เวลาพลบค่ำกองทัพของหลินอ๋องได้ไปประจำการยังตำแหน่งของตนเอง ทหารหลายแสนนายตรึงกำลังตามแนวชายแดนอย่างแน่นหนา ทุกอย่างกระทำการอย่างรอบคอบ นายทหารทุกคนรอเวลาที่ศัตรูจะเข้าโจมตีอย่างใจเย็น พวกเขาล้วนต้องการชัยชนะในศึกครั้งนี้ เพราะหากการศึกครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะ นายทหารส่วนใหญ่ก็จะได้กลับบ้านเกิดของตนเพื่อไปหาครอบครัวที่รออยู่แนวหลัง ยิ่งพวกเขาคิดก็ยิ่งฮึกเหิมและกระหายการต่อสู้เป็นอย่างมาก
ฝั่งแคว้นโจวไม่ได้รู้สึกถึงภัยที่ตนเองกำลังจะได้รับเลยแม้แต่น้อย แม่ทัพต่งนำทัพออกไปทำศึกด้วยความลำพอง ตลอดมาเขาได้รับการยกย่องถึงความกล้าหาญและเฉลียวฉลาดในการรบเสมอ แต่เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับกองทัพของแม่ทัพเปาเฉินอวี้ ผู้ซึ่งได้ฉายาว่า “แม่ทัพเปาผู้ยิ่งใหญ่” เขาไม่เคยทำศึกชนะแม่ทัพเปาอย่างจริงจังได้เลยสักครั้ง เขาใช้เวลาเกือบ 10 ปี อยู่ที่ชายแดนแห่งนี้ จนในที่สุดวันนี้โอกาสของเขาก็มาถึง เขาจะทำลายฉายาของแม่ทัพเปาผู้ยิ่งใหญ่ลง และจะมีเพียงเขาที่จะถูกยกย่องว่าเป็นเทพแห่งสงครามแทน
“หลงเปียว เมื่ออยู่ในสนามรบ เจ้าจงคอยระวังหลังให้กับข้า ข้าจะพยายามหาทางเข้าไปให้ถึงตัวของฉู่อันให้ได้ ถึงแม้ข้าจะตาย ข้าก็ต้องจัดการเขาให้ได้ด้วยมือของข้าเอง” จางฉีซื่อบอกกับคนสนิท
“การจะเข้าถึงตัวหลินอ๋องคงจะทำไม่ได้โดยง่าย นายท่านมีแผนการอย่างไรหรือไม่ขอรับ” หลงเปียวลอบถามข้อมูล
“อย่างไรเราก็เป็นถึงเจ้าเมืองหลิน แม่ทัพนายกองต่างเคยเห็นหน้าข้าอยู่ไม่น้อย ข้าจะแปลงโฉมเป็นทหารแคว้นโจวเพื่อไม่ให้ทางโน้นสังเกตเห็น ส่วนเจ้าในเมื่อไม่มีใครเคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อน ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องทำ”
“เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนเป็นเครื่องแต่งกายของทหารแคว้นโจวเพื่อคอยอารักขานายท่านนะขอรับ”
“เจ้ารีบไปเตรียมตัวเถอะ ทางนี้ข้าได้ขอให้คนของแม่ทัพต่งช่วยในการแปลงโฉมของข้าแล้ว” จางฉีซื่อไล่คนสนิทออกไป ไม่นานแม่ทัพต่งและนายทหารอีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
“ท่านเจ้าเมืองพร้อมแล้วหรือไม่ หากท่านเข้าร่วมศึกกับฝ่ายเราในครั้งนี้ ท่านจะไม่สามารถย้อนกลับไปยังแคว้นของท่านได้อีกต่อไป” แม่ทัพต่งถามความมั่นใจ
“ตั้งแต่ข้าข้ามแดนมาและมอบแผนการทางทหารให้กับแคว้นโจว ตัวข้าก็ได้ถือว่าข้าเป็นคนของแคว้นโจวไปแล้ว แม่ทัพต่งไม่ต้องระแวงสงสัยในตัวข้า ท่านอย่าลืมว่าข้ายังมีครอบครัวที่ถูกจับกุมตัวไว้อยู่ที่นั่นทั้งหมด หากข้าไม่สวามิภักดิ์ต่อฮ่องเต้ของพวกท่าน แล้วข้าจะช่วยเหลือครอบครัวของข้าได้อย่างไร” จางฉีซื่ออธิบาย
“เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็เร่งลงมือเถอะ นี่คือทหารของข้า เขามีความสามารถในการแปลงโฉมเป็นอย่างมาก และท่านอย่าลืมว่าท่านจะทำอะไรตามใจท่านไม่ได้รวมถึงเรื่องของหลินอ๋องด้วย ไม่อย่างนั้นความดีความชอบใดที่ท่านได้ทำให้กับแคว้นโจวของเรา ก็จะถือว่าเปล่าประโยชน์” แม่ทัพต่งพูดเตือน
จางฉีซื่อได้แต่ยืนเงียบทำท่าคล้ายฟังอยู่อย่างนั้น แต่ในใจของเขากลับคิดถึงแต่วิธีที่จะใช้จัดการกับหลินอ๋อง เขาเคยเป็นใหญ่และปกครองเมืองหลินมานาน เขารอดพ้นจากเหตุการณ์การจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัครมหาเสนาบดีสวีเหล่าซานมาแล้ว และครั้งนี้เขาก็ต้องทำสำเร็จเหมือนที่ผ่านมาเช่นกัน
แม่ทัพต่งนำทัพเข้าประชิดแนวชายแดนในเวลาดึกสงัด เขาเปิดฉากรบอย่างเต็มกำลังโดยไม่คำนึงถึงแผนการรับมือในแนวหลังหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแต่อย่างใด จนเมื่อหลินอ๋อง เหออ๋อง และแม่ทัพเปาเฉินอวี้ควบม้ามาด้านหน้าขบวนรบของพวกเขา แม่ทัพต่งมองเลยไปด้านหลังของคนทั้งสามแล้วก็ต้องตกใจ กองทัพของศัตรูไฉนจึงมีมากมายถึงเพียงนี้ จะถอยทัพกลับเวลานี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว แต่เขายังสั่งให้ทหารทั้งหมดเดินหน้าสู้รบต่อไป ทั้งที่ในใจของเขานั้นรู้ดีว่าผลการรบในครั้งนี้จะออกมาเป็นแบบใด
“นายท่านขอรับ หลินอ๋องนั่งอยู่บนหลังม้าอยู่แถวหน้าสุดของขบวนรบเลยขอรับ” หลงเปียวบอกตำแหน่งของหลินอ๋องให้กับจางฉีซื่อ
“หลงเปียว เราควบม้าไปด้านหน้าเดี๋ยวนี้ นี่คือโอกาสที่เราจะเข้าใกล้ฉู่อันได้มากที่สุด เจ้าอย่าลืมว่าต้องคอยระวังหลังให้ข้า” จางฉีซื่อพูดพร้อมกับยื่นกระบี่ที่อยู่ในมือให้กับคนสนิท ส่วนตัวเองเหลือไว้แต่ธนูเท่านั้น
จางฉีซื่อและหลงเปียวควบม้าผ่านทหารทั้งสองฝ่ายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนแสร้างทำเป็นรบและเขยิบเข้าไปใกล้แถวหน้าจนกระทั่งถึงระยะที่จางฉีซื่อจะเล็งธนูเข้าใส่หลินอ๋องได้ ขณะที่จางฉีซื่อนำธนูขึ้นลูกเตรียมที่จะยิงออกไป เขากลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นที่กลางหลัง เขาค่อยๆ หันหลังกลับไปก็พบว่าเป็นหลงเปียวใช้กระบี่ที่เขาเป็นผู้มอบให้ฟันเข้าที่กลางหลังอย่างเลือดเย็น
“หลงเปียว เพราะเหตุใด...เหตุใดเจ้าจึงทำร้ายข้า เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าน้องสาวของเจ้าตายได้อย่างไร เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้นางแล้วหรือ” จางฉีซื่อพูดขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“นี่ก็คือการแก้แค้นให้นางอย่างไรล่ะขอรับ” หลงเปียวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จางฉีซื่อ ข้ารู้ความจริงทุกอย่างแล้ว เป็นเจ้า...มันเป็นแผนการของเจ้า เพียงเพื่อที่เจ้าต้องการจะดึงตัวข้าเข้ามาใช้งาน และสร้างความบาดหมางให้ข้ากับท่านอ๋อง เจ้าถึงกับทำร้ายครอบครัวของข้า ทำร้ายคนที่ข้ารัก”
“ใครบอกเจ้าว่าเป็นฝีมือข้า ตลอดเวลาที่เจ้าอยู่กับข้า ข้าดูแลเจ้าอย่างดี แต่เจ้ากลับตอบแทนน้ำใจข้าอย่างนี้หรือ”
“ข้าจะยังไม่ทำอะไรเจ้าในเวลานี้ ข้าจะนำตัวเจ้าไปมอบให้หลินอ๋องจัดการ” หลงเปียวพูดจบก็รีบเข้าไปจับตัวจางฉีซื่อมาขี่ม้าตัวเดียวกับตนเอง ก่อนที่จะรีบควบม้าไปหาหลินอ๋อง เขาไม่ลืมที่จะดึงเครื่องแบบทหารของแคว้นโจวออก เหลือแต่เครื่องแบบองครักษ์ประจำตัวของหลินอ๋องเท่านั้น
“พี่สาม มีคนควบม้าตรงมาหาเราขอรับ” เหออ๋องฉู่เหลียงรีบเขยิบม้าเข้าไปใกล้พี่ชายอย่างระวัง
“เป็นองครักษ์ของข้าเอง เขาแฝงตัวอยู่กับจางฉีซื่อมาเป็นเวลานาน คาดว่าคนที่อยู่บนม้าตัวเดียวกับเขาคงจะเป็นจางฉีซื่อเป็นแน่” หลินอ๋องฉู่อันตอบน้องชาย
“ท่านอ๋องจะให้เขามาพบท่านโดยตรงเลยหรือขอรับ” รองแม่ทัพเปาเฉินจงพูดอย่างไม่วางใจ
“หากเจ้ายังไม่เชื่อใจเขา เจ้าก็ให้เขาหยุดม้าและตรวจสอบเขาก่อนมาพบข้าได้” หลินอ๋องยังตอบอย่างใจเย็น
ม้าของหลงเปียวมาถึงแถวหน้า เขาก็ถูกตรวจสอบและปลดอาวุธทันที ก่อนที่เขาจะถูกนำตัวไปพบหลินอ๋อง
“คำนับท่านอ๋องขอรับ” หลงเปียวคุกเข่าทำความเคารพ
“เจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ” หลินอ๋องรีบสั่งให้หลงเปียวลุกขึ้น
“หลงเปียว เจ้าเป็นคนของฉู่อันอย่างนั้นหรือ เพราะอย่างนี้ แผนการต่างๆ ที่ข้าวางไว้จึงล้มไม่เป็นท่าทุกครั้ง เป็นเจ้าที่เป็นหนอนบ่อนไส้ เป็นเจ้าที่ทรยศหักหลังข้า วันนี้ข้าจะจัดการกับพวกเจ้าทุกคน” จางฉีซื่อพูดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะวิ่งไปแย่งกระบี่ที่อยู่ในมือทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างตัว จางฉีซื่อใช้กระบี่แทงเข้าที่ลำตัวของหลินอ๋องอย่างที่ไม่มีใครห้ามทัน