“องค์เทพน่ะหรือ ? ข้าไม่เคยพบหรอกแต่ว่าตามตำนานที่กล่าวมาเดิมทีมีปรมาจารย์สวรรค์อยู่ถึงสามคน ทว่าพวกท่านทั้งสามไม่ได้ปรากฏนานแล้วจึงไม่มีใครทราบข่าวคราวอีกเลยและการดำรงอยู่ของปรมาจารย์สวรรค์ก็เป็นเพียงตำนานเท่านั้น” เฟิงเหลยแสร้งกล่าวไม่ดูสีหน้าของอีกฝ่ายที่ดูท่าจะจริงจัง
หนิงเฟยหลงเพียงอุทาน แต่เฟิงเหลยกลับย้อนเขามาเสียได้
“อะแฮ่ม เข้าเรื่องดีกว่า อาณาจักรเว่ยกลายเป็นอาณาจักรที่โดดเดี่ยวตั้งแต่เมื่อห้าร้อยปีก่อนซึ่งถูกรุกรานโดยเผ่าคนเถื่อน”
“เผ่าคนเถื่อน ?” หนิงเฟยหลงหวนนึกถึงแคว้นจิ่นในอาณาจักรหนิง ‘คงไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกมั้งนั่นเป็นไปไม่ได้ เป่ยโจวกับหนานโจวห่างไกลกันตั้งเท่าไหร่ เรื่องนั้นไม่มีทาง’
“ใช่คนเถื่อน พวกนี้ดุร้ายมากตัวโตสูงใหญ่พละกำลังมหาศาลทหารสิบคนเข้าสู้กับมันคนเดียว แค่คิดก็สยองแล้ว” เฟิงเหลยอยู่ ๆก็หันซ้ายแลขวาคล้ายระแวงระวังขึ้น
“ไร้สาระหากเจ้าว่าอย่างนั้นจริงเหตุใดอาณาจักรเว่ยจึงไม่ล่มสลายไปด้วยเล่า ?” โต่วเยี่ยนฉวี่กล่าวแย้งนางไม่เห็นด้วยหากคนเถื่อนเก่งดังว่าไหนเลยอาณาจักรเว่ยที่โดเดี่ยวจะต้านทานได้
“นั่น...” เฟิงเหลยเองก็ตอบไม่ถูกข้อมูลของเขามีแค่นี้เท่านั้นทว่าก็มีเสียงหนึ่งบอกกล่าวเรื่องราวเพิ่มเติม มันเป็นเสียงของชายชราผู้หนึ่ง
“ก็เพราะว่าสมาพันธ์การค้าส่งยอดฝีมือหลายร้อยคนมาที่นี่ทั้งยังมีคำสั่งเคลื่อนกองทัพต่างทวีปกว่าสิบล้านนายเดิมทีที่แห่งนี้ก็จะกลับคืนสู่สันติสุขอยู่แล้วกองทัพพันธมิตรลุกคืบไล่ต้อนคนเถื่อนจนถึงชายแดนเหนือของทวีปอันเป็นที่ตั้งเดิมของอาณาจักรเยี่ยน”กล่าวถึงตรงนี้ชายชราดูมีความภาคภูมิใจมาก แต่ต่อมาสีหน้าก็หม่นหมองลง
“แต่จู่ ๆ สมาพันธ์ก็ถอนทหารกลับไปเหลือเพียงห้าแสนนายประจำการไว้ จากนั้นกองทัพคนเถื่อนไม่รู้ว่าผุดโผล่มาจากที่ใดเข้าตีกระหนาบกองทัพห้าแสนนายตกตายไปเกือบสิ้น ที่เหลือรอดต้องหนีตายลงมาหลบหนีจากการไล่สังหารอย่างป่าเถื่อน จากเยี่ยนลงมาจนถึงเว่ยระยะทางสองหมื่นลี้จึงหนีตายมาแรมปีกว่าจะรอดพ้นมาได้”
“ท่านเป็นใครกัน ?” เฟิงเหลยเอ่ยถาม หนิงเฟยหลงก็ใคร่รู้เช่นกัน
“ข้าน้อยเป็นเพียงทหารสามัญเท่านั้นและตอนนี้ก็เป็นเพียงคนขี่ม้ารับส่งทุกท่านเพียงแต่ในอดีตบรรพบุรุษของข้าน้อยได้เข้าร่วมรบในสงครามนั้นและเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตกลับมาได้ จึงพอมีความรู้ที่จะตอบคำถามพวกท่านได้”ชายชรากล่าวอย่างนอบน้อม จากนั้นก็ไม่กล่าวอะไรอีก ทั้งสามคนก็ไม่คิดจะถามเช่นกัน
บรรยากาศก่อตัวอย่างตรึงเครียด เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่งานง่าย ๆ แน่และการทดสอบไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องราวพวกนี้
จากท่าเรือถึงเมืองหลวงอาณาจักรใช้เวลาร่วมครึ่งเดือนที่จริงแล้วอาณาจักรเว่ยก็ค่อนข้างใหญ่เช่นกัน ดูเหมือนว่าต่อให้นำอาณาจักรหนิงและซ่งรวมกันก็ไม่อาจเทียบอาณาจักรเว่ยนี้ได้
พวกเขาทั้งสามมาถึงนครหลวงแห่งเว่ยแล้ว ภาพแรกที่เห็นคือกำแพงที่สูงราวยี่สิบจั้งทอดยาวโอบล้อมตัวเมืองแต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในยามเข้าเมืองเห็นทีจะเป็นศีรษะมากมายถูกเสียบประจานไว้หน้าเมือง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นศีรษะพวกนี้ ?” โต่วเยี่ยนฉวี่อดที่จะอุทานไม่ได้ คลื่นลมตีขึ้นทันใดอย่างไรเสียนางก็เป็นผู้หญิงสภาพน่าสะอิดสะเอียนนี่มันอะไรแม้แต่เฟิงเหลยยังอยากจะอาเจียน แต่สิ่งนี้กลับไร้ผลสำหรับหนิงเฟยหลงอย่าลืมว่าเขาผ่านศึกมามากมายแค่ไหนกัน เรื่องแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้ !
“นั่นคือศีรษะของคนเถื่อนที่ฝ่ายเราฆ่ามาได้ ทุก ๆวันจะมีมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันหัว และเมื่อพลบค่ำพวกเขาก็จะทำการเผาศีรษะพวกนั้นองค์จักรพรรดิมีราชโองการให้นำศีรษะคนเถื่อนมารับค่าตอบแทนจึงเกิดเป็นภาพอย่างที่พวกท่านเห็นกัน พวกเราเห็นจนชินตาแล้วบางคนถึงกับถมน้ำลายใส่ก็มี อีกไม่นานเราจะเข้าเมืองแล้ว พวกท่านได้โปรดอดทนสักประเดี๋ยว”คนบังคับรถม้าหันกลับมาตอบ
หนิงเฟยหลงรู้สึกว่าถูกสายตาของชายชราจับจ้องอยู่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ตนเองอาจถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเขาจึงมีท่าทีระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
รถม้าเข้าเมืองก็ตรงไปยังลานกว้างหน้าพระราชวังหลวงที่นั่นมีแท่นสูงกับเก้าอี้มากมายตั้งอยู่ ทั้งกลองรบอยู่รายรอบอยู่ทั่วลาน
คนบังคับรถม้าส่งพวกเขาเสร็จก็จากไป โต่วเยี่ยนฉวี่และเฟิงเหลยมีสีหน้าอิดโรยไม่น้อยแน่นอนว่ามันเป็นผลมาจากการอาเจียนหน้าเมืองนั่นเอง
“สหายเหวินท่านไม่เป็นอะไรเลยรึ ?”
“แน่นอนศีรษะพวกนั้นทำอะไรข้าไม่ได้หรอก หากเจ้ารู้ว่าข้าเคย...”หนิงเฟยหลงเกือบหลุดปากเรื่องในอดีตของเขาออกไป
“เคยอะไรรึ ?”เฟิงเหลยมุ่นคิ้วถามดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะค่อนข้างสำคัญสำหรับเขาเขาอาจได้เคล็ดลับที่ช่วยเหลือจากสิ่งที่น่ารังเกียจนี้ได้
“เอ่อ..เคยทำสงครามระหว่างเผ่า เจ้าคงไม่แปลกใจ”หนิงเฟยหลงลอบถอนใจด้วยเหตุผลนี้เฟิงเหลยคงไม่อาจถามเขาต่อได้
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่าท่านถึงได้ไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างเรา”เฟิงเหลยผิดหวังเล็กน้อย เขาคิดว่าจะได้เคล็ดลับดี ๆ เสียอีก
“ไปกันได้แล้วตรงนั้นคือที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการทดสอบ”โต่วเยี่ยนฉวี่ชี้มือไปทางซ้ายของแท่นสูงอันมีเสมียนนั่งอยู่หลายคน
ทั้งสามลงทะเบียนเรียบร้อยก็รอการจัดสรรพวกเขาไม่รู้เลยว่าการทดสอบในปีนี้คืออะไร ? เนื่องจากทุก ๆครั้งการทดสอบจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และช่วงเวลาเปิดการทดสอบก็ไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่โชคดีที่ปีนี้มีการทดสอบหลังจากที่หนิงเฟยหลงได้พลังยุทธ์กลับคืนมาแล้ว
ครึ่งวันต่อมาผู้คนเริ่มแน่นขนัดลาน หนิงเฟยหลง เฟิงเหลยและโต่วเยี่ยนฉวี่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน พวกเขาอยู่ในฝั่งตะวันตกของแท่นสูงร่วมกับคนจากทวีปหยินที่เข้าร่วมด้วยสิบคนตัวแทนจากอีกหลาย ๆ ทวีป
เวลาใกล้พลบค่ำคำประกาศแรกจึงเริ่มขึ้น
“ทุกคนเงียบ !” ฝูงชนมิกล้าฝ่าฝืนเสียงนั้นประดุจฟ้าคำรามอัสนีฟาดผ่านทุกคนพร้อมใจกันเงียบ
“น้อมต้อนรับทูตสมาพันธ์การค้า” ชายชราอยู่ใต้แท่นสูงก็ประสานมือโค้งคารวะหนึ่งครั้งทุกคนล้วนทำตาม แสงสีฟ้าอ่อน และแสงสีเงินก็พลันพุ่งผ่านเมฆาลงมายังแท่นสูงลงที่นั่งสองที่สุดท้าย
เมื่อแสงสีจางลงจึงเห็นเป็นหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษ สตรีนั้นดูสง่างามและสูงส่ง ส่วนบุรุษนั้น...
หนิงเฟยหลงรู้จักดีทีเดียว
“เยว่หยาง !!”ใบหน้าหนิงเฟยหลงเคร่งขรึมขึ้นโชคดีที่เขาปลอมแปลงรูปโฉมไว้ตั้งแต่ที่หนองน้ำเหลืองเยว่หยางอาจจำเขาไม่ได้
“น้อมต้อนรับทูตแห่งสำนักศักดิ์สิทธ์ทั้งเจ็ด ข้าผู้น้อยขอคารวะ”คราวนี้ชายชราโค้งลงต่ำกว่าเดิม ชัดเจนว่าเขาให้ความสำนักเจ็ดสำนักศักดิ์สิทธิ์มากกว่าหรือที่ผู้คนชอบเรียกว่าสำนักใหญ่ทั้งเจ็ด
ใบหน้าของสตรี ข้างเยว่หยางดูบิดงอเล็กน้อย นางคงไม่พึงพอใจนัก
เมื่อผู้คนพร้อมใจกันคารวะแล้วเส้นแสงหลากสีก็พลันปรากฏผู้อาวุโสจากสำนักทั้งเจ็ดมาถึงแล้ว !
พลังอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้แท่นสูงที่หนักแน่นต้องสั่นไหวฝูงชนพากันสะกดกลั้นพลังที่กดทับลงมาหากใครยอมแพ้คุกเข่าลงอาจไม่ทดสอบต่อเลยก็เป็นได้
การทดสอบได้เริ่มขึ้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไป !
ฝูงชนที่แน่นขนัดมีเกินหมื่น พากันสู้อย่างุดใจไม่แน่ว่าปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายของพวกเขาแล้วทว่าต่อให้เป็นอย่างนั้นแรงกดดันนี่ก็ช่างหนักหน่วงเกินไป หลายร้อยหลายพันคนต้านรับไม่ไหวพากันคุกเข่าลงอย่างไม่เต็มใจจากนั้นสายลมระลอกหนึ่งก็โยนพวกเขาออกไปจากนี้พวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบแล้ว
คนพวกนั้นพากันถอนใจ พวกเขาพลาดการทดสอบปีนี้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกหรือไม่? ช่างโชคร้ายเสียจริง
หนิงเฟยหลงมีท่าทีที่สงบนิ่งเขาไม่รู้สึกว่าพลังเหล่านี้หนักหน่วงแต่อย่างใดจากที่ดูโดยรอบมีเพียงสิบคนเท่านั้นที่ยังยืนอยู่อย่างสงบนิ่งและเขาก็คือคนที่สิบเอ็ด แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นจุดสนใจมากเกินไปเขาต้องแกล้งเจ็บปวดเล็กน้อยก่อนจะแสดงท่าทีที่ยากลำบากออกมาเขาจึงหลุดกลางศูนย์กลางความโดดเด่นในทันที
ที่จริงแล้วพลังกดดับที่หล่นทับมาเป็นเพียงเข้าสู่พิภพขั้นหนึ่งเท่านั้นหากว่าใครใกล้เข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพ หรืออยู่ในขอบเขตนั้นอยู่แล้วก็จะยืนนิ่งได้อย่างสิบคนนั้นแน่นอนว่าพวกเขาต้องเป็นยอดอัจฉริยะของทวีปทั้งหมดแน่
แต่สำหรับหนิงเฟยหลงนั้นการปิดบังตัวตนจะดีที่สุด
“คนที่ทนอยู่ได้เข้ารอบ นี่คือการทดสอบครั้งที่หนึ่งทดสอบระดับพลังของพวกเจ้า” หนึ่งในเจ็ดผู้อาวุโสกล่าวขึ้นดูเหมือนว่าเขาจะเป็นประธานในที่นี้ ตำแหน่งตรงกลางเป็นที่ของเขา
“สหายเหวินนั่นน่ะคือผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้าซึ่งเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสำนักทั้งเจ็ดหากเป็นไปได้ท่านควรเข้าสำนักนี้”
“ขอบคุณสหายที่ชี้แนะ”
“อย่าได้เกรงใจ ท่านเห็นทางขวาสุดนั่นหรือไม่ที่ผู้อาวุโสสวมอาภรณ์สีเขียวยืนอยู่ นั่นคือทูตแห่งสำนักพิษมรณะสำนักนี้ศึกษาพิษร้ายทั้งปวง ขึ้นชื่ออันดับหนึ่ง ที่นั่งถัดมาเป็นของสำนักมนุษย์บงการว่ากันว่าสำนักนี้ลึกลับเป็นอย่างมากฝึกฝนด้วยวิชาหุ่นเชิด”เฟิงเหลยมองเข้าไปขนก็ลุกเกลียวไปเสียทั่วร่างเขาสะบัดหน้าไปมา
“วิชาหุ่นเชิด ?” หนิงเฟยหลงไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ใช่ วิชาหุ่นเชิด เราข้ามสำนักนี้ไปเถอะพูดแล้วข้าสยองสำนักถัดมาขึ้นชื่อในเรื่องปราณธาตุสายฟ้า สำนักอัสนีเมฆาเป็นหนึ่งในสามสำนักที่ข้าว่าน่าสนใจที่สุด”
“อย่างงั้นรึ ?”
“ใช่แล้วสามสำนักที่ว่าอีกสำนักก็คือสำนักที่อยู่ทางด้านซ้ายของสำนักมังกรฟ้าเป็นสำนักที่ช่ำชองกระบี่ ถือกระบี่เป็นชีวิตจิตใจ กระบี่มิเคยห่างกายสำนักเทพกระบี่ ส่วนใหญ่ฝึกฝนเพียงวิชากระบี่เท่านั้นสามสำนักที่ว่าล้วนนั่งติดกันทั้งสิ้น สำนักอัสนีเมฆา สำนักมังกรฟ้าสำนักเทพกระบี่ เป็นสำนักที่มีกำลังรบยิ่งใหญ่มากที่สุดและอัจฉริยะที่แท้จริงส่วนมากก็มาจากพวกเขา”
เฟิงเหลยดูชื่นชมสามสำนักนี้เป็นพิเศษ หนิงเฟยหลงก็คิดเช่นนั้นใครบ้างไม่อยากอิงอยู่กับต้นไม้ที่แข็งแกร่ง
“สองสำนักสุดท้ายนั่นได้แก่ สำนักเทพโอสถ และสำนักค่ายกลเทวะเพียงแค่ชื่อก็คงไม่ต้องบอกแล้วใช่หรือไม่ ?”
“แน่นอนขอบคุณสหายที่ชี้แนะ”เฟิงเหลยพยักหน้าตอบรับดูเขาภูมิใจในภูมิความรู้ของตนยิ่ง
คราวนี้หนิงเฟยหลงก็รู้แล้วว่าสำนักใหญ่มีสำนักอะไรบ้าง ?เขาต้องเลือกหนึ่งในเจ็ดสำนักนี้ และที่เขาสนใจก็คงไม่พ้นหนึ่งในสามสำนักที่แข็งแกร่ง