ในเวลาเดียวกัน
เมื่อเห็นหลงเซี่ยวอวี่จ้องมองมาที่นางหัวใจของมู่จื่อหลิงก็รู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาในทันทีการถูกจ้องมองทำให้หัวใจของนางรู้สึกราวกับมีขนคันๆ ข่วนใจเบาๆ เหตุใดถึงได้รู้สึกราวกับว่าชายผู้นี้กำลังจะกินนาง
อย่างไรก็ตามหัวใจของนางก็กลับมาเต้นรัวอีกครั้ง มู่จื่อหลิงเม้มริมฝีปากแน่น แต่หากมองดูใกล้ๆจะเห็นได้ว่ามุมปากของนางกระตุกเบาๆ ราวกับว่านางอยากจะหัวเราะแต่ไม่กล้า
ใครจะไปคิดว่าฉีอ๋องผู้ทรงอำนาจและทรงพลัง เมื่อครู่เขากลับไม่มีการป้องกันใดๆ เลยถึงขนาดถูกผู้ที่อ่อนแอไร้อำนาจผลักออกจนกระแทกอย่างแรงได้
หากพูดออกไปเช่นนี้ผู้ใดจะเชื่อได้เล่า?
ในยามนี้หลงเซี่ยวอวี่ซึ่งกำลังจ้องมองมาที่มู่จื่อหลิงพักหนึ่งแล้วย่อมเห็นสีหน้าของนางที่ราวกับว่านางกำลังชื่นชมยินดีอย่างย่ามใจ
เห็นได้ว่าดวงหน้างดงามดำคล้ำครั้งแล้วครั้งเล่าและดูเหมือนว่าหากมืดคล้ำกว่านี้อีกหน่อยจะมีหยดน้ำไหลออกมาได้แล้ว [1] ซึ่งน่ากลัวมาก
อย่างไรก็ตามมู่จื่อหลิงกลับไม่กลัวเลย อีกทั้งยิ่งมองดูมันมากเพียงใด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองหยิ่งผยองมากขึ้นเท่านั้นนางแทบจะยกนิ้วโป้งให้ตนเองในใจ
ในที่สุดหลังจากคิดถึงเรื่องนี้ มู่จื่อหลิงก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกมาแล้วใช้ผ้าห่มขนสัตว์เนื้อนุ่มคลุมปิดใบหน้าของนาง
แต่ไหล่ของนางที่กำลังสั่นไหวประกอบกับดวงตาที่ยิ้มแย้มซึ่งนางเปิดเผยมันออกมาเผยให้เห็นว่าในยามนี้นางกำลังสนุกสนาน
หลังจากถูกชายผู้นี้ข่มเหงมานานในที่สุดครั้งนี้นางก็ได้ ‘แก้แค้น’ แล้ว เยี่ยมมาก!
หากในวันหน้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปเช่นนั้นก็ดียิ่งนัก...มู่จื่อหลิงยังคงปิดหน้าของนางส่ายศีรษะของตนด้วยความยุ่งเหยิงและสับสนในใจ
เฮ้ย! ครั้งเดียวพอแล้วนางไม่อยากถูกทำตัวเจ้าชู้ใส่ในทุกครั้งหรอกนะ คราวหน้าต้องระแวดระวังให้ดีหากมีครั้งหน้าอีก คงไม่โชคดีเช่นนี้เป็นแน่
เมื่อเห็นว่าความคิดของมู่จื่อหลิงล่องลอยไปไกลความสนใจไม่ได้อยู่ที่เขาแม้แต่น้อยทั้งยังไม่มีความรู้สึกแย่ที่เขาถูกกระแทกออกมาเลยใบหน้าของฉีอ๋องจึงทั้งมืดมนและเศร้าหมอง มันดำมากจนสามารถบีบหมึกออกมาได้ [2]
แต่มีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้นกับหลงเซี่ยวอวี่หรือไม่? เหตุใดเขาถึงไม่มีการเคลื่อนไหวใดเลย? หลังจากคิดถึงเรื่องนี้ดวงตาของมู่จื่อหลิงก็หันไปหาหลงเซี่ยวอวี่อีกครั้ง
เมื่อเห็นมู่จื่อหลิงมองมาท่าทางของหลงเซี่ยวอวี่ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางของเขาอ่อนลงเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่น่ามองอยู่ดี ดวงตาสีเข้มคู่หนึ่งยังคงจับจ้องมู่จื่อหลิงไว้ตลอดเวลา
เสียงกระแทกและการสั่นสะเทือนของรถม้าเมื่อครู่นี้มันช่างน่ากลัวมากเมื่อคิดถึงมัน นางก็รู้สึกเจ็บปวดในเนื้อหนังดวงตาคู่งามของมู่จื่อหลิงเคลื่อนไหวไปมา มีความกังวลเล็กน้อยในดวงตาของนาง
มู่จื่อหลิงเกิดความรู้สึกผิดเล็กน้อยอีกครั้งแต่เมื่อนางนึกถึงความเหลื่อมล้ำที่ไร้ยางอายซึ่งชายผู้นี้กระทำต่อนางเมื่อไม่นานมานี้นั่นเป็นสิ่งที่นางไม่สามารถทนแบกรับความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ได้
ดังนั้นเมื่อคิดถึงเรื่องนี้หัวใจของมู่จื่อหลิงก็ฟื้นคืนความมั่นคงกลับมาได้อีกครั้งในทันที
แม้ว่าหัวใจของนางจะมั่นคงแต่ปากของมู่จื่อหลิงก็ยังคงพูดออกมาโดยไม่รู้ตัวด้วยท่าทีที่ขาดความมั่นใจเล็กน้อย ทั้งยังถามอย่างอ่อนโยนว่า“ท่าน...ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? สบายดีไหม?”
หลงเซี่ยวอวี่ยังคงพิงผนังรถม้านิ่งๆอยู่ครึ่งหนึ่ง ยังคงทำท่ายื่นมือไปกุมด้านหลังศีรษะของตนไว้ไม่เคลื่อนไหวเลยแม้เพียงนิด ทำเพียงแค่จ้องมองมาที่นาง ไม่สนใจนางและไม่พูดสิ่งใด
ถูกกระแทกจนโง่เขลาไปเสียแล้วหรือ? ยามนี้ยังพูดไม่ได้อีกหรือ? ความกังวลปรากฏขึ้นในดวงตาของมู่จื่อหลิง นางรู้สึกผิดเล็กน้อย
มู่จื่อหลิงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆเอื้อมมือออกมา เขย่าแขนของเขาอย่างระมัดระวัง ถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า“เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บไหม?”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตอบสนองต่อนางยังคงเป็นความเงียบและความสงบนิ่งของหลงเซี่ยวอวี่เช่นเดียวกับดวงตาที่นิ่งเฉยแต่เยือกเย็นด้วยประกายเย่อหยิ่งของเขา
“...เจ็บมากเลยหรือ?” มู่จื่อหลิงขมวดคิ้วด้วยความสับสนรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก
นางรู้ว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมชาติแต่สิ่งที่นางกังวลมากที่สุดก็คือหรือจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับหลงเซี่ยวอวี่จากการโดนกระแทก?
เห็นได้ชัดว่านางเป็นผู้ที่ถูกล่วงละเมิดเห็นได้ชัดว่านางเป็นผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานแต่ยามนี้เมื่อเห็นหลงเซี่ยวอวี่เป็นเช่นนี้มู่จื่อหลิงก็เกิดความรู้สึกผิดมากขึ้นเรื่อยๆราวกับว่านางเป็นคนพาลที่รังแกผู้อื่น
หลงเซี่ยวอวี่ยังคงเงียบแต่หากสังเกตดีๆ จะพบความผันผวนทางอารมณ์เล็กน้อยในดวงตาที่ลึกล้ำของเขา
น่าเสียดายที่ในขณะนี้มู่จื่อหลิงจะสังเกตละเอียดมากถึงเพียงนั้นได้อย่างไรในเมื่อในยามนี้นางมุ่งเน้นไปที่ด้านหลังศีรษะของหลงเซี่ยวอวี่ที่ถูกกระแทก
เมื่อเห็นว่าหลงเซี่ยวอวี่ยังคงไม่ตอบสนองมู่จื่อหลิงจึงรีบขยับไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย ตรงไปหาเขาและพูดอย่างกระตือรือร้นว่า“เอามือของท่านออก ให้ข้าดูหน่อย”
ก่อนที่นางจะพูดจบนางก็ปล่อยมือที่กำผ้าห่มขนสัตว์ไว้แน่นออก ยื่นมือออกไปด้วยต้องการจะดึงมือใหญ่ของหลงเซี่ยวอวี่ที่กุมศีรษะด้านหลังของตนเองอยู่ออกไป
คราวนี้ในที่สุดหลงเซี่ยวอวี่ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองเขาพ่นลมออกมาอย่างเย่อหยิ่งและเย็นชา เบือนหน้าออกไปด้วยความไม่พอใจหลีกเลี่ยงมือที่ยื่นออกมาของมู่จื่อหลิง ไม่ให้นางได้สังเกตเห็นมัน
แต่นางไม่รู้ว่าทันทีที่เขาเบี่ยงศีรษะออกไปแววตาของเขาก็มีแววหวานจางๆ ปรากฏขึ้น
กล่าวได้ว่ามีความรักอยู่ภายใน ตราบใดที่อีกฝ่ายเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยแม้ว่าฉีอ๋องจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนแต่อย่างใดก็ตามในยามนี้เขาก็ยังรู้สึกพึงพอใจกับความเอาใจใส่ของหญิงตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้า
เอ่อ...
นางไม่ได้ตั้งใจจริงๆมู่จื่อหลิงรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง
หลงเซี่ยวอวี่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเลยหรือ?
ในสถานการณ์สิ้นหวังเมื่อครู่นี้จึงกระทำไปตามสัญชาตญาณในการปกป้องตนเอง นางจะคิดมากได้อย่างไรนางไม่รู้ว่านางใช้แรงมากเพียงใดในการผลักชายผู้นี้ออกไป
ผนังด้านในของรถม้านี้แย่กว่าผนังด้านนอกมันมีสมบัติหายากมากมายฝังเอาไว้ ตัวอย่างเช่นลายที่ทำจากเครื่องถม [3] ไข่มุกและหินโมรา[4] พื้นผิวจึงไม่เรียบ ทั้งยังแข็งมากผู้ใดจะไปรู้ว่าเมื่อครู่นี้หลงเซี่ยวอวี่ชนโดนตรงจุดไหน?
แต่ไม่ว่าจะเป็นจุดใดหากชนตรงๆ อย่างไรก็เจ็บปวดมาก!
มู่จื่อหลิงขมวดคิ้วด้วยความสับสนนางเองก็เคยประสบกับมันด้วยตนเองมาในยามเช้าในยามนั้นหนังศีรษะของเธอมึนงงจากการโดนหลงเซี่ยวเจ๋อเด็กโชคร้ายผู้นั้นพุ่งชน
ยิ่งไปกว่านั้น ในยามนี้ผนังรถเต็มไปด้วยหลุมบ่อจึงยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าหลงเซี่ยวอวี่จะเจ็บปวดหรือไม่ศีรษะกระแทกอย่างแรง เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กก็ได้!การที่เขาถูกกระทบกระแทกเช่นนี้ ถือเป็นความผิดอย่างแท้จริง
ยิ่งคิดถึงมันมากเพียงใดมู่จื่อหลิงก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น
ในยามนี้หลงเซี่ยวอวี่ยังคงเอามือมากุมศีรษะอยู่เช่นเดิม ใบหน้าของเขายังคงเฉยเมยแต่มันกลับทำให้เขาดูอึดอัดมากยิ่งขึ้น
มู่จื่อหลิงมองมันและคิดว่าเขากำลังอดกลั้น ดังนั้น...
“หลงเซี่ยวอวี่ท่านให้ข้าดูหน่อย” มู่จื่อหลิงรู้สึกกระวนกระวายใจจึงรีบคว้าข้อมือของเขาแกะฝ่ามือใหญ่ของเขาออกอย่างแรง
แหวกผมสีดำดุจสีหมึกออกค้นหาตำแหน่งที่ถูกกระแทกอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ว่าตรงจุดนั้นมีรอยบวมแดงขนาดใหญ่ราวกับจะร้องเตือนมู่จื่อหลิง ว่าเมื่อครู่นางใช้กำลังไปมากเพียงใด เตือนนางว่าหลงเซี่ยวอวี่กระแทกอย่างรุนแรงเพียงใด
เมื่อมองไปที่รอยบวมแดงในตอนท้าย ขนตาโค้งของมู่จื่อหลิงก็กะพริบขึ้นลงสองสามครั้งนางอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไป ด้วยอยากจะสัมผัสมันเบาๆ
ก่อนที่นางจะสัมผัสมันเต็มมือนางก็ชะงักไปก่อนรีบหดมือกลับมา
เป็นเพราะ...
“ซี้ด...”ดูเหมือนว่าหลงเซี่ยวอวี่จะรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ และความเจ็บปวดทำให้เขาร้องออกมา
ในยามนี้หากนางสังเกตสักนิดใบหน้าเย็นชาของหลงเซี่ยวอวี่กลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย คิ้วของเขาเลิกขึ้นรอยยิ้มเต็มไปด้วยความรู้สึกสนใจ
หากในยามนี้มู่จื่อหลิงคิดให้มากขึ้นสักหน่อยนางจะตระหนักได้อย่างแน่นอนว่า ปฏิกิริยาของฉีอ๋องคนมากเล่ห์ผู้นี้เสแสร้งเกินไปทั้งยังจืดชืดไม่สมจริง
แต่มู่จื่อหลิงไม่เห็นมันไม่ได้คิดเกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามภายใต้ความวิตกกังวล นางยังคงไม่ลืมที่จะเปิดใช้งานระบบซิงเฉินอย่างลับๆตรวจสอบหลงเซี่ยวอวี่อย่างจริงจังและรอบคอบ
ผลการตรวจพบว่าเขาแค่มีอาการบวมขนาดใหญ่บนหนังศีรษะเท่านั้นไม่มีสิ่งใดร้ายแรง และไม่มีสิ่งใดหล่นหายไปจากการกระแทกในยามนั้นเองที่มู่จื่อหลิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพียงแค่...พริบตาเดียวมู่จื่อหลิงดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้นางหรี่ตาลงเล็กน้อยและจ้องไปที่หลงเซี่ยวอวี่อย่างดุเดือด
ชายน่ารังเกียจผู้นี้...เสแสร้งอีกแล้วหรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรร้ายแรงยังอยากจะโกหกนางอยู่อีกหรือ?
เมื่อเห็นเช่นนี้ดวงตาของหลงเซี่ยวอวี่ก็เปล่งประกายความหงุดหงิดออกมา ก่อนจะจางหายไปในชั่วพริบตา
เขาลืมไปได้อย่างไรหญิงโง่ผู้นี้ โง่เขลาเล็กน้อยต่อหน้าเขาเพียงบางครั้งเท่านั้นแต่นางเก่งกว่าผู้ใดในด้านการแพทย์ นางจะต้องสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้วเป็นแน่
ดังนั้นในยามนี้...
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] มืดคล้ำกว่านี้อีกหน่อยจะมีหยดน้ำไหลออกมาได้แล้ว (黑下去就能滴出水) เป็นวลี มีความหมายว่า บรรยากาศมืดมน หดหู่หรือกดดันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
[2] มันดำมากจนสามารถบีบหมึกออกมาได้(黑得似乎能挤出墨汁来) เป็นวลี มีความหมายว่าหม่นหมองหรือเศร้ามากจนบรรยากาศรอบข้างมืดครึ้ม
[3] เครื่องถม (镶嵌) เป็นวัตถุที่ทำหรือประกอบขึ้นด้วยโลหะเงินแล้วทำลวดลายด้วยการถมเงินหรือทองลงไป
[4] หินโมรา (玛瑙) เรียกอีกชื่อว่าหินอาเกตเป็นอัญมณีที่มีหลากหลายสี สีที่นิยมคือ ฟ้าอมเทาลายขาว หรือฟ้าในเนื้อหิน ได้รับการขนานนามว่าหินแห่งความสมดุล