สู่วิถีอมตะ

    บทที่ 53 ไต่อันดับอย่างต่อเนื่อง

    บทที่ 53 ไต่อันดับอย่างต่อเนื่อง


    ปราณกระบี่กวาดตัวเป็นระยะสิบกว่าจั้ง สะบั้นต้นไม้และศิลารอบข้างแหลกลาญ


    เจียงผิงอันใช้หมัดอู๋จี๋เป็นครั้งแรก เขายังติดขัดอยู่เล็กน้อย


    แต่เขาก็ค่อย ๆ พัฒนาอย่างช่ำชอง


    หากศัตรูฤทธิ์แกร่ง เขาก็สวนกลับได้รุนแรง


    หากคู่ต่อสู้อ่อนแอ การตอบโต้ก็จะแผ่วเบา


    โอกาสครึ่งต่อครึ่ง


    ยามศึกดำเนิน เริ่นหมิงก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากฮึกเหิมเป็นเริ่มปวดร้าวใจ


    “สหายเจียง เจ้าหยุดใช้หมัดอู๋จี๋ทีได้หรือไม่? เราสู้กันตรง ๆ เถอะนะ”


    การโจมตีทั้งหมดของเขาถูกคู่ต่อสู้สะท้อนหมดจด ไม่ว่าจะเป็นระยะใกล้หรือไกล


    สิ่งนี้ทำให้เริ่นหมิงรู้สึกเหมือนกำลังทุบตีตัวเองชอบกล


    ไม่ว่าจะเพิ่มฤทธาเพียงไร การโจมตีก็ยังถูกสะท้อนคืน หากไม่ระวังคงได้น่วมแน่แท้


    เจียงผิงอันถามย้อน “ยามนี้มิตรงไปตรงมาหรือ?”


    เริ่นหมิงกัดฟัน “เจ้าบังคับข้าเองนะ! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะทำร้ายเจ้าไม่ได้!”


    เขาเริ่มใช้วิชากระบี่ไม้ตาย ก่อปราณกระบี่ขนาดสามจั้งจู่โจมเข้าใส่เจียงผิงอัน


    เจียงผิงอันยืนนิ่ง ยกมือขึ้นต้านรับ


    มันดูเหมือนแค่การตั้งรับทั่วไป แต่ขณะนี้ เริ่นหมิงรู้สึกว่าการโจมตีของตนหลุดพ้นการควบคุมไป!


    เริ่นหมิงสีหน้าเปลี่ยน รีบถอยกรูดอย่างรวดเร็ว


    เจียงผิงอันลากกระบี่ใหญ่จู่โจมตอบโต้


    เปรี้ยง!


    รอยกระบี่บาดลึกปรากฏบนพื้นดิน


    เริ่นหมิงอยากกระอักเลือดจริง ๆ มิใช่เพราะเขาถูกโจมตี แต่เพราะโทสะสุมอก


    วิชากระบี่ที่เขาตรากตรำฝึกฝนแทบตาย ถูกอีกฝ่ายนำไปใช้เสียอย่างนั้น!


    เมื่อศึกดำเนิน เจียงผิงอันใช้หมัดอู๋จี๋ต่อเนื่อง หากคู่ต่อสู้แข็งแกร่ง เขาก็แข็งแกร่ง หากอีกฝ่ายอ่อนแอ เขาก็อ่อนแอ


    เมื่อกาลเคลื่อนผ่าน ตะวันยามเที่ยงเรืองนภา


    การต่อสู้ระหว่างทั้งสองดึงความสนใจมากมาย


    “สองคนนี้สู้กันมาแต่เช้า ป่านนี้ยังไม่จบอีก จะนานอะไรเพียงนั้น?”


    “เจียงผิงอันใช้หมัดอู๋จี๋ได้ด้วย! ข้าได้ยินมาว่าวรยุทธ์นี้ข้อจำกัดเยอะยิ่ง!”


    “วรยุทธ์บ้าบอนั่นดีแต่ถ่วงเวลา หามีอำนาจจู่โจมไม่”


    การกระทำของเจียงผิงอันเป็นที่ประหลาดใจของคนมากมาย


    ทว่าน้อยคนนักจะสนใจคิดว่าเคล็ดวิชาเช่นนี้จะมีอันตรายใหญ่หลวง


    หม่าเหว่ยบนชั้นสิบสังเกตเห็นเจียงผิงอัน ใบหน้าอ้วนท้วนเจือเค้าประหลาดใจ


    มิคาดว่าอีกฝ่ายจะได้เรียนวรยุทธ์ชั้นสูงเช่นนี้


    แต่วิชานี้จัดการได้ไม่ยาก หากใช้วิชานี้ การมุ่งสู้ชั้นยี่สิบได้ก็ดีแล้ว ในเมื่อไม่เป็นภัยต่อเขา เขาก็ไร้กังวลต้องสนใจ


    หม่าเหว่ยมองเมิ่งจิงซึ่งกำลังเร่งรุดขึ้นมาอย่างเป็นกังวล สตรีผู้นี้เป็นคู่มืออันร้ายกาจที่สุดของเขา


    หนึ่งชั่วยามต่อมา ดวงตะวันคล้อยสู่ประจิม


    “ไม่สู้แล้ว! ไม่เอาแล้ว!”


    ปราณวิญญาณของเริ่นหมิงเจียนเหือดแห้ง นอนพังพาบยอมแพ้บนพื้น


    วรยุทธ์นี้ไร้ยางอายยิ่งนัก!


    มันช่างยียวนจนเหมือนอยากบีบคอ แต่มิอาจบีบคออีกฝ่ายให้ตายได้จริง ๆ


    ทำให้คู่ต่อสู้ไร้พิษสง เปลืองปราณเหนื่อยสายตัวขาดไปเอง!


    “ขอบคุณที่ออมมือ”


    เจียงผิงอันกุมกำปั้นกล่าว


    เด็กหนุ่มไม่หยุดกับที่ เดินต่อขึ้นไป


    เมื่อเริ่นหมิงเห็นเช่นนี้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง “แม่โว้ย! เจ้ายังมีแรงเหลืออีกหรือ?”


    สู้กันมาเกือบวัน ปราณของเขาแห้งเหือด แต่ไฉนอีกฝ่ายจึงยังมีแรงท้าทายต่อ?


    เจียงผิงอันมิได้ตอบ เขาปีนสู่ชั้นที่ยี่สิบแปดกุมกำปั้นกล่าวกับผู้ฝึกกายาผู้หนึ่ง “รบกวนแล้ว”


    ใบหน้าผู้ฝึกกายาคนนั้นกระตุกอยู่หลายหน


    เขาก็ให้ความสนใจกับการต่อสู้เมื่อครู่อยู่ เจียงผิงอันผู้นั้นหยุดได้กระทั่งการโจมตีของผู้ฝึกกระบี่ แล้วผู้ฝึกกายาเช่นเขาจะเหลืออะไร


    ต้องทราบว่าหมัดอู๋จี๋ได้เปรียบเหนือผู้ฝึกตนซึ่งต่อสู้ระยะประชิดเป็นที่สุด


    แต่เจียงผิงอันสู้มาเกือบวัน ความแข็งแกร่งเจียนเหือดสิ้น เอาชนะเขาคงไม่ยาก


    “มาเลย!”


    ปราณโลหิตน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกจากร่างผู้ฝึกกายาคนนี้ เปลวเพลิงลุกโชนท่วมกายเยี่ยงมนุษย์เพลิง


    แม้เขาจะเป็นผู้ฝึกกายา แต่เขาก็ปล่อยเพลิงได้ นี่คือความสามารถของเขา


    เจียงผิงอันยกมือขึ้นรับการปะทะ


    เสียงการปะทะดังสนั่นขึ้นบนชั้นที่ยี่สิบแปด


    ดวงตะวันคล้อยลับประจิม อากาศยามรัตติกาลหนาวเหน็บเหนือใด


    หนึ่งผู้ฝึกตนอันลุกโชนด้วยเปลวเพลิงทั่วกายหอบแฮ่ก เปลวเพลิงริบหรี่เจียนดับทุกเวลา


    “เจ้าก็เป็นผู้ฝึกกายา มีปัญญาก็สู้กันดี ๆ เซ่ อย่ามาใช้วรยุทธ์หน้าไม่อายแบบนี้!”


    ผู้ฝึกกายาผู้นี้จะร้องไห้อยู่แล้ว


    ไม่ว่าเขาจะเหวี่ยงหมัดยามใด เจียงผิงอันก็จะเบี่ยงหมัดเขาย้อนเข้าหน้า ใช้การโจมตีของเขาสนองใส่ตัวเอง


    หลังสู้กันมาหนึ่งวัน อีกฝ่ายยังไร้บาดแผล แต่เขาน่วมไปทั้งตัว


    เจียงผิงอันใช้สองมือตั้งท่าเตรียมพร้อม กล่าวอย่างสุขุม “ต่อสิ”


    ตุ้บ


    ผู้ฝึกกายาคนนั้นร่วงลงกองกับพื้น เปลวเพลิงทั่วกายดับมอด


    กำลังไม่เหลือแล้ว


    เริ่นหมิงผู้ยืนบนชั้นสามสิบเห็นเช่นนี้ ก็รู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูก


    ยามเห็นผู้อื่นเผชิญเคราะห์ไม่ต่างกัน ย่อมรู้สึกดีขึ้นเป็นธรรมดา


    เจียงผิงอันเก็บมือ ยืนอย่างสุขุมกับที่


    อันที่จริงเขายังมีแรง แต่ยังต้องใช้เวลาตกตะกอนพินิจจุดอ่อน


    “แม้หมัดอู๋จี๋จะตอบโต้ด้วยกำลังได้ แต่มันก็ยังมีจุดบอด หากความแข็งแกร่งและความเร็วของคู่ต่อสู้เหนือว่าตนเองสามเท่า ก็ยากตอบโต้ได้…”


    วันถัดมา เหลืออีกยี่สิบเก้าวันก่อนถึงยามตัดสิน


    เจียงผิงอันมายังชั้นที่ยี่สิบเจ็ดคำนับสาวงามถือแส้ผู้หนึ่ง “โปรดชี้แนะด้วย”


    “ลงไปเถอะ!”


    รองเท้าสีเขียวของอัจฉริยะสาวน้อยเหยียบย่าง เหวี่ยงแส้ในมือเข้าใส่เจียงผิงอัน


    เจียงผิงอันยกมือขึ้นสัมผัสแส้ แล้วทิศทางแส้ก็ย้อนกลับไปหาอัจฉริยะสาวน้อย


    ใบหน้าของสาวน้อยแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ รีบเบี่ยงทิศแส้จู่โจมเจียงผิงอันต่อเนื่อง


    เพียะ เพียะ!


    เสียงแส้ตวัดแหวกอากาศ ต้นไม้ และก้อนหินซึ่งถูกแส้ฟาดใส่แหลกสลายลงกองกับพื้น เผยอำนาจน่าสะพรึงกลัว


    หากไปถูกตัวคน คงไม่น่าดูชมแท้เชียว


    แต่มันก็มิอาจต้องตัวเจียงผิงอัน ถูกส่งกระเด้งกลับมาร่ำไป


    ผู้ฝึกตนบางคนสังเกตเห็นการต่อสู้ระหว่างทั้งสอง และอดบ่นมิได้


    “เราเปลี่ยนชื่อหมัดอู๋จี๋เป็นหมัดไร้ยางอายกันเถอะ จะไร้ยางอายเกินไปแล้ว”


    “นั่นสิ ยืมแรงศัตรูมาปราบศัตรู สู้กับคนเช่นนี้น่าอับอายสุดแสนเกินไปแล้ว”


    “เมื่อวานข้าไปไล่ไถ่ถาม รู้มาว่าหมัดอู๋จี๋ทำลายได้ไม่ยาก ขอเพียงแข็งแกร่งและรวดเร็วกว่าผู้ใช้มันสามเท่าก็พอแล้ว”


    “เวร! เจ้าบอกว่านี่ง่ายรึ?”


    สาวน้อยถือแส้ถูกแส้ตัวเองเฆี่ยน แสบร้อนไปทั้งกาย


    ระดับของนางมิอาจทำลายวิชาหมัดของอีกฝ่ายได้เลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางพ่ายแน่นอน


    “ข้ายอม…”


    ขณะที่นางกำลังจะยอมแพ้ หนึ่งเสียงตะโกนก็ดังมาจากเบื้องล่าง


    “อย่าขลาดเขลาหน่อยเลย เป็นอัจฉริยะจะยอมแพ้ได้อย่างไร!”


    “นั่นสิ ต่อให้เอาชนะไม่ได้ ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุดสิ!”


    “สตรีผู้นี้ไม่ไหวเลย!”


    สาวน้อยกำลังจะยอมแพ้ แต่เมื่อได้ยินเสียงตะโกนจากเบื้องล่าง นางก็กัดฟันสู้ต่อเพื่อรักษาหน้า


    หากนางรอบคอบสักหน่อย นางจะพบว่าเจ้าของเสียงตะโกนเมื่อครู่ก็คือสองผู้ฝึกตนที่ถูกเจียงผิงอันเล่นงานจนเหนื่อยหมอบเมื่อวานนี้


    คนทั้งสองสุดแสนไร้จรรยา ตัวเองบาดเจ็บทนทุกข์ จึงต้องให้ผู้อื่นมาร่วมรับกรรมไปกับตนด้วย


    ศึกดำเนินแต่เช้าตราบเที่ยง และท้ายที่สุด สาวน้อยก็สิ้นปราณกองกับพื้น เหงื่อชุ่มเส้นผมอาภรณ์


    “ขอบคุณที่ออมมือ”


    เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะสาวน้อย


    สาวน้อยโมโหเสียจนเค้นเขี้ยว นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นวรยุทธ์น่ารังเกียจเช่นนี้


    “อย่าคิดเสียเล่าว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก ชั้นที่ยี่สิบเจ้าแย่แน่!”


    “ไม่รบกวนสหายเต๋าแล้ว”


    เจียงผิงอันไต่สู่ชั้นยี่สิบหกต่อไป


    หนึ่งศึกใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง ลากยาวตั้งแต่บ่ายสู่เย็น


    การต่อสู้ของเจียงผิงอันดึงความสนใจของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ


    เพราะถึงอย่างไร ก็ไม่มีผู้ใดสู้ยืดยาวได้กว่าเขา จึงยากหากจะไม่สังเกต


    “แม่โว้ย วรยุทธ์น่ารังเกียจเช่นนี้ ข้าไม่อยากสู้กับคนแบบนี้เลย”


    อัจฉริยะบนชั้นที่ยี่สิบสามเห็นแล้วก็หน้าซีดด้วยความพรั่นพรึง


    “ข้าขอตายไว ๆ ดีกว่าโดนถ่วงให้เหนื่อยตาย”


    “เจียงผิงอันผู้นี้บ้าบอจริง ๆ เก็บตัวเงียบสี่เดือนแค่เพื่อจะเรียนวรยุทธ์นี้”


    เมื่อเห็นความพิสดารของวรยุทธ์นี้ คนบนเขาก็ไม่อยากสู้กับเจียงผิงอันแล้ว


    แต่เจียงผิงอันก็ยังไต่อันดับต่อเนื่อง


    เหลือเวลายี่สิบแปดวัน เจียงผิงอันมาถึงชั้นที่ยี่สิบห้า


    ยามเหลือยี่สิบสี่วัน เจียงผิงอันมาถึงชั้นที่ยี่สิบเอ็ด


    อัจฉริยะบนเขาทรงพลังขึ้นทุกที และเฉลี่ยแล้วกว่าจะล้มได้สักคน ต้องใช้เวลาหนึ่งวัน


    อัจฉริยะผู้แพ้พ่ายเหล่านี้ ทุกคนล้วนถูกถ่วงเวลาจนหมดแรงเหนื่อยนอนพังพาบอย่างไร้ข้อยกเว้น


    อันที่จริง มีอัจฉริยะบางคนคิดยอมแพ้ แต่ทันทีที่ปริปากจะยอมแพ้ เสียงเย้ยเยาะก็จะดังมาจากเบื้องล่าง ล้อเลียนพวกเขาว่าตาขาวบ้าง ไม่เอาไหนบ้าง มิควรค่าให้เรียกเป็นอัจฉริยะบ้าง


    ขอเพียงฟังดี ๆ ก็จะว่าเจ้าของเสียงก่นด่าจากเบื้องใต้ทั้งหลายล้วนเป็นผู้เหนื่อยจนพ่ายด้วยน้ำมือเจียงผิงอันทั้งสิ้น


    ความคิดของคนกลุ่มนี้คือ ทำไมข้าต้องมาเหนื่อยนอนพังพาบ แล้วเจ้าแค่ยอมแพ้เฉย ๆ ก็จบแล้ว?


    เรามาตายด้วยกันเถอะ!


    เหลืออีกยี่สิบสามวัน ชั้นที่ยี่สิบ


    เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะผู้ฝึกกายาตรงหน้า “โปรดชี้แนะด้วย”


    ตรงหน้าเขาคือผู้ฝึกตนรูปร่างกำยำ ถือพลองทอง ปราณโลหิตในกายร้อนรุ่มดังเตาเพลิงนามเซี่ยงหยาง


    เซี่ยงหยางโบกพลองเบา ๆ เกิดเป็นเสียงคำรามแหวกเวหา ปราณสายมหึมาโผนทะยาน


    “การผ่านมาถึงชั้นนี้ทั้งที่เป็นยอดยุทธ์ระดับกลางนั้นไม่ง่ายเลย แต่ชัยชนะของเจ้าจะจบที่นี่แหละ”


    นับแต่ชั้นที่ยี่สิบ แต่ละชั้นจะมีอัจฉริยะได้เพียงหนึ่ง อำนาจต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ฝึกตนเบื้องล่าง


    เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะ “โปรดชี้แนะด้วย”



    คล้ายกับเรื่องสู่วิถีอมตะ ที่คุณอ่าน