โรงน้ำชาในเมืองเป่ยจิงยังคงเล่านิยาย ‘สมรสร้าย’ อย่างออกรส
ยิ่งยามนี้มีข่าวลือเรื่องที่ชายาเอกฮั่นอ๋องถูกปาไข่แต่ไร้เงาฮั่นอ๋องออกมาปกป้อง ซ้ำมีคนตาดีเห็นฮั่นอ๋องพบปะคุณหนูผู้หนึ่งระหว่างภรรยาถูกทำร้าย เนื้อหาในนิยายก็ยิ่งสมจริง
ถ้วยเหล้าถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะ บุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่งบ่นออกมาด้วยแรงอารมณ์ “พระเอกนิยายเรื่องนี้ ช่างเขียนได้เหมือนคนจริงยิ่งนัก น่าสงสารก็แต่หวางเฟย...”
“เพ้ย ! แล้วเจ้าไม่สงสารพระเอกบ้างหรือ ไปรบเพื่อบ้านเมืองภรรยาไม่คิดถึงสักนิด กลับแต่งตัวงดงามออกไปชม้ายชายตาให้บุรุษอื่น”
เสียงถกเถียงหยุดลงเมื่อเจ้าหน้าที่ทางการกรูเข้ามาในร้าน เข้าไปลากตัวนักเล่านิทานลงมาจากยกพื้นกลางโถง
หัวหน้ามือปราบถือหนังสือราชการไว้ แล้วอ่านออกมาเสียงดัง
“ทางการมีคำสั่งให้จับกุมตัวคนที่กระจายข่าวเท็จทำลายชื่อเสียงราชวงศ์ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิยายสมรสร้าย จะถูกศาลไต่สวนความผิด...เอาตัวมันไป !”
“ขอรับ !”
เหตุชุลมุนที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ ทำให้นักดื่มสร่างเมาขึ้นมาทันที หลายคนรีบกลับบ้านไปเตือนในครอบครัว
ขณะเดียวกัน นักเล่านิทานตามตรอกเล็ก ๆ บ้างก็หายตัวไปอย่างไร้สุ้มเสียง บ้างก็ถูกมือปราบมาจับตัวไป
ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง สตรีชาวบ้านในตรอกยี่ผู พากันออกมานั่งแทะเมล็ดแตง สนทนากันถึงข่าวฉาวของอ๋องหนุ่มกับพระชายาเอกอย่างออกรส เจ้าหน้าที่ทางการกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาในตรอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
สตรีเหล่านั้นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแยกย้ายกลับเรือนตนเองอย่างว่องไว เพียงใช้สายตาสอดส่องออกมาจากช่องประตูด้วยความอยากรู้ทั้งที่ใจเต้นกระหน่ำ
เจ้าหน้าที่เดินไปหยุดที่หน้าเรือนหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นเรือนเช่าของบัณฑิตยากจนผู้นั้น
ขณะที่บัณฑิตหนุ่มกำลังตวัดปลายพู่กันอยู่อย่างตั้งใจ เสียงเคาะประตูหนัก ๆ ก็ดังขึ้นสามครั้งแล้วเงียบไป ด้วยจังหวะที่คุ้นเคยทำให้เขาไม่นึกระแวง
บัณฑิตเพียงขมวดคิ้ว ส่งเสียงในลำคอราวกับไม่พอใจที่ถูกรบกวน ยามวางพู่กันจึงลงแรงไปบ้าง ทำให้หมึกกระเด็นไปโดนหน้ากระดาษที่กำลังเขียนอยู่ เขารีบยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเป่า พลางซับหมึกส่วนเกินเบา ๆ ด้วยสีหน้าขุ่นมัว
เขาวางกระดาษซึ่งมีรอยเปื้อนวงใหญ่ลง จากนั้นก็ลุกออกมาจากห้อง เดินผ่านทางเดินแคบสู่ประตูหน้าด้วยฝีเท้าหนัก ๆ
“มีอะไร !”
ทันทีที่เปิดประตูออก ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับไม่ใช่บุรุษชุดคลุมสีดำสองคน แต่เป็นชายฉกรรจ์สวมชุดเจ้าหน้าที่ทางการกลุ่มหนึ่ง
หัวใจของบัณฑิตหนุ่มหล่นร่วง เขาเผลอก้าวถอยหลัง ร่างกายซวดเซ มือที่จับบานประตูเกร็งแน่นจนข้อนิ้วซีด ในใจมีเพียงคำว่า ‘แย่แล้ว’
บุรุษที่ชุดดำที่มาพร้อมกับมือปราบเอ่ยเสียงเรียบ “บัณฑิตอู๋ ที่ว่าการมีเรื่องจะสอบถามเจ้า ให้ความร่วมมือด้วย”
กล่าวจบเหอไห่ก็เดินผ่านอู๋เจินไหลเข้าไปในเรือน เจ้าหน้าที่ด้านหลัง ขยับตามเข้ามาควบคุมตัวเขาทันที
“ข้า...ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ท่านจับข้าไม่ได้”
บัณฑิตหนุ่มดิ้นรนพลางปฏิเสธ แขนสองข้างยังคงถูกตรึงแน่น เสียงของเหอไห่ดังขึ้นอย่างเฉื่อยชา ขณะเดินเข้าไปในห้อง
“ขึ้นอยู่กับว่า ในห้องนี้มีสิ่งใดอยู่กันแน่”
อู๋เจินไหลเบิกตากว้าง ใบหน้าซีดขาวราวกับขี้เถ้า เขาสะบัดตัวอย่างรุนแรง พยายามจะพุ่งไปที่ประตูห้อง การขัดขืนอย่างรุนแรงทำเจ้าหน้าที่จำต้องกดเขาลงกับพื้น
บัณฑิตหายใจหอบหนักหน่วง ลมหายใจเป่าฝุ่นเบื้องหน้าจนฟุ้งกระจาย ภาพข้อความที่เขาเพิ่งเขียนบนกระดาษแผ่นสุดท้ายกะพริบวาบ รอยเปื้อนหมึกซึมกระจายทว่าไม่อาจปกปิดข้อความใด เลือดในกายค่อย ๆ เย็นเฉียบลง
เหอไห่เดินวนรอบโต๊ะ เจ้าหน้าที่ทางการตามเข้ามารื้อค้นภายในห้องแล้วเริ่มเก็บหลักฐาน
องครักษ์หนุ่มไม่ได้ช่วยหรือขัดขวาง เขาทำเพียงแค่นำทางเจ้าหน้าที่มาและอำนวยความสะดวกในการจับคนร้ายเท่านั้น แต่แล้วสายตาของเขาก็เคลื่อนผ่านกระดาษเปื้อนหมึกแผ่นนั้น
หัวใจเขาเต้นสะดุด ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง รีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน ก่อนจะหยิบกระดาษอีกสองสามแผ่นขึ้นมาดู กวาดตามองเจ้าหน้าที่เร็ว ๆ แวบหนึ่ง พลิกตัวหันหลังแล้วพับกระดาษด้วยความเร็วที่ตัวเองยังประหลาดใจ ก่อนจะยัดใส่ไว้ในอกเสื้อ
ใต้อกซ้ายยังคงเต้นกระหน่ำ ปลายนิ้วที่แตะสาบเสื้อสั่นน้อย ๆ
แววตาของเขาหรี่แคบ สบถด่าอยู่ในใจ เจ้าบัณฑิตนี่ช่างไม่กลัวตายเสียจริง เรื่องเช่นนี้ก็ยังกล้าเขียนออกมา !
บัณฑิตอู๋ถูกรวบตัวไปที่ว่าการพร้อมของกลางในเรือน ชาวบ้านใกล้เคียงต่างตื่นตระหนกพากันจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องนี้ กระทั่งข่าวแพร่ออกไปตามหัวถนนตรอกซอกซอยและร้านน้ำชา
จากนิยายที่เขียนขึ้นมาอย่างมีสีสัน กลับทำให้เกิดเรื่องราวบานปลายใหญ่โต กระทั่งลามไปทั่วทั้งเมืองเป่ยจิง
บัณฑิตผู้ประพันธ์นิยายขายดีเรื่อง ‘สมรสร้าย’ ถูกจับ และจะถูกไต่สวนในข้อหา แต่งเรื่องใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์ให้เกิดความเสื่อมเสีย
จูเกาเซวียนนั่งอยู่กลางที่ว่าการตั้งแต่บ่าย ถ้วยชาถูกเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า เฝ้ารอการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด
นายอำเภอไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ผ่านเลยไปได้ จึงนั่งสั่งการเจ้าหน้าที่อย่างเร่งด่วน ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม คดีนี้ไม่อยากสืบก็ต้องสืบ และจะต้องสืบจนกว่าจะได้ความจริงอีกด้วย
เมื่อบัณฑิตอู๋ถูกจับมายังที่ว่าการพร้อมของกลาง นายอำเภอจึงได้เปิดศาลไต่สวนต่อหน้าสาธารณชนทันที
นายอำเภอนั่งอยู่กลางโถงพิจารณาคดี สีหน้าเคร่งขรึม มือวางบนไม้ตบศาล มีที่ปรึกษาศาลยืนอยู่ด้านข้าง
เยื้องออกมาเล็กน้อยคือที่นั่งพิเศษ ฮั่นอ๋องนั่งพิงพนักอย่างสงบนิ่ง สองมือประสานไว้บนตัก เพียงทอดสายตามองออกไป ก็แฝงอำนาจกดข่มผู้คนแม้ไม่ได้เอ่ยวาจา
ชาวบ้านที่มาร่วมชมการตัดสินคดีต่างเขย่งปลายเท้ายืดคอมอง เสียงซุบซิบยังคงดังหึ่ง ๆ อย่างต่อเนื่องกระทั่งเสียงเคาะไม้ดังขึ้น ผู้คนพากันสะดุ้งแล้วเงียบเสียงลงทันใด
“เบิกตัวบัณฑิตอู๋ อู๋เจินไหล !”
บัณฑิตในชุดเสื้อผ้าฝ้ายเก่าซีดถูกทหารคุมตัวเข้ามาในศาล เขาถูกบังคับกดไหล่ให้คุกเข่าลง สภาพกระเซอะกระเซิงราวกับคนไร้บ้าน แววตาตื่นตระหนกกวาดมองไปรอบด้าน มองนายอำเภอและเจ้าหน้าที่รอบศาล กระทั่งเลื่อนผ่านบุรุษที่นั่งต่ำกว่าบัลลังก์ศาลลงมา
อู๋เจินไหลขนลุกซู่
ฮั่นอ๋อง !
นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เขาคาดไว้แม้แต่น้อย บทประพันธ์ที่รับจ้างเขียนขึ้นมาเล่มแรกจากสตรีนางหนึ่ง กลับงอกเพิ่มขึ้นมาถึงเล่มที่หกจากคำยุยงของคนแปลกหน้าอีกสองคน
เขาเพิ่งตระหนักได้ในยามนี้เอง ว่าตนเป็นเพียงหมากเม็ดหนึ่งบนกระดานนานแล้ว
“อู๋เจินไหล เจ้าอาศัยว่าตนเองมีความรู้ ใช้ปลายพู่กันในทางผิด ดึงราชวงศ์มาเป็นตัวละครในบทประพันธ์ บิดเบือนเหตุการณ์ ใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์”
นายอำเภอเคาะไม้หนึ่งครั้ง ก่อนจะเน้นเสียงหนัก
“เจ้ารู้ความผิดของตนเองหรือไม่ !”
อู๋เจินไหลสะดุ้ง ทรุดตัวลงหมอบราบกับพื้น ร่างกายสั่นเทา เสียงในลำคอติดขัด “ข้า...ข้า...ไม่”
“ไม่อะไร.. จงตอบมา เจ้ารู้ความผิดตนเองหรือไม่ !” นายอำเภอเคาะไม้ ย้ำถามความผิดด้วยเสียงทรงอำนาจ
อู๋เจินไหลหมอบต่ำ ดวงตากลอกกลิ้ง พยายามจะเบี่ยงตัวมองไปที่ประตูศาล หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าบุรุษสองคนนั้นจะมาช่วยตนออกไป แต่นานเพียงนี้แล้วกลับไม่มีผู้ใดโผล่มาสักคน ในหัวของเขายามนี้ว่างเปล่า เวลาเสียงเคาะโต๊ะดังขึ้น เขาก็จะสะดุ้งขึ้นทีหนึ่งราวกับถูกทุบลงที่หัวใจ
เขาก็แค่บัณฑิตยากจนคนหนึ่ง เขียนหนังสือรับจ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพ จะไปมีปัญญาใส่ร้ายราชวงศ์ได้อย่างไร
จะต้องเป็นคนเหล่านั้นแน่ ๆ ที่ทำ เป็นแผนการของพวกเขา !
แววตาของเขาค่อย ๆ นิ่ง ลมหายใจกระชั้นเริ่มสม่ำเสมอ เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองผู้พิพากษาด้านบน ราวกับว่าได้ตัดสินใจบางอย่างแน่นอนแล้ว
ถึงอย่างไร ความอยู่รอดก็สำคัญที่สุด
เขาเผยอริมฝีปากกำลังจะพูด เสียงของชาวบ้านก็ดังขึ้นเบา ๆ มาจากทางประตูศาล “หากโทษเขาหนักถึงขั้นประหาร พ่อแม่ของเขาจะทำอย่างไร”
พอเสียงหนึ่งรำพึงขึ้น ก็มีอีกเสียงคล้อยตามขึ้นมา
“จริงด้วย น่าสงสารจริงเชียว เขาอาจเป็นความหวังของครอบครัว แต่อนาคตกลับต้องจบสิ้นลงเช่นนี้”
จูเกาเซวียนเหลือบมองไปทางหน้าประตูศาลทันที สังหรณ์อันตรายทำให้เขาหรี่ตามองชาวบ้านที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่ เขาสบตาหลี่เหวินหมิงที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางผู้คน อีกฝ่ายมองตอบผู้เป็นนายพลางพยักหน้าช้า ๆ แล้วจึงเริ่มขยับตัว
อู๋เจินไหลอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้าง เสียงพูดดังเบา ๆ แต่เขากลับได้ยินมันพอดี
เสียงของคนผู้นั้น ! เขาอยู่ที่นี่ ปะปนอยู่ในฝูงชน !
หัวใจของอู๋เจินไหลเต้นแรงขึ้นมา มือที่ค้ำพื้นอยู่จิกแน่น
ไม่ได้...ข้าไม่อาจพูดความจริง ไม่อาจซัดทอดตัวบงการ หาไม่แล้ว ครอบครัวของข้าก็จะไม่รอด !
ศาลตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ทำให้เสียงของชาวบ้านดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เสียงของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเสียงเออออเห็นพ้องที่กล่าวกันเป็นทอด ๆ
ปัง !
“เงียบ !”
เสียงเคาะไม้ของนายอำเภอสยบเสียงของประชาชนลงทันที ทว่าสีหน้าของเขากลับยิ่งเคร่งขรึม
ความผิดของบัณฑิตผู้นี้จะเบาหรือหนักมิได้อยู่ที่สิ่งที่เขาเขียน แต่อยู่ที่เจตนาของเขาต่างหาก
นายอำเภอรู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่าคดีนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยไม่รู้อะไรเลยขอรับ ข้าน้อยเพียงแค่เขียนนิยายหาเลี้ยงชีพ ไม่ได้ตั้งใจพาดพิงผู้ใดจริง ๆ ขอใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย”
นายอำเภอหันไปมองฮั่นอ๋อง ซึ่งเป็นโจทก์ที่มาร้องทุกข์คดีนี้ นอกจากหนังสือนิยายเล่มห้าที่เขานำมาเป็นหลักฐานแล้ว ก็ไม่มีแม้แต่คำร้อง นายอำเภอเช่นเขานอกจากใช้อำนาจกดดันจำเลยแล้วยังจะเอาหลักฐานใดไปเอาผิดอีกฝ่าย
ยามนี้เขาจึงอดที่จะหันไปขอความเห็นท่านอ๋องไม่ได้
จูเกาเซวียนจดจำเนื้อหาในนิยายส่วนหนึ่งได้แม่น ส่วนนั้นที่ตั้งใจเขียนออกมาให้ดูเหมือนว่าพระชายาของเขาออกไปพบปะบุรุษอื่น ทำการสวมหมวกเขียวให้เขาอย่างไม่อายฟ้าดิน
“นิยายเล่มห้า...หน้ายี่สิบ...เจ้าบรรยายเอาไว้ว่าพระชายาแต่งกายด้วยอาภรณ์บางเบาออกมาจากจวนอ๋อง เพื่อให้อาภรณ์ที่นางขายเป็นที่นิยมจึงสวมออกมาให้ผู้คนชื่นชมทุกวัน พระชายาที่ออกแบบเสื้อขายในเป่ยจิงนี้ยังจะมีผู้ใดได้อีก เจ้าใช้ลักษณะของบุคคลที่มีอยู่จริงมาเป็นตัวละครอ้างอิง แต่กลับเขียนนิสัยใจคอและการกระทำของนางไปอีกทาง ทำให้ภาพลักษณ์ของนางเสียหาย เจ้าถึงกับกล้าเขียนว่านางสวมหมวกเขียวให้สามี เจ้ายังบอกว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์อีกหรือ !”
นายอำเภอเคาะไม้แล้วรีบสำทับทันที “อู๋เจินไหล...เจ้ารู้ความผิดของตนเองหรือยัง”
บัณฑิตอู๋หมอบแทบพื้น คร่ำครวญเรียกร้องความเห็นใจ
“ขอท่านอ๋องโปรดพิจารณา เป็นข้าน้อยที่คิดตื้นไปเอง เพราะเห็นว่าพระชายามีความสามารถจึงได้หยิบยืมลักษณะของนางมาแต่งเติมเสริมเรื่องราว ข้าน้อยพยายามแต่งให้แตกต่างแล้ว แต่ไม่คิดว่าคนส่วนใหญ่จะโยงไปที่นาง ข้าน้อยถูกใส่ร้าย ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจ !”
พอบัณฑิตอู๋สารภาพความจริงออกมา ฝูงชนก็เริ่มก่นด่า
“เจ้านี่กล้าดีนัก ถึงกับกล้านำภาพลักษณ์หวางเฟยมาเขียนในนิยาย ซ้ำยังดัดแปลงจนนางเสียหาย สมควรถูกลงโทษจริง ๆ”
“แต่เขาไม่ตั้งใจเขียนถึงหวางเฟยนะ เขาแค่อ้างอิงความสามารถนางเท่านั้น ถ้าต้องรับโทษถึงตาย ต่อไปบัณฑิตในใต้หล้าคงไม่กล้าประพันธ์บทความแล้ว”
“ก็เพราะเขาจนไม่ใช่หรือ จึงได้เลือกเขียนนิยายประโลมโลกเลี้ยงชีพ หากเขียนเรียบ ๆ ไม่น่าติดตามใครจะยอมควักเงินซื้ออ่านกัน”
คำพูดของชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มแตกออกเป็นสองทาง ความร้ายแรงกลับลดลงจากคราแรกไปมาก เมื่อแรงจูงใจเปลี่ยนจากการตั้งใจพาดพิงตัวบุคคลเป็นการใช้คนผู้นั้นเป็นแรงบันดาลใจ
หากพิจารณาตามนี้โทษของบัณฑิตอู๋ก็ไม่ร้ายแรงถึงชีวิตจริง ๆ