เติ้งเฉินฟู่คอยสังเกตทุกคนที่ย่างเท้าเข้ามาเรือนรับรองของท่านหมอเกาอย่างเข้มงวดนับตั้งแต่นางตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเขาเป็นผู้ช่วยชีวิต ท่าทีของนางก็เปลี่ยนไปนางยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวานและเชื้อเชิญให้รับประทานอาหารด้วยบ่อยครั้งยามเช้านางจะเข้าไปขลุกอยู่ในห้องปรุงยาหลังเรือนที่เหล่าหมอหลวงเตรียมสมุนไพรจำนวนมากมาให้ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ตามเข้าไป
“องครักษ์เติ้งท่านช่วยข้าเฝ้าด้านหน้าเรือนให้ที ระวังคนแฝงกายหวังมาสอดส่องข้า”นางแย้มยิ้มสบตาเขาหวานซึ้ง เติ้งเฉินฟู่รับคำอย่างเลื่อนลอยขณะมองดูนางเดินไปยังห้องปรุงยาด้านหลัง
ไป๋เพ่ยเจินนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาที่แม้จะยังไม่ขึ้นเป็นมามาหลี่แต่ก็ได้รับความเกรงใจจากขันทีและนางกำนัลทั้งวังหลวงองครักษ์เติ้งได้ยินเรื่องราวของนางมาบ้างแต่ก่อนนางเป็นแค่บ่าวชั้นต่ำในตำหนักเสียนเหลียงของอดีตฮองเฮาภายหลังฮองเฮาก่อการกบฏนางต้องเฝ้าดูตำหนักร้างอยู่เป็นนานแต่วาสนาของคนนั้นยากจะหยังถึง หลังจากหลวนฮองเฮาเข้าวังนางกลับเป็นคนแรกที่ได้รับการเลือกให้เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด
“ท่านหมอเกาเข้าห้องปรุงยาแล้วหรือเจ้าคะ?”
“ใช่! เจ้ามีธุระอันใด?”
“ข้าได้รับคำสั่งให้มาคอยดูแลนางจึงต้องแวะเวียนมาอยู่เรื่อยๆ ท่านอย่าได้กังวลไปเลยยามนี้ทั้งวังก็พอรู้อยู่ว่าท่านหวงนางยิ่งกว่าจงอางหวงไข่” รอยยิ้มคล้ายเยาะเล็กๆตรงมุมปากนางกำนัลน้อยทำให้องครักษ์เติ้งอารมณ์ปุดๆ
“เจ้ารู้ก็ดีแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่เรือนนี้ก็ต้องผ่านข้าเสียก่อน”
ไป๋เพ่ยเจินอมยิ้ม‘เจ้าองครักษ์ผู้นี้รูปร่างหน้าตาก็เข้าทีไม่คิดเลยว่าจะดูไร้เหตุผล ที่พวกขันทีขบขันเขาก็คงจะเป็นจริง’ แม้นางระลึกถึงข่าวที่เกี่ยวกับเขาแต่ปากก็ยังเอื้อนเอ่ยธุระต่อ
“ท่านมิได้ผลัดเปลี่ยนให้ผู้อื่นมาอยู่เวรยามที่นี่แทนใช่หรือไม่?”
“ทำไมหรือ?”
“ข้าเกรงว่าท่านจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปทำให้ระมัดระวังคนร้ายได้ยากควรจะให้องครักษ์ผู้อื่นมาอยู่แทนสักวันก่อนจะดีหรือไม่?”นางผ่านเรือนนี้หลายวันก็เห็นเขายังคงปักหลักนั่งเฝ้าอยู่ห้องโถงไม่ไปไหนเห็นทีร่างกายของเขาคงอ่อนล้า
เติ้งเฉินฟู่มองดูใบหน้าที่แสนธรรมดาของนางกำนัลตรงหน้าหากนางมิใช่คนของฮองเฮาต่อให้เดินผ่านอีกนับพันครั้งเขาก็คงไม่จดจำสตรีเช่นนี้“ข้าได้รับการฝึกจากหน่วยเสื้อแพรมาอย่างดี เจ้าเก็บความห่วงใยเอาไว้กับตัวเถิด”
นางกำนัลน้อยเห็นใบหน้าคมคายขององครักษ์หนุ่มเชิดขึ้นเล็กน้อยก็พลันรู้สึกได้ว่าถ้อยคำที่เขากล่าวออกมาคือคำกล่าวหาว่านางแอบมีใจให้เขา
“ที่ข้าพูดมิใช่เพราะสนใจคนอย่างท่านหรอกแต่เหล่าขันทีล้วนแล้วแต่เอาไปพูดกันสนุกปากว่าท่านเฝ้านางมาตั้งแต่นางเข้าวังจนยามนี้ยังไม่ยอมให้ผู้ใดมาผลัดเปลี่ยนข้าจึงเห็นว่าหากเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้วท่านมิอาจปกป้องนางได้เพราะร่างกายอ่อนเพลียนี่มิใช่ความโชคร้ายของนางดอกรึ?”
เติ้งเฉินฟู่เห็นนางหรี่ตามองเขาอย่างดูแคลนอารมณ์หงุดหงิดที่สะสมมาจากการนอนไม่เพียงพอหลายคืนติดต่อกันก็ปะทุออกมา
“เจ้าดูถูกองครักษ์อย่างข้าเช่นนั้นหรือ?”เขาถลึงตาใส่นาง “เจ้าเป็นแค่นางกำนัลตำหนักเสียนเหลียงก็จงดูแลตำหนักให้ดีไปเถอะอย่ามาวุ่นวายที่นี่ ข้าจะดูแลท่านหมอเกาด้วยชีวิตของข้าเป็นแน่”
ไป๋เพ่ยเจินคร้านจะพูดกับชายหนุ่มผู้ดื้อด้าน“ตามใจท่าน!นึกเสียว่าข้าพูดกับเสาตำหนักไปก็แล้วกัน!”
เมื่อนางสะบัดหน้าเดินจากไปแล้วเติ้งเฉินฟู่ที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียก็ล้มตัวลงนอนบนตั่งเล็กริมห้องหลังจากคืนไฟไหม้เขานอนเฝ้านางที่ตั่งนี้แต่เพราะต้องคอยระวังภัยจึงต้องอดนอนติดต่อกันกระทั่งอารมณ์ก็เริ่มแปรปรวนหัวหน้าหู่แวะเวียนมาถามว่าเขาต้องการให้คนมาผลัดเวรยามหรือไม่?เติ้งเฉินฟู่ก็เอาแต่ปฏิเสธเมื่อขันทีน้อยที่มารับใช้หมอเกาเห็นอาการขององครักษ์เติ้งก็เอาไปซุบซิบกัน
‘เจ้าคิดดูเถิด! ท่านหมอผู้งดงามนางนี้ไม่แน่ว่าอาจจะได้มาถวายตัวกับฮ่องเต้องครักษ์เติ้งยังคิดจะเฝ้านางด้วยใจภักดีอยู่อีก ไม่มีทางได้กินเนื้อหงส์ฟ้าอยู่แล้ว’
‘เจ้าไม่รู้อันใด?ข้าเห็นองครักษ์เติ้งเฝ้ามองนางด้วยความหลงใหลตั้งแต่ วันแรกที่ได้ดูแลนางแล้ว’
เรื่องราวรักใคร่ในวังหลวงยากนักจะพ้นหูพ้นตาขันทีและนางกำนัลไปได้เพียงแต่จะมีข่าวซุบซิบในวงแคบหรือวงกว้างเท่านั้น แต่ความลับไม่มีในวังหลวง!
ไป๋เพ่ยเจินหน้างอง้ำไปถึงเรือนรับรองที่จินวั่งซู่พักคุณชายรูปงามกำลังจะออกไปหาเบาะแสหยกหิมะเพิ่มเมื่อหันมาเห็นนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาก็ร้องทัก
“เจ้ามาพอดีฮองเฮาทรงประทับที่ใด?”
“วันนี้พระนางพระราชทานเลี้ยงน้ำชายามบ่ายกับพระสนมที่ตำหนัก เสียนเหลียงเจ้าค่ะจึงให้มาเชิญท่านไปร่วมด้วย”
“เชิญข้า?”
ไป๋เพ่ยเจินเดินเข้ามาใกล้คุณชายจินกระซิบกระซาบสองสามประโยค
“ดี! ข้าไปเดี๋ยวนี้!”
ช่วงที่เดินตามหลังไป๋เพ่ยเจินไปจินวั่งซู่มองแผ่นหลังนางกำนัลตัวน้อยแล้วรู้สึกแปลกใจที่แม่นางสกุลไป๋ผู้นี้ดูเหมือนจะรู้เรื่องราวเบื้องลึกเกี่ยวกับฮองเฮาเป็นอย่างดีเหตุใดหลวนฮองเฮาจึงไว้ใจนางนัก? หรือว่านางคือที่หลวนฮองเฮาส่งให้เข้ามาอยู่ในวังหลวงตั้งแต่ครั้งที่อดีตฮองเฮายังอยู่?
“นางกำนัลไป๋เจ้ามาอยู่ในวังหลวงตั้งแต่เมื่อใด?”
ไป๋เพ่ยเจินได้ยินคุณชายรูปงามถามไถ่ก็ชะลอฝีเท้าแล้วหันหน้ากลับมา“ข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุสิบสามเจ้าค่ะท่านป้าที่เป็นญาติฝากให้ข้ามาอยู่ที่นี่”
“บ้านเดิมของเจ้าอยู่เมืองไหน?”
“สกุลไป๋ของข้าอพยพมาจากเมืองพยัคฆ์เหินเจ้าค่ะ”
บ้านเดิมของหลวนฮองเฮา!จินวั่งซู่เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ตนสงสัยเริ่มเข้าเค้าในวังหลวงแห่งนี้ช่างลึกลับซับซ้อนกว่าที่คาดที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานฮองเฮาผู้นี้ยิ่งนักอาจจะเพราะพระองค์เคยพบนางมาก่อน!
“เจ้าเคยรู้จักฮองเฮามาก่อนใช่หรือไม่?”
ไป๋เพ่ยเจินชะงักเท้าหันไปมองคุณชายข้างๆ “ข้าไม่ตอบได้หรือไม่?”
“เห็นทีเจ้าคงจะเป็นคนข้างกายที่สำคัญยิ่งของฮองเฮา”
ดีที่เจ้าจิ้งจกเอ๊ย!หลวนฮองเฮาเตือนนางไว้ว่าสิ่งใดที่จะบอกจินวั่งซู่ได้บ้าง
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น!ข้าเป็นเพียงคนที่มิเคยคิดทรยศพระนาง”
“เจ้าตอบได้ดี!”
จินวั่งซู่เริ่มรู้สึกสนุกปริศนาของฮองเฮายังเป็นสิ่งที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยตัวตนของนางที่กล่าวกันว่าเป็นบุตรีของหลวนเป้ยเล่อผู้สาบสูญแล้วเพิ่งมาปรากฏตัวยังมิได้รับการพิสูจน์อย่างถ่องแท้! กุญแจดอกเล็กเล็กๆอาจจะเป็นไป๋เพ่ยเจินผู้นี้!
************
