"มีน! ไปใส่เสื้อผ้าของตัวเองในห้องซะ! เดี๋ยวเตยจัดการตรงนี้เอง! ช่วยดึงผ้าปูเตียงผืนนี้ออกเร็วเข้าพี่ภัทร! เราต้องเอาไปซ่อน... ไม่สิ! ต้องเอาไปใส่เครื่องซักผ้าเดี๋ยวนี้เลย! แล้วเปิดหน้าต่างระบายกลิ่นออกไป!"
เตยที่ดูจะมีสติมากที่สุดในสถานการณ์วิกฤตินี้ รัวคำพูดสั่งการปนลนลาน เธอรีบคว้าชุดเดรสของตัวเองมาสวมลวกๆ รูดซิปขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปกระชากผ้าห่มและปลอกหมอนที่เปื้อนคราบน้ำรักและเหงื่อไคลออกอย่างบ้าคลั่ง
ผมรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างทุกบานในห้องให้กว้างที่สุด หวังให้สายลมยามเช้าพัดพากลิ่นคาวกามารมณ์ที่ลอยคลุ้งอยู่ให้ออกไปโดยเร็ว จากนั้นก็หันกลับมาช่วยเตยดึงผ้าปูเตียงที่ยับย่นและเต็มไปด้วยรอยคราบด่างดวงแห่งความสุขสมออก สองมือของผมสั่นเทาไม่แพ้กันขณะที่รวบม้วนผ้าปูเตียงทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างเร่งรีบ กลิ่นน้ำรักโชยเตะจมูกตอกย้ำความผิดบาปที่ผมเพิ่งก่อ
"เอาไปเลยเตย! รีบเอาลงไปซัก! เดี๋ยวพี่จะเปลี่ยนผ้าปูผืนใหม่และจัดการเื่กลิ่นเอง!" ผมยัดก้อนผ้าปูเตียงและปลอกหมอนยับเยินใส่มือเตย
เตยรับก้อนผ้ามาอุ้มไว้แนบอก เธอพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะวิ่งตึงตังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ ผมหันกลับมามองมีนที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จ เธอละล่ำละลักบอกว่าจะรีบกลับไปที่ห้องตัวเองเพื่อทำตัวให้เป็ปกติที่สุด ผมพยักหน้าและดันหลังเธอเบาๆ ให้ออกจากห้องไป
เมื่อเหลืออยู่เพียงลำพัง ผมก็พุ่งตัวไปที่ตู้เสื้อผ้า คว้าผ้าปูเตียงและปลอกหมอนชุดใหม่สีคล้ายคลึงกันมาปูอย่างทุลักทุเล มือที่สั่นเทาทำให้การสอดมุมผ้าปูเข้ากับที่นอนเป็ไปอย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการดึงผ้าปูให้ตึงเรียบ ไร้รอยยับย่น เพื่อไม่ให้เกดสงสัยแม้แต่น้อย
หลังจากจัดการกับเตียงนอนเสร็จ ผมก็วิ่งเข้าห้องน้ำไปคว้าสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์มาฉีดพ่นไปทั่วห้องอย่างเอาเป็เอาตาย หวังว่ากลิ่นหอมฉุนของมันจะช่วยกลบกลิ่นคาวสวาทที่ยังคงหลงเหลืออยู่ได้บ้าง จากนั้นผมก็รีบอาบน้ำชำระล้างคราบเหงื่อไคลและร่องรอยของการร่วมรักอันหนักหน่วงออกจากร่างกาย ขัดถูิัอย่างรุนแรงจนแดงเถือก หวังล้างความผิดบาปที่เกาะติดอยู่ออกไปให้หมด
ขณะที่กำลังเช็ดตัวอยู่หน้ากระจก สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับรอยข่วนแดงเถือกสองสามรอยที่หลังคอ... รอยเล็บของมีนตอนที่เธอกรีดร้องเสร็จสมเมื่อคืนนี้!
ผมหน้าซีดเผือด รีบหาเสื้อเชิ้ตคอปกมาสวมใส่เพื่อปกปิดรอยข่วนนั้นให้มิดชิดที่สุด ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด! โดยเฉพาะเกดและน้าอรที่ช่างสังเกตเป็ที่สุด!
ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง!
เสียงกริ่งประตูหน้าคฤหาสน์ดังขึ้นทำลายความเงียบ ผมสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เกดมาถึงแล้ว! เร็วกว่าที่คิดไว้ซะอีก!
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็ปกติที่สุด ปั้นรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก ก่อนจะเดินกึ่งวิ่งลงบันไดไปที่ห้องโถงชั้นล่าง
รถตู้คันหรูของบริษัทจอดเทียบที่หน้าประตู เกดก้าวลงมาจากรถในชุดสูททำงานที่ดูภูมิฐาน ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เคยแต่งแต้มอย่างประณีตบัดนี้ดูอิดโรยและเหนื่อยล้าจากการโหมงานหนัก แต่เธอก็ยังคงดูสง่างามและมีเสน่ห์ดึงดูดใจเสมอ
"กลับมาแล้วเหรอครับเกด เหนื่อยไหม?" ผมรีบสาวเท้าเข้าไปรับกระเป๋าเดินทางจากมือของคนขับรถ ก่อนจะสวมกอดเกดแน่นๆ เป็การต้อนรับ... และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากรอยข่วนที่หลังคอของผมด้วย
ผมกดคางลงบนไหล่ของเกด ซ่อนด้านหลังคอให้พ้นจากสายตาของทุกคนที่อาจจับจ้องมา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเกดผสมผสานกับกลิ่นอายความเหนื่อยล้าลอยมาเตะจมูก มันทำให้ผมรู้สึกผิดจับใจที่ทรยศต่อความรักและความไว้ใจของเธอ
"เหนื่อยมากเลยค่ะภัทร งานมีปัญหาจุกจิกเต็มไปหมด โชคดีที่จัดการเสร็จเร็วกว่ากำหนด เลยรีบกลับมาหาคุณกับลูกนี่แหละ" เกดกอดตอบผมเบาๆ ซุกใบหน้าลงกับแผงอกของผมอย่าง้าที่พึ่งพิง
"เข้าไปพักผ่อนข้างในเถอะครับ เดี๋ยวผมเอากระเป๋าไปเก็บให้" ผมคลายอ้อมกอดออกอย่างแเี มือข้างหนึ่งโอบเอวเกด พาเธอเดินเข้าไปในบ้าน
บรรยากาศในห้องโถงดูเงียบสงบเป็ปกติ เตยที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งกลับมาจากห้องซักรีด ยืนรอรับหน้าอยู่ที่มุมหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย แสร้งทำเป็ว่าเธอกำลังทำความสะอาดบ้านอยู่ตามปกติ ส่วนมีนก็เดินลงมาจากชั้นบนในชุดอยู่บ้านสบายๆ ใบหน้าหวานพยายามฝืนยิ้มทักทายผู้เป็แม่ แม้ว่าดวงตาจะยังคงฉายแววตื่นตระหนกอยู่ลึกๆ ก็ตาม
"อ้าว มีน ตื่นเช้าจังลูก ปกติวันหยุดแบบนี้เห็นตื่นสายตลอดนี่" เกดเอ่ยทักลูกสาวด้วยความแปลกใจ
"เอ่อ... พอดีเมื่อคืนฝนตกหนัก มีนเลยนอนไม่ค่อยหลับน่ะค่ะคุณแม่" มีนตอบเสียงสั่นเล็กน้อย หลบสายตาของผู้เป็แม่ ก้มหน้ามองพื้น
"อืม เมื่อคืนฝนตกหนักจริงๆ นั่นแหละ น้าอรบอกว่าไฟดับด้วยนี่ เป็ไงบ้างภัทร เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม? แอร์ในห้องปกติดีหรือเปล่า?" เกดหันมาถามผม
"ก็... หลับๆ ตื่นๆ น่ะครับ พอไฟดับก็ร้อนนิดหน่อย แต่พอไฟมาก็เย็นปกติครับ" ผมตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
"งั้นเดี๋ยวเกดขอไปทานมื้อเช้าก่อนนะ หิวจะแย่อยู่แล้ว" เกดบอกก่อนจะเดินนำไปที่ห้องอาหาร
ผมลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอดไปได้เปลาะหนึ่ง... แต่าจิตวิทยายังไม่จบแค่นี้แน่!
มื้ออาหารเช้าดำเนินไปอย่างอึดอัดและตึงเครียดที่สุดเท่าที่ผมเคยััมา บนโต๊ะอาหารตัวยาว เกดนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ผมนั่งอยู่ฝั่งขวา ส่วนมีนและน้าอรนั่งอยู่ฝั่งซ้าย เตยคอยยืนเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มอยู่เงียบๆ ที่มุมห้องครัว
ความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหาร มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจานเบาๆ ผมตักอาหารเข้าปากอย่างไม่รู้รสชาติ สายตาเหลือบมองมีนเป็ระยะๆ เธอก้มหน้าก้มตากินอาหารเงียบๆ ไม่กล้าสบตาใคร แม้แต่เตยที่ยืนอยู่มุมห้องก็ยังดูเกร็งไปหมด ไหล่ของเตยห่อเล็กลงอย่างคนมีความผิด
"เมื่อคืนฝนตกหนักลมแรงมากเลยเนอะ พวกเธอหลับสบายกันไหม?" น้าอรเป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงไปด้วยความนัยบางอย่างที่ทำให้ผมขนลุกซู่
"ก็... หลับสบายดีค่ะคุณน้า" มีนตอบเสียงอ้อมแอ้ม
"งั้นเหรอ? แต่น้าว่าเมื่อคืนน้าได้ยินเสียงแปลกๆ นะ เสียงเหมือน... คนวิ่งไปมา แล้วก็เสียงข้าวของหล่น หรือเสียงเตียงโยกแรงๆ ก็ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าหูแว่วไปเองหรือเปล่า" น้าอรพูดพลางตักข้าวต้มเข้าปาก สายตาคมกริบเหลือบมองมาทางผมและมีนสลับกันไปมา
เคร้ง!
เสียงช้อนในมือมีนหล่นกระทบจานเสียงดังลั่น เธอลุกลี้ลุกลนหยิบช้อนขึ้นมา ใบหน้าซีดเผือด
"ขอโทษค่ะคุณแม่ คุณน้า... พอดีมือไม้อ่อนน่ะค่ะ" มีนรีบแก้ตัวเสียงสั่น
เกดมองลูกสาวด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร "ระวังหน่อยสิลูก เป็อะไรหรือเปล่า หน้าตาดูซีดๆ นะ"
"ปะ...เปล่าค่ะคุณแม่ สงสัยจะนอนน้อยไปหน่อย" มีนฝืนยิ้ม
น้าอรยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะหันมาทางผม "แล้วภัทรล่ะ เมื่อคืนหลับสบายดีไหม? น้าเห็นหน้าต่างห้องนอนเปิดแง้มไว้แต่เช้า แถมยังมีกลิ่นสเปรย์ปรับอากาศฉุนกึกเชียว มีกลิ่นอับอะไรที่ต้องรีบกลบหรือเปล่าจ๊ะ?"
คำถามของน้าอรเหมือนลูกศรที่พุ่งปักเข้ากลางอกผมอย่างจัง ผมชะงักไปชั่วครู่ พยายามรวบรวมสติและหาคำตอบที่ดูเป็ธรรมชาติที่สุด
"อ้อ... พอดีเมื่อคืนไฟดับ แล้วฝนก็สาดเข้ามาทางหน้าต่างน่ะครับน้าอร ห้องเลยมีกลิ่นอับชื้น ผมก็เลยฉีดสเปรย์ปรับอากาศแล้วเปิดหน้าต่างระบายกลิ่นั้แ่เช้าครับ" ผมตอบเสียงเรียบ พยายามสบตาน้าอรอย่างไม่เกรงกลัว แม้ในใจจะเต้นรัวเป็กลองรบก็ตาม
"อืม... อย่างนั้นหรอกเหรอ ดีแล้วล่ะที่รู้จักดูแลความสะอาด" น้าอรพยักหน้ารับ แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องมาที่ผมอย่างค้นหา ราวกับกำลังพยายามมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของความลับที่ซ่อนอยู่
มื้ออาหารเช้าอันแสนระทึกขวัญจบลงในที่สุด เกดขอตัวขึ้นไปนอนพักผ่อนบนห้อง ส่วนมีนก็รีบขอตัวกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องตัวเองทันที เตยเก็บจานชามไปล้างในครัว ทิ้งให้ผมยืนอยู่ตรงโถงทางเดินหน้าตู้โชว์เพียงลำพัง
ผมลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดพ้นจากสมรภูมิรบอันดุเดือด แผ่นหลังของผมชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ผมแสร้งทำเป็จัดเรียงของตกแต่งเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
แต่แล้ว... ความรู้สึกเย็นเยียบก็แล่นปราดเข้าที่แผ่นหลัง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ๆ
"เหนื่อยไหมจ๊ะ ภัทร?" เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมแนวผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย
ผมหันขวับไปมอง ก็พบกับร่างอรชรของน้าอรที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังในระยะประชิด ใบหน้าสวยคมของเธออยู่ห่างจากผมเพียงคืบ ดวงตาเฉี่ยวคมจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาหยาดเยิ้มและเ้าเล่ห์
"นะ...น้าอร มีอะไรหรือเปล่าครับ?" ผมถามเสียงตะกุกตะกัก พยายามถอยห่าง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับตู้โชว์จนมุม
น้าอรยกยิ้มมุมปาก เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นมาปัดฝุ่นที่ไหล่เสื้อเชิ้ตของผมเบาๆ ปลายนิ้วเรียวยาวกรีดกรายไปตามเนื้อผ้าอย่างอ้อยอิ่ง
"เปล่าจ้ะ น้าแค่เห็นว่าเสื้อของภัทรมีรอยเปื้อนนิดหน่อย เลยจะช่วยปัดให้" น้าอรกระซิบเสียงหวาน แววตาซุกซน
ผมเหลือบมองตามมือของเธอ แต่ก็ไม่เห็นรอยเปื้อนอะไรเลย "ขอบคุณครับ แต่ผมไม่เห็นมีรอยอะไรเลยนี่ครับ"
"มีสิจ๊ะ... รอยที่ลบไม่ออกง่ายๆ ซะด้วย" น้าอรขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะแตะกับใบหูของผม ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดที่ต้นคอ ทำให้ผมขนลุกซู่
"เมื่อเช้านี้... น้าเดินผ่านไปแถวๆ ห้องซักรีด... บังเอิญไปเจอปลอกหมอนเปียกๆ ชื้นๆ ผืนหนึ่ง ถูกซุกซ่อนอยู่หลังตู้เก็บของ... แถมยังเปื้อนคราบอะไรก็ไม่รู้ ขาวๆ ขุ่นๆ เต็มไปหมด..." น้าอรกระซิบเสียงแ่เบา แต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของผมราวกับเสียงระฆังเตือนภัย
ผมเบิกตากว้าง หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง เธอรู้! น้าอรต้องรู้เื่เมื่อคืนนี้แน่ๆ!
"ละ...แล้วยังไงครับ? มันก็แค่ปลอกหมอนเปียกๆ อาจจะเลอะน้ำตอนที่เตยซักผ้าก็ได้" ผมพยายามแก้ตัวเสียงสั่น แสร้งทำเป็ไม่รู้เื่
"เหรอจ๊ะ? แต่น้าว่ากลิ่นมันไม่ใช่น้ำเปล่านะ... มันเหมือนกลิ่น... ความสุข... ที่เพิ่งผ่านการปลดปล่อยมาอย่างหนักหน่วงมากกว่า... แถมยังมีสองคนซะด้วย" น้าอรลากเสียงยาวอย่างยั่วยวน ปลายนิ้วของเธอเลื่อนจากไหล่เสื้อ ขึ้นมาแตะที่ปกคอเสื้อเชิ้ตของผมเบาๆ
ก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว น้าอรกระตุกคอเสื้อเชิ้ตของผมลงเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยข่วนแดงเถือกที่หลังคออย่างชัดเจน!
ผมสะดุ้งเฮือก พยายามจะปัดมือเธอออก แต่น้าอรกลับจับคอเสื้อผมไว้แน่น
"และรอยข่วนนี่ล่ะจ๊ะ... แมวที่ไหนมาข่วนคอภัทรซะแดงขนาดนี้? รอยเล็บยังใหม่ๆ อยู่เลยนะ... คงจะข่วนเพราะความเสียวซ่านสินะ" น้าอรกระซิบถาม แววตาของเธอวาวโรจน์ไปด้วยความตื่นเต้นและกิเลส
ผมหน้าซีดเผือด หมดหนทางแก้ตัว หลักฐานทุกอย่างมัดตัวแ่า น้าอรกุมความลับอันตรายของผมเอาไว้ในมือแล้ว!
"น้าอร... น้า้าอะไร?" ผมถามเสียงเครียด ยอมจำนนต่อหลักฐาน
น้าอรหัวเราะคิกคักเบาๆ ในลำคอ เธอปล่อยมือจากคอเสื้อผม ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเอง
"ชู่ว์... ไม่ต้องกลัวไปหรอกจ้ะภัทร น้าไม่เอาเื่นี้ไปบอกพี่เกดหรอก... ถ้าน้ารู้จัก 'ปิดปาก' ให้สนิท" น้าอรกระซิบเสียงเย้ายวน สายตาของเธอไล่มองริมฝีปากของผมสลับกับเป้ากางเกงที่เริ่มนูนเด่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้เพราะความตื่นเต้นและหวาดเสียว
"แต่... การจะปิดปากน้าให้สนิทเนี่ย... มันก็ต้องมี 'รางวัล' แลกเปลี่ยนกันหน่อยจริงไหมจ๊ะ? รางวัลชิ้นใหญ่ๆ... ที่จะทำให้น้าพอใจจนลืมเื่เมื่อคืนนี้ไปให้หมด..."
น้าอรทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันร้อนรุ่ม ฝ่ามือเรียวบางลูบไล้หน้าอกผมแ่เบาก่อนจะเดินผละจากไป ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก หายใจหอบถี่ด้วยความหวาดหวั่นปนตื่นเต้น
ความลับแสนหวานถูกล่วงรู้ และราคาของมัน... อาจจะแพงและเร่าร้อนกว่าที่ผมคาดคิดไว้มากนัก!