THE ONE

    ตอนที่ 102 ประมือ


            “หนิงเอ๋อ เจ้าออกไปก่อน”ลู่หลงยิ้มบางรับคำตอบจากเทียนคงพร้อมกับหันไปหาคุณหนูเหยาแล้วบอกให้นางออกไปจากโถงทำเอานางอึ้งแล้วหันมาหาเขาแล้วกำลังจะโวยวายอีกครั้งว่า “ท่านพ่ออออ ....”แต่ลู่หลงไม่ตอบคำอีกต่อไปแล้วส่งสายตาที่เย็นชาไปที่คุณหนูเหยา แล้วพูดว่า“ปิดประตูด้วยล่ะ และห้ามใครเข้ามาจนกว่าข้าจะอนุญาต”

                  

            นี่เป็นครั้งแรกเลยที่คุณหนูเหยาเห็นบิดาทำสีหน้าเคร่งครึมและน้ำเสียงเย็นชาแบบนี้กับนางนางจึงคิดว่าพ่อของนางคงจะลงมือสั่งสอนเทียนคงด้วยตัวเองและเขาคงไม่อยากแสดงด้านนี้ให้นางเห็น นางจึงรับคำแต่โดยดีแล้วยื่นหน้าไปกระซิบกับลู่หลงว่า “ท่านก็อย่าลงมือหนักเกินไปนักล่ะ”แล้วเดินดุ่ยออกไปด้านนอก ด้วยความเบิกบานใจที่เทียนคงกำลังจะถูกสั่งสอนและก่อนจะออกไป นางก็ยื่นหน้าไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เทียนคงแล้วพูดว่า“เจ้าโดนแน่ เชอะ ....”

                  

            เทียนคงไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่คุณหนูเหยาทำแต่สนใจสิ่งที่ลู่หลงทำต่างหาก เพราะตอนนี้มวลพลังงานในตัวของลู่หลงพลันไหลเวียนออกจากท้องน้อยและโคจรไปทั่วร่างของเขาและพร้อมที่จะระเบิดออกมาเมื่อใดก็ได้แล้ว

                  

            ด้วยวิชาเนตรของเทียนคงทำให้เขาสามารถมองเห็นตำแหน่งศูนย์รวมพลัง เส้นเดินพลัง และจุดพลังย่อยต่างๆของผู้ใช้พลังคนอื่น ๆ ซึ่งจะมองเห็นละเอียดขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังของเทียนคงเอง ก่อนที่เขาจะทะลวงพลังระดับปรมจารย์เขาไม่สามารถมองเห็นเส้นเดินพลังของผู้ใช้พลังระดับปรมจารย์ได้ และจะมองเห็นเพียงตำแหน่งศูนย์รวมพลังที่จะบ่งบอกว่าผู้ใช้พลังคนนี้มีระดับพลังแท้จริงที่เท่าไหร่แต่ตอนนี้เขาเห็นเส้นพลังแล้ว และชัดเจนมากด้วยจึงมองเห็นการกระทำของลู่หลงอย่างชัดเจน

                  

            “ท่านจะทำอะน่ะ”เทียนคงเอ่ยเสียงเย็น เมื่อพลังของลู่หลงได้โคจรอยู่ที่ฝ่ามือของเขาแล้วและอีกไม่ช้าเขาจะต้องซัดฝ่ามือนี้มาแน่นอน

                  

            “ขอข้าทดสอบอะไรบางอย่างให้แน่ใจเสียหน่อยเถอะคุณชาย หวังว่าท่านจะไม่ถือสา .... วูบบบบบ ฟิ้ว ๆๆ ๆๆ” พูดจบเขาก็ยกฝ่ามือขึ้นมาแล้วซัดพลังในรูปแบบของคลื่นลมแหลมคมที่พร้อมจะฟาดฟันและเฉือนทุกอย่างที่มันวาดผ่านไป และมันไม่ได้มีแค่คลื่นลมเดียวลู่หลง ใช้มือทั้งสองข้างแทนดาบ ทั้งจ้วงแทงและฟาดฟัน จนเกิดเป็นพายุคลื่นลมดาบพุ่งเข้าใส่เทียนคง

                  

            เทียนคงที่เตรียมรับมืออยู่แล้วก็ถอนหายใจเพราะนี่เขายังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้แน่ ๆคือชายตรงหน้า ดูจะรู้แล้วว่าตัวเขาปิดบังพลังที่แท้จริง เพราะพลังที่โจมตีมานี้อยู่ในระดับเชี่ยวชาญ ขั้น 3

                  

            เทียนคงเองก็ใช้ฝ่ามือปัดป้องคลื่นลมดาบที่พุ่งเข้ามานี้ออกไปได้ไม่ยากเย็นซึ่งลู่หลงก็คิดไว้อยู่แล้วว่าเทียนคงต้องรับมือได้ก่อนจะเริ่มการโจมตีใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้ เขาเพิ่มระดับพลังไปที่เชี่ยวชาญขั้น 5

                  

            เทียนคงปัดป้องได้อีกครั้งแล้วพูดขึ้นมาว่า “ท่านเจ้าสำนัก ข้าขออภัยที่ปิดบังพลังข้ามีเหตุผลให้ต้องทำแบบนี้ แต่ช่วยหยุดก่อนแล้วคุยกันดี ๆได้หรือไม่” เทียนคงมั่นใจว่าลู่หลงรู้ว่าเขาปิดบังพลังและใช้กำลังทดสอบเขาเพื่อประเมินว่าตัวเขามีพลังแท้จริงอยู่ที่เท่าไรเพราะเขามองเห็นระดับพลังของเทียนคงเพียงเชี่ยวชาญขั้นหนึ่งจากทักษะดวงจิตเยือกแข็ง

                  

            แต่ดูลู่หลงจะไม่สนใจแล้วกระหน่ำโจมตีใส่เทียนคงไม่หยุด และทุกครั้งที่เทียนคงปัดป้องได้เขาก็จะเพิ่มระดับพลังขึ้นทุกครั้ง จนกระทั่ง มาถึงระดับปรมาจารย์ขั้น 1สีหน้าลู่หลงก็เริ่มไม่ค่อยดีแล้ว เพราะจากที่เห็นเทียนคงยังสามารถรับมือคลื่นลมดาบนี้ได้อย่างง่ายดาย พลันคิดในใจว่า “อายุเท่านี้พลังระดับปรมาจารย์งั้นหรือ .....” และด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ตอนแรกไม่ได้คาดคิดไว้ และมันคือการล้ำเส้นที่ไม่อาจหวนคืน คือการลงมือในระดับพลังที่เกินกว่าปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง

                  

            เพราะสิ่งที่คิดตอนแรกนั้นเขาประเมินไว้ว่า เทียนคงน่าจะมีพลังไม่ต่ำกว่าเชี่ยวชาญขั้น 7มากสุดที่ครึ่งก้าวสู่ปรมาจารย์ และหากเขาโจมตีที่ระดับปรมาจารย์ขั้นหนึ่งเทียนคงก็จะไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไปและเมื่อนั้นเขาก็จะยั้งมือแล้วหยุดการโจมตีในที่สุด แต่ตอนนี้แม้เขาจะโจมตีในระดับปรมาจารย์ขั้นหนึ่งแล้วเทียนคงยังคงนิ่งเฉยแล้วรับกระบวนท่าอย่างสบายใจทำให้เขาเกิดความอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วเทียนคงมีระดับพลังอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่

                  

            เทียนคงเองก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยแล้วคิดในใจว่า “ในเมื่ออยากรู้นักก็จงรู้เสีย ในเมื่อปิดบังไม่ได้ขอให้พูดคุยก็ไม่ยอม ห้ามไปก็คงไม่มีประโยชน์ สู้แสดงให้เห็นถึงความต่างชั้น แล้วกดข่มไปเลยดีกว่า”และพอการโจมตีต่อไปจากระดับปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง กำลังจะมา เทียนคงก็เอ่ยขึ้นมาว่า“หากท่านอยากรู้ว่าข้ามีระดับพลังเท่าไร ท่านก็อย่าได้ออมมือให้เสียเวลาแล้วใส่เต็มกำลังของท่านเลย”

                  

            ลู่หลงได้ยินดังนั้นก็อึ้งไป พลันคิดในใจว่า "เต็มกำลังข้างั้นหรือ นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าตัวเจ้ามีระดับพลังมากกว่าข้างั้นรึ ..... เช่นนั้นก็มาดูกัน" และตอนนี้เขาได้ขึ้นหลังเสือมาแล้ว จะให้ลงตอนนี้ก็คงลำบากจึงพยักหน้าให้แล้วพูดว่า “ขอบคุณคุณชายที่เข้าใจ และไม่ถือสาเช่นนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ โปรดรับมือ”

                  

            คลื่นลมดาบระดับปรมจารย์ขั้น9 พุ่งตรงเข้าใส่เทียนคง แต่ในครั้งนี้เทียนคงไม่ได้ทำเพียงแค่ปัดป้องด้วยฝ่ามือแต่เขาได้แสดงทักษะหนึ่งออกมาด้วย นั่นคือ ปราณเทพนักรบที่แปรสภาพไว้ในรูปแบบกระบี่สีเงิน จากนั้นก็ฟาดฟันออกไปด้านหน้าจนเกิดเป็นปรานกระบี่เทพนักรบพุ่งฟาดฟันคลื่นลมดาบของลู่หลงจนแตกกระจายสลายไปในอากาศ

            

            จากนั้นก็พุ่งตรงเข้าหาลู่หลงจนลู่หลงเหงื่อแตกพลั่กแล้วในตอนนี้ และเขาก็ต้องดึงกระบี่ระดับ 5ขั้นสูงสุดขึ้นมาเพื่อรับมือกับปราณกระบี่ของเทียนคง จนถอยหลังไปหลายก้าว และเพียงชั่วพริบตาเทียนคงก็หายไปจากสายตาแล้วมาปรากฏตรงหน้าพร้อมๆกับปลายปราณกระบี่เทพนักรบที่พาดอยู่บนบ่าของเขาจนเฉือนเข้าที่คอของเขาเล็กน้อยจนเลือดไหลซึมออกมา

            

            ลู่หลงที่ตอนนี้พ่ายแพ้ราบคาบ เงยหน้าขึ้นเหลือบสายตามองเทียนคงที่กำลังส่งสายตาสุดเย็นชามาที่เขา พร้อมๆกับจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่กระจายออกมาจนเสียวสันหลังจากนั้นขาของเขาก็ไม่สามารถทนแรงกดดันนี้ได้อีกต่อไปแล้วทรุดลงคุกเข่ากับพื้นเบื้องหน้าเทียนคง

            

            ตอนนี้เขาก็รู้ตัวแล้วว่าได้เดินเกมพลาดอย่างใหญ่หลวง เขาคิดว่าเขาประเมินเทียนคงไว้สูงมาก ๆแล้ว แต่ของจริงมันก็ยังต่ำเกินไปเขาคิดว่าแม้เทียนคงจะปิดบังพลัง แต่ก็ไม่น่าสูงกว่าที่คิดไว้และเขาสามารถรับมือได้ หากมีอะไรผิดพลาด 

            

            และด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพียงชั่วครู่ของการทดสอบเล็ก ๆ น้อย ๆนี้ของเขา กลายเป็นเขาได้ไปกระตุกหนวดเสือเข้าให้แล้วและตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาตอนนี้จะจบลงอย่างไรในเมื่อตอนนี้สิ่งที่อยากรู้ก็ได้รู้แล้ว ว่าเทียนคงมีระดับพลังที่เหนือกว่าเขามาก และมันหมายความว่า เทียนคงมีระดับพลังอยู่ที่ระดับตำนานขึ้นไป และบุคคลระดับนี้ตัวเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งใดได้เลย

            

            “ท่านทำแบบนี้เพื่ออะไรเพียงแค่อยากรู้ระดับพลังของข้าหรือ หรือว่าท่านรู้อะไรเกี่ยวกับตัวข้าด้วย” เทียนคงเอ่ยถามเสียงเย็น

            

            “คุณชายข้าต้องขออภัยจริง ๆ เป็นข้าอยากรู้อยากเห็นมากเกินไป จนล่วงเกินท่านจนได้ ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้นโปรดท่านไว้ชีวิตข้าด้วย หรืออย่างน้อยที่สุด โปรดละเว้นลูกสาวข้าด้วย”ลู่หลงตอนนี้มั่นใจเต็มร้อยส่วน ว่าเทียนคงจะต้องเป็นคนที่มาจากตระกูลข้ารับใช้ และหากเทียนคงจะลงมือสังหารพวกเขาเพื่อปิดปากก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เป็นเขาแส่หาเรื่องเองทั้งนั้น

            

            เทียนคงได้ยินแบบนี้ก็ยิ่งงุนงงเขาคลายจิตสังหารลงแล้วสลายปราณกระบี่เทพนักรบ จากนั้นก็พยุงลู่หลงขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ ๆกัน แล้วเอ่ยถามอีกครั้งว่า “ท่านเจ้าสำนักข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูด ”

            

            ลู่หลงเห็นการกระทำและคำตอบแบบนี้ ก็ยิ่งกังวลใจ เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าเทียนคงต้องการอะไรจึงกัดฟันแล้วเอ่ยอีกครั้งว่า “คุณชาย ข้ายินดีรับสัญญาเลือดจากจากท่านเพื่อเป็นการยืนยันว่าข้านั้นจะไม่พูดสิ่งใด”

            

            “โอยยยยย.... เดี๋ยวก่อน พอก่อน ๆ ท่านเจ้าสำนัก ข้าไม่รู้นะว่าท่านกำลังเข้าใจไปว่าอย่างไรแต่ข้าว่าท่านกำลังเข้าใจผิดไปแล้วล่ะ ผิดไปเยอะเลยด้วย ..... เอาอย่างนี้เถอะข้ายอมรับว่าข้าปิดบังพลัง และท่านก็เห็นแล้ว แต่ข้าไม่สะดวกจะพูดอะไรให้มากความและข้าเชื่อว่าท่านจะไม่เอาเรื่องนี้ของข้าไปบอกใคร ... เพราะบิดาที่รักและเป็นห่วงธิดาของตัวเองสุดหัวใจคงจะไม่ทำเช่นนั้น จริงหรือไม่ล่ะ”

            

            ลู่หลงได้ยินแบบนี้ก็อึ้งไปเช่นกันจนไม่รู้จะตอบเทียนคงอย่างไร จึงพยักหน้าเบา ๆ แล้วถึงจะตอบออกไปเพียง“ขอบคุณคุณชายที่เมตตา”

            

            “เยี่ยมในเมื่อเราสองคนก็เข้าใจกันแล้ว เช่นนั้นก็ .....” เทียนคงจับลู่หลงให้ลุกขึ้นพร้อมๆกับเขา จากนั้นก็ยิ้มกว้างแล้วแบมือออกไปด้านหน้า ด้วยใบหน้าอันซื่อบื้อคนเดิมสุดไร้เดียงสานั่น

            

            “.....”ลู่หลงไม่ทราบว่าเทียนคงกำลังทำอะไรจึงยืนมองเทียนคงด้วยความงุนงง

            

            “ของรางวัลข้าไงขอรับคุณหนูเหยาบอกว่าท่านจะมอบรางวัลให้ข้ามิใช่รึ แล้วเมื่อครู่ก็คงเป็นเพราะข้าคิดจะกลับออกไปโดยที่ไม่ได้รับรางวัลจากท่านก่อน นางจึงโมโหแล้วแสดงกิริยาแบบนั้นออกไปท่านก็อย่าได้ถือโทษนางเลยนะ เป็นข้าผิดเอง ที่หลงลืมไป ทั้งๆที่นางก็ได้เอ่ยปากบอกข้าแล้วแท้ ๆ” เทียนคงยิ้มบางแล้วกล่าวออกไป

            

            ส่วนลู่หลงก็ยิ้มออกมาได้แล้วเช่นกันเพราะดูเทียนคงจะไม่ถือสาอะไรเขาจริง ๆ แถมยังไม่คิดถือตัวใด ๆอีกด้วยจนอดคิดไม่ได้จริง ๆว่าเทียนคงแท้จริงแล้วเป็นใครมาจากไหนทั้งระดับพลังด้วยอายุเท่านี้ ทั้งลักษณะท่าทาง ลักษณะนิสัยล้วนหน้าชื่นชมและยกย่องจริง ๆ

            

            จากนั้นจึงดึงเอากล่องไม้กล่องหนึ่งออกมาขนาดราวหนึ่งช่วงแขน แล้วยื่นไปให้เทียนคงพร้อมกับกล่าวว่า “ด้วยตัวตนของคุณชายของสิ่งนี้คงไม่มีค่าอะไรนัก หวังว่าคุณชายจะไม่รังเกียจนะ”

            

            เทียนคงรับกล่องไม้มาเปิดดูเล็กน้อยแล้วเก็บมันเข้าอุปกรณ์มิติทันที ของรางวัลในกล่อง คือ อัญมนี ทับทิม จำนวน 5 เม็ดและทั้ง 5 เม็ดนี้เป็นอัญมณีระดับ 5 ทั้งหมด นับว่าเป็นของมีค่ามาก แต่ละเม็ดมีค่ามากกว่า100,000 เหรียญเงิน และเทียนคงก็พอใจกับรางวัลชิ้นนี้มาก เพราะเขาตั้งใจจะหาซื้ออัญมณีชนิดนี้อยู่แล้วตั้งแต่แรกหลังจากที่ได้ใบรับรองมาเขาจึงยิ้มออกกว้างแล้วโค้งคำนับให้ลู่หลงอีกครั้ง

            

            แต่ในมุมมองของลู่หลงนั้นมองต่างออกไป เขาไม่คิดว่าของรางวัลนี้จะทำให้เทียนคงพอใจได้ เพราะเขามั่นใจมากว่าเทียนคงมาจากของตระกูลข้ารับใช้ดังนั้นอัญมณีระดับ 5 นี้ไม่นับเป็นอะไรเลย ด้วยระดับของตระกูล การจะหาอัญมณีระดับ5 นี้ ไม่ต่างอะไรกับการหาอัญมณีระดับ 1 ของคนทั่วไป ซึ่งพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องหาก็ได้เพราะพวกเขามีนักเล่นแร่แปรธาตุระดับสูงประจำตระกูลกันอยู่แล้ว การจะหลอมอัญมณีให้เป็นระดับ5 ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

            

            ดังนั้นการที่เทียนคงแสดงท่าทางแบบนั้นออกมาก็เพื่อรักษาน้ำใจเท่านั้น แต่เพียงเท่านี้ ก็ทำให้ลู่หลงเคารพนับถือเทียนคงจากใจจริงๆ ….