่งตำหนักฟู่ตงเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วจากสวนด้านนอกแว่วเข้ามาเคล้ากับกลิ่นหอมของถุงหอมที่แขวนตามมุมห้อง
ภายในห้องรับรองประดับด้วยผ้าม่านโปร่งลวดลายเถาวัลย์เลื้อยพันเสริมด้วยแจกันลายครามวางเด่นบนแท่นไม้แกะสลักส่งเสริมบรรยากาศให้ดูสงบงดงามอิงหลานและฟ่านหรูยืนอยู่ใกล้เบาะกำมะหยี่สีเขียวหยกใบหน้าของทั้งสองเคร่งครัดเล็กน้อยขณะจับจ้องไปยังกองผ้าไหมพับเรียงซ้อนกันเป็นระเบียบบนโต๊ะเตี้ยที่พึ่งขนออกมาหวังจะให้ผู้เป็นนายได้เลือก
“งานชมบุปผาที่ตำหนักจิ่นหรูไม่ใช่พิธีการแต่ก็เป็นงานใหญ่”อิงหลานกล่าวพลางใช้นิ้วเรียวไล้ไปตามผืนผ้าเนื้อดี“ผู้คนที่เข้าร่วมย่อมมีทั้งขุนนางเชื้อพระวงศ์ รวมถึงสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ไม่อาจแต่งตัวง่ายเกินไปทว่ายังต้องระวังมิให้มากเกินควรด้วย”
ฟ่านหรูพยักหน้าสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอื้อมหยิบพับผ้าสีชมพูอ่อนขึ้นคลี่ออกให้ผู้เป็นนายสำรวจดวงตากลมของนางพิจารณาลวดลายปักด้ายทองเป็นรูปปลาหลีฮื้อก่อนจะหันไปมองสตรีผู้เป็นนายของตนที่นั่งเอนหลังอย่างผ่อนคลายอยู่บนตั่งไม้หลี่ผินในชุดสบายๆ เนื้อแพรบางเบาสีอ่อนกว่าลูกท้อกำลังจิบชาพลางฟังบทสนทนาโดยไม่คิดแทรกแซงทั้งที่เกี่ยวกับตัวเอง
“พับผ้าที่ได้รับพระราชทานมามีมากมายตัดใหม่เสียเลยดีหรือไม่เพคะ?” ฟ่านหรูเสนอขึ้นอีกครั้งหวังให้นายหญิงหันมาสนใจ
“อย่ายุ่งยากเลย” หลิวชิงเซียงกล่าวเสียงเรียบวางถ้วยชาลงก่อนจะเอียงหน้ามองนางกำนัลทั้งสองอย่างเกียจคร้าน “ที่มีอยู่ก็ยังมีที่ไม่เคยสวมชุดพิธีการก็มี”
ฟ่านหรูยิ้มบาง“แต่ชุดพิธีการออกจะเป็นทางการเกินไปงานชมบุปผานี้มิใช่พิธีการ เพียงเป็นงานชุมนุมของบุคคลสำคัญการเลือกชุดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคนว่าจะเลือกแสดงตนในฐานะใด”
ได้ยินแบบนี้นางพลันถอนหายใจแผ่วคิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย “ยุ่งยากเสียจริง ชีวิตการเป็นสนมนี่” ก่อนนางจะส่ายหน้าเบาๆแล้วปรายตามองสองนางกำนัล “เช่นนั้นข้าจะไม่ออกความเห็น ให้พวกเจ้าจัดการ ข้าขอเพียงรอใส่เท่านั้น” อิงหลานและฟ่านหรูมองหน้ากันก่อนจะแอบยิ้มฟ่านหรูหันไปคัดเลือกผ้าอีกครั้ง
ขณะที่อิงหลานยังมีเรื่องไม่วางใจนักก่อนจะตัดสินใจเอ่ยต่อนายหญิงของตน“หลี่ผินเพคะงานนี้มิใช่แค่สนมในวังเท่านั้น แต่หญิงชั้นสูงจากภายนอกก็เข้าร่วมด้วย” นางกล่าวเสียงเบาขณะก้มหน้าพับมุมผ้าให้เรียบร้อย “พระสนมต้องระวังให้ดีอาจมีผู้ใช้โอกาสนี้เข้าใกล้ฝ่าบาทนะเพคะ”
คนที่นั่งเกียจคร้านอยู่พอได้ยินดังนั้นก็หัวเราะในลำคอคล้ายจะยั่วเย้าแต่แฝงความเย้ยหยันอยู่ในที นางไม่กล่าวสิ่งใดต่อนางไม่ใช่เด็กสาวเสียหน่อยที่หวาดกลัวต่อเรื่องพวกนี้
“อิงหลาน อย่าทำให้หลี่ผินไม่สบายใจสิ” ฟ่านหรูปรามเบาๆก่อนจะปรายตายิ้มมุมปาก “ทุกวันนี้ ฝ่าบาทเสด็จมาตำหนักฟู่ตงอย่างน้อยสามวันในห้าวันมีที่ไหนจะไปเหลียวแลหญิงอื่นอีก”
หากแต่คำพูดปลอบใจนี้ไม่ได้ทำให้นางกล่าวหรือแสดงอาการอะไรออกไปนางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง รสขมนิดๆ ปะแล่มอยู่ที่ปลายลิ้นแต่กลับให้ความรู้สึกอุ่นสบายในลำคอ ในใจกลับรู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาดใบชานี้ก็ไม่เลว..
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำแสงแดดเจิดจ้าของฤดูร้อนที่เคยแผดเผาแผ่วลง กลายเป็นไออุ่นบางเบาหลิวชิงเซียงก้าวขึ้นเกี้ยวประดับลวดลายปลาหลีฮื้อล้อคลื่นในยามเซิน[1]ลวดลายลงรักปิดทองทอประกายรับแสงตะวันอิงหลานและฟ่านหรูเป็นผู้ติดตามตามปกติ
นางนั่งประคองตัวนิ่งระหว่างการเดินทางรอจนกระทั่งเกี้ยวถูกหยุดลงหน้าตำหนักจิ่นหรู นางกำนัลรีบเข้ามาเปิดม่านให้หลี่ผินผู้ได้รับโปรดปรานหนึ่งเดียวที่ทุกคนอยากพบหน้าก้าวลงอย่างสง่างามชุดกระโปรงยาวสีฟ้าครามทอแซมดิ้นขาวเงินพลิ้วไหวไปตามแรงลม อาภรณ์มีลวดลายดอกไม้บานประปรายท่วงท่าสงบนิ่ง
ยามนี้ลมบ่ายแก่พาเอากลิ่นบุปผานานาพันธุ์อบอวลในอากาศล้อมรอบตำหนักจิ่นหรูทั้งกุ้ยฮวาที่ปลูกไว้เป็นแนวทอดยาว โบตั๋นบานสะพรั่งกลางแปลงสวนทุกอย่างล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างงดงามสมเป็นงานใหญ่แห่งฤดูกาลหากแต่พอลงจากเกี้ยวได้เพียงสามก้าวเท่านั้น
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
เสียงประกาศดังขึ้นทั่วบริเวณทุกคนที่อยู่ในลานตำหนักหยุดชะงักฮ่องเต้ออกจะมาเร็วไปเสียหน่อยทุกคนเลยไม่ได้ตั้งตัวก่อนจะรีบคุกเข่าทำความเคารพลานกว้างที่เต็มไปด้วยแขกเหรื่อในอาภรณ์งามตาต่างลดตัวลงพร้อมเพรียงคลื่นสีสันจากเสื้อผ้าสตรีสูงศักดิ์สลับท่ามกลางเงาอาคาร
หลี่ผินก็เป็นหนึ่งที่คุกเข่าลงเช่นกันมือเรียวประคองชายกระโปรงไว้หลวม ๆ นางหลุบตาลงต่ำ แม้ไม่ได้เงยหน้ามองแต่กลับสัมผัสได้ถึงอำนาจที่แผ่กระจายจากบุคคลที่เพิ่งเสด็จมาถึงเสียงฝีเท้านั้นก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนที่เงาร่างสูงจะหยุดลงตรงหน้า “ลุกขึ้นเถิด”
น้ำเสียงคุ้นเคยนุ่มลึกแต่ทรงอำนาจ ก่อนที่สัมผัสอุ่นจะประคองที่แขนของนางเบาๆหลี่ผินเงยหน้าขึ้นช้าๆและสบเข้ากับดวงตาคมปลาบของบุรุษผู้เป็นศูนย์กลางของแผ่นดินดวงตาของพระองค์ก็มองนางนิ่งก่อนจะเอ่ยสั่งการเสียงราบเรียบ “ทุกคนตามสบาย”
ผู้คนที่คุกเข่าอยู่ทยอยลุกขึ้นบรรยากาศกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่หลี่ผินยังยืนนิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ก่อนที่นางจะก้มลงสำรวจอาภรณ์ของตนเองอย่างละเอียดแล้วดวงตาของนางก็พลันสั่นไหว
ชุดที่นางสวมวันนี้เป็นชุดสีฟ้าครามสลับดิ้นขาวเงินลวดลายบนเนื้อผ้าเป็นกลีบดอกไม้โปรยประดับด้วยลายปักรูปผีเสื้อพลิ้วไหวเข้ากับปิ่นทองคำขาวที่เสียบอยู่บนมวยผมและหากมองเลยขึ้นไปอีกนิดอาภรณ์ของฮ่องเต้กลับเป็นสีขาวเงินบริสุทธิ์ตัดด้วยขอบแขนเสื้อและสาบเสื้อสีฟ้าคราม สีเดียวกับนางทุกกระเบียดนิ้ว!
ความคิดแล่นพล่านในหัวนางไม่ได้เลือกชุดนี้เอง คนเลือกคืออิงหลานกับฟ่านหรูแล้วเหตุใดเสื้อผ้าของบุรุษข้างกายจึงเป็นสีเดียวกันราวกับตั้งใจ?
หลี่ผินขมวดคิ้วเล็กน้อยเหลือบมองสองนางกำนัลแต่ก่อนจะได้ส่งสายตาเอ่ยถามคนสนิท บุรุษตรงหน้าก็โน้มตัวลงเล็กน้อย ส่งมือมาให้ “เข้าไปด้านในกันเถอะ”
เสียงของพระองค์มั่นคงไม่มีอะไรผิดปกติท่าทีราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา หลิวชิงเซียงลังเลเพียงครู่ก่อนจะวางมือลงบนฝ่ามือของบุรุษเบื้องหน้าปลายนิ้วสัมผัสกับอุณหภูมิอุ่นของอีกฝ่ายนางเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าของพระองค์อีกครั้ง แต่ไม่พบร่องรอยผิดสังเกตใดๆหรือจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงๆ?
หากแต่รอบด้านมีสายตาจำนวนมากจับจ้องมาใครที่มองต่างคงคิดว่าทั้งสองตั้งใจเลือกอาภรณ์ให้เข้าคู่กันราวกับมาเป็นคู่สร้างคู่สมแต่เพียงนางเท่านั้นที่รู้ดีว่าคนเลือกชุดของตนเองไม่ใช่นาง แล้วของพระองค์ล่ะ..เป็นใครกันที่เลือกให้?
ขณะก้าวเดินตามพระองค์เข้าไปในตำหนักจิ่นหรูความสงสัยในใจนางก็เพิ่มพูนขึ้นทีละน้อยคงไม่แคล้วโดนกล่าวหาว่าถือดีกล้าสวมใส่ชุดที่ประกาศกร้าวว่าตนคือคนโปรดของฮ่องเต้บุรุษคนนี้หาเรื่องให้นางอีกแล้ว!
ภายในตำหนักจิ่นหรูถูกจัดแต่งอย่างวิจิตรบรรยากาศชวนให้รื่นรมย์ พื้นหินอ่อนเย็นเฉียบสะท้อนแสงแดดอ่อนๆกระถางดอกไม้ขนาดใหญ่ถูกจัดวางอย่างมีศิลปะดอกเหมยที่ไม่รู้ทำอย่างไรถึงยังไม่ร่วงนอกนั้นยังมีดอกโบตั๋นและดอกพุดตานเบ่งบานสะพรั่งแซมด้วยกิ่งหลิวที่ไหวเอนตามแรงลม บนโต๊ะไม้แกะสลักประณีตมีของว่างเรียงราย ทั้งขนมอบที่ขึ้นรูปเป็นดอกไม้สีหวานผลไม้นานาชนิด และสุราหอมกรุ่นรินใส่จอกหยก
ในงานเต็มไปด้วยขุนนางชั้นสูงฮูหยินตราตั้ง และบุตรชายบุตรสาว รวมไปถึงบรรดาสนมในวังหลวงทุกคนล้วนแต่งกายงดงามราวกับมวลดอกไม้ที่ต่างแข่งกันเบ่งบานในยามวสันต์
หลี่ผินที่เดินเคียงข้างฮ่องเต้สายตานับสิบคู่พุ่งมองมายังนางอย่างจงใจ สีหน้าของพวกนางสงบนิ่งแต่นางรู้ดีว่านั่นคือการประเมินหรืออาจเป็นการจับตาดูด้วยความไม่พอใจ
นางเป็นเพียงสนมที่ได้รับความโปรดปรานในระยะเวลาอันสั้นบรรดาสตรีเหล่านี้ย่อมไม่ยินดีที่นางได้รับเกียรติให้เดินเคียงข้างฮ่องเต้แต่กระนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความงามพวกนางสตรีเหล่านี้แต่ละนางล้วนแต่งกายงามตาชุดของพวกนางมีตั้งแต่สีอ่อนหวานไปจนถึงสีเข้ม บ้างเป็นสีชมพูดอกเหมยบ้างเป็นสีแดงเข้มราวกลีบกุหลาบ บ้างเป็นสีม่วงอัญชันปักดิ้นเงินทองเป็นลวดลายมงคล
ไหนจะทรงผมของแต่ละนางก็แตกต่างกันไปปิ่นทอง ปิ่นหยก และเครื่องประดับไข่มุกล้วนเป็นประกายแวววาว บางคนประดับดอกไม้สดเสียบไว้บนมวยผมส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ยามพวกนางขยับตัวในหมู่พวกนางนั้นมีหนิงเซียวซึ่งวันนี้สวมอาภรณ์สีแดงฉาน ลวดลายปักทองละเอียดลออผมดำขลับเกล้าสูง ประดับปิ่นทองคำฝังทับทิมและไข่มุกเมื่อพินิจมองดูจึงเห็นได้ว่าทุกอิริยาบถของนางเปี่ยมด้วยความงามยวนตาน่าหลงใหล
“ฝ่าบาทเดินคู่มากับหลี่ผินดูเหมาะสมกันไม่น้อย”เสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบาแต่ก็จงใจให้ได้ยิน เสียงนั้นถ้าจำไม่ผิดเป็นของไฉกุ้ยเหรินส่วนสนมอีกนางที่มีตำแหน่งรองลงมานางจำไม่ได้ แม้ใบหน้ายามเอ่ยคำดูสุภาพแต่รอยยิ้มที่คลี่ออกกลับไม่อาจปกปิดความนัยแฝงเร้น
คนที่ถูกกล่าวถึงกลับไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเพียงยิ้มบางๆ ตามมารยาท นางไม่โง่พอจะหลงเล่ห์กลวังหลังที่พวกนางถนัดหรอก
แต่อย่างไรเสีย..งานชมบุปผาในวันนี้ คงไม่ได้มีเพียงบุปผาในสวนที่กำลังแข่งกันเบ่งบานแค่ก้าวเท้าเข้ามาเพียงครู่เดียวก็มีเรื่องลอยเข้าหูแล้วหนึ่งเรื่อง
ผ่านมาได้หนึ่งเค่อหลังจากที่หลิวชิงเซียงมาถึงตำหนักจิ่นหรูเสียงกลองแผ่วเบาดังขึ้นจากปลายตำหนักสลับกับเสียงขลุ่ยแว่วมาแต่ไกลบรรยากาศโดยรอบพลันเปลี่ยนเป็นสงบเงียบ สตรีทั้งหลายที่กำลังสนทนากันเบาๆต่างหยุดทุกการเคลื่อนไหวก่อนจะหันไปทางทิศที่เสียงดนตรีแว่วมานั้น
นางซึ่งยืนอยู่ริมศาลาริมบึงฝั่งทิศใต้ห่างจากตำแหน่งของเหล่าบุรุษไม่ไกลก่อนขยับกายถอยออกจากมุมที่แฝงตัวอยู่แล้วเดินย้อนกลับมายังลานกว้างหน้าตำหนักจิ่นหรูพร้อมอิงหลานกับฟ่านหรูก็รีบเดินมาประกบเจ้านายก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฮองไทเฮาเสด็จเพคะ”
นางพยักหน้าเบาๆพอเป็นพิธี ดวงตากลมโตทอดมองไปยังเกี้ยวขนาดเรือนใหญ่ที่กำลังเคลื่อนมายังลานด้านหน้าพร้อมเสียงขานรับของขันทีดังกังวาน“ฮองไทเฮาเสด็จ!”
เหล่าสตรีทั้งหลายต่างหมอบลงถวายคำนับอย่างพร้อมเพรียงแถวหน้าคือสนมผู้มากตำแหน่ง แถวถัดไปจึงเป็นบรรดาฮูหยินและคุณหนูชั้นสูงซึ่งหลี่ผินก็ถือว่าอยู่ชั้นหน้ารองจากไท่เฟย ไท่ผินและองค์หญิงเล่อเยว่
สตรีสูงวัยสวมอาภรณ์สีเหลืองทองปักดิ้นทองแวววาวตัดกับผ้าคลุมไหล่สีเขียวหม่นปักลวดลายกลีบบุปผาซ้อนนางมีเครื่องประดับน้อยชิ้น ทว่าแต่ละชิ้นล้วนล้ำค่าจี้หยกชิ้นหนึ่งห้อยอยู่กลางอกเมื่อแสงกระทบก็สะท้อนเป็นเงาสีหยกนุ่มนวลพระพักตร์ของนางนิ่งขรึมจนยากจะแยกแยะว่าในใจคิดสิ่งใด
เมื่อฮองไทเฮาเดินผ่านพวกนางไปแล้วก้าวขึ้นเรือลำใหญ่สตรีทั้งหลายจึงลุกขึ้นตามลำดับ แล้วทยอยเดินขึ้นตามไปเรือแต่ละลำล้วนถูกประดับตกแต่งอย่างประณีตด้วยพวงมาลัยดอกไม้สดมีม่านบางโปร่งประดับระบายทองที่ไหวตามแรงลมส่วนพวกนางกำนัลที่ติดตามผู้เป็นนายมาก็เพียงอยู่ที่ตำหนักหลิวชิงเซียงจึงต้องไปเผชิญชะตากรรมหนึ่งเดียวนางก้มมองกราบเรือที่เสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ ดังขึ้นขณะลำเรือไหวตัว
โดยฟากตรงข้ามเป็นเรือของฝ่ายบุรุษชายผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายล้วนแต่งกายในอาภรณ์งามสง่า ชุดคลุมยาวสีเข้มเนื้อผ้าเนียนละเอียดแสดงถึงฐานะและอำนาจ ลำเรือของบุรุษแม้จะไม่ประดับตกแต่งหวานละมุนเหมือนฝ่ายสตรีทว่ากลับโดดเด่นด้วยความสงบหนักแน่น ไม่นานเรือทั้งสองฟากค่อยๆ ลอยมาบรรจบกันที่กลางบึง
หลิวชิงเซียงที่นั่งอยู่ริมกราบเรือฝั่งหนึ่งก้มมองกระแสน้ำสลับริมฝั่งที่เต็มไปด้วยบุปผานานาชนิดก่อนที่จะเงยขึ้นไปที่เรืออีกฝั่งบ้าง ที่หัวเรือของฝั่งบุรุษใบหน้าเรียบขรึมของฮ่องเต้ทอดมองผ่านม่านบางมาทางฝั่งสตรีอยู่ก่อนแล้วตาสองครู่พลันสบตากันอยู่หลังม่านโปร่งอย่างไม่ตั้งใจนางยังไม่ได้คิดว่าจะหลบหรือจดจ้องต่อเสียงหนึ่งก็ดังเรียกความสนใจไปก่อน
“ถวายพระพรเพคะ ฮองไทเฮา” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหัวเรือ นางน่าจะเป็นฮูหยินตระกูลชั้นสูงคนหนึ่งที่แต่งกายงามตาในชุดผ้าแพรสีชมพูบัวแววตาแฝงบ้างสิ่งแต่ยังคงเต็มไปด้วยความนอบน้อมจากนั้นนางถวายกล่องผ้าไหมลงรักฝังมุกที่ภายในคือปิ่นปักผมทองคำแท้ฝังมรกตขนาดย่อมให้สตรีตำแหน่งสูงส่งที่สุดเวลานี้
หลังจากนั้นเหล่าฮูหยินตราตั้งอีกหลายคนก็ทยอยเข้ามาถวายของล้ำค่าให้ฮองไทเฮาติดๆกันจนหลิวชิงเซียงแทบจำไม่หมด บางคนเป็นหยกจากแคว้นใต้บางคนเป็นเครื่องประดับที่สั่งทำขึ้นเฉพาะตัวนางเพียงมองทุกสิ่งตรงหน้าโดยไร้คำพูดใด
นางรู้ว่าทุกคนล้วนรีบมาประจบพระนางเพราะฮองไทเฮาหายไปจากวังหลวงเสียนาน ครั้งนี้เป็นโอกาสทองที่จะฟื้นสายสัมพันธ์หรือลงหลักปักฐานอิทธิพลที่เคยสั่นคลอนไป
และนางอาจจะเป็นเพียงผู้เดียวที่ยังมือว่างเปล่าทั้งไม่มีของถวาย ทั้งไม่มีคำพูดใดจะเอ่ย นางน่าจะอ่อนประสบการณ์จริงๆถึงไม่ได้นึกคิดถึงอะไรเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวจะถูกตักเตือนว่าทำตัวไม่เหมาะสมไม่เข้าหาผู้ใหญ่อีกหรอกนะ
ในขณะที่เหล่าฮูหยินทยอยเข้าไปถวายของล้ำค่าแด่ฮองไทเฮาทางหัวเรือเสียงเจรจาเบาๆ ก็เริ่มดังขึ้นทั่วลำเรือด้านหลังหลี่ผินนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้โดดเด่นนักใต้ร่มผ้ากันแดดบางเบาปักลายบุปผาโปรย นางยังคงนั่งอย่างสงบสีหน้าเรียบเฉยมือข้างหนึ่งลูบกลีบดอกเหมยแห้งที่ปลิวมาติดแขนเสื้อแต่ไม่นานกลุ่มนางสนมสี่ห้าคนก็เดินเข้ามาใกล้ บางคนนางจำได้หลายคนไม่รู้จัก
“หลี่ผินนี่นับเป็นครั้งแรกที่เสด็จออกงานชมบุปผาเช่นนี้กระมัง?” เสียงหวานยืดยาดเอ่ยขึ้นมาด้านหลัง
หลิวชิงเซียงหันหน้าไปตามเสียงยิ้มบางๆ พลางพยักหน้า ผู้พูดคือสนมผู้หนึ่งนามว่าเมิ่งเยวี่ยสวมชุดสีเขียวหยกอ่อน ปักลายไผ่ลู่ลมเต็มแขนเสื้อผมหยักเป็นเกลียวถักแน่นด้วยปิ่นหยก สายตานางแม้จะยิ้มแต่กลับจับจ้องราวกับประเมิน
“ช่างน่าอิจฉานัก ได้มาอยู่ในสายตาของฝ่าบาทเร็วถึงเพียงนี้” นางหัวเราะเบาๆพร้อมกับกลุ่มสหายข้างตัวที่แสร้งเอียงหน้าแย้มยิ้ม
อีกผู้หนึ่งเสริมขึ้นเสียงคล้ายจะหวานแต่แฝงคมเข็มไว้ใต้ถ้อยคำ “แต่ละคนต่างล้วนได้รับตำแหน่งพร้อมกัน..แต่หลี่ผินก้าวหน้าเร็วกว่าใครนับว่าโชคดียิ่งนัก”
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยตอบหรือบทสนทนาจะซาเสียงหวานสูงอีกเสียงก็แทรกขึ้นมา“พระสนมสำรวมนัก อืม..หรือว่าหลี่ผินไม่ทราบว่าต้องวางตัวเช่นไร” นางเอ่ยพลางเหลือบตามองเสื้อผ้าของหลี่ผิน
“นั้นสินะ..แต่ก็น่าเสียดายอยู่บ้าง” เมิ่งเยวี่ยหยุดไปสักครู่สายตาเสมือนแกล้งมองไปรอบตัวก่อนจะเริ่มพูดอีกครั้ง “ดูอย่างจี้ผิน..สตรีสูงศักดิ์อย่างแท้จริงรูปร่างอรชร ผิวขาวใสราวหยกชั้นดี ผมดำเงาราวแพรทอ ความรู้กว้างขวางครอบครัวสูงส่ง หากได้อยู่ข้างฝ่าบาททุกคนคงกล่าวว่าเหมาะสม..”
วาจาที่ลอยฟุ้งมาไม่ได้ดังนักทว่าทุกคนโดยรอบต่างได้ยิน
หลิวชิงเซียงปรายตามองพวกนางแล้วจึงหันหน้ากลับมาทางบึงใหญ่เช่นเดิมดวงหน้าฉายรอยยิ้มบางๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน จะหาเรื่องนางแต่ยืมมือคนอื่นมาทับถมนางขี้ขลาดนัก
“นั้นสิ..จี้ผินงดงามและสูงศักดิ์เป็นที่ยอมรับของใครต่อใคร ข้าเองก็เห็นด้วย” จากนั้นนางจึงหันหน้ามาอีกครั้งมองกลุ่มสตรีตรงหน้าริมฝีปากนางยังยกยิ้มไม่เปลี่ยน “เพราะบุปผาที่งามใครก็ล้วนชื่นชมแต่บุปผาดาษดื่นทั่วไปที่พยายามปีนป่ายให้ได้สูงจากการเกาะพันผู้อื่นเป็นกาฝากต่างหากที่น่ารังเกียจ”
คำพูดของนางจบบรรยากาศพลันเงียบลงไปชั่วขณะเมิ่งเยวี่ยเม้มปากแน่น สีหน้าที่แสร้งยิ้มเริ่มเปลี่ยนเป็นฝืดฝืนนางคร้านจะใส่ใจเพียงหันหน้ากลับไปทางริมบึงต่อ
[1] ยามเซิน หน่วยบอกเวลา คือช่วงเวลา 15.00-17.00 น.