รองแม่ทัพนำข้อมูลเมืองราชบุรี มารายงาน
“ในขณะนี้มีเมืองราชบุรี กำลังทหารเหลืออยู่ประมาณ 6,000 คน องครักษ์อีก 1,000 คน ส่วนแม่ทัพใหญ่ยังมีอีกคน คือแม่ทัพสังคทัต โดยมีราชาอัครา เป็นเจ้าเมืองราชบุรี ส่วนทหารของเรานี้มีอยู่ 9 พันคน แล้วมีทหารจากเกาะเมืองอีก 2 พันคน รวมแล้ว11,000 คนมีเสบียงพร้อม ใช้เวลาเดินทางไปเมืองราชบุรีไม่เกิน 3 วันก็คงถึง”อาอู่รับฟังเสร็จก็สั่งการต่อทันที
“รองแม่ทัพที่ 2 ท่านนำเชลยศึกเหล่านี้กลับไปให้เสด็จพ่อจัดการ ส่วนกองทัพให้เหลือ เฝ้าด่านทั้งสามด่านไว้ 6 พันคน ที่เหลือ 3พันคนกับกองทัพจากเกาะเมืองสยามอีก สองพันคนพรุ่งนี้เดินทางไปเมืองราชบุรีโดยทันที “ ทุกคนรับคำสั่งแล้วรีบไปดำเนินการ ตามหน้าที่ของตนทันที
ณ ท้องพระโรง เมืองราชบุรี
“ ท่านแม่ทัพใหญ่สังคทัต คราวนี้ทำอย่างไรดี ไม่คิดว่าพวกเราจะพ่ายแพ้สูญเสียทหารไปหมดทั้ง 8 พันคน “ ราชาอัครา กล่าวออกมาด้วยควาวหวั่นใจ
“ ข้าได้เตือนท่านแล้วอย่าไปเชื่อแม่ทัพใหญ่ของเมืองศรีวิชัย เวลาที่พวกมันเจรจาฟังแล้วไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย ส่วนรัชทายาทน้อยองค์นี้ได้ข่าวว่ามีฝีมือฉกาจนัก ได้ข่าวเป็นทั้งนักดาบ ทั้งจอมขมังเวทย์ ทั้งมีสัตว์วิเศษประจำกายอีกข้าว่าพวกเราเจอศึกหนักแน่คราวนี้” แม่ทัพสังคทัตเอ่ยด้วยความวิตกกังวล
“ ท่านราชา ข้าขออาสานำทัพ หนึ่งพันคนไปท้าสู้กับพวกมันก่อน เพื่อลองเชิงทัพพวกมันหากว่าเสียที ข้าจะรีบถอยกลับเข้าเมืองทันที “ รองแม่ทัพคนที่ 1อาสาก่อน
“ รองแม่ทัพที่สอง ท่านรีบเดินทางไปที่ถ้ำฤาษีนที ที่เขางู ให้รีบมาช่วยข้าในครั้งนี้ด้วย” ราชาอัคราสั่งการ
“ ท่านแม่ทัพสังคทัต คราวนี้ข้าหวังว่าท่านจะได้เห็นธนูเทพของท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ในการจัดการกับ รัชทายาทน้อยผู้นี้นะ” ราชาอัคราเอ่ยออกมาด้วยความหวัง แม่ทัพสังคทัตทำท่ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน
กองทัพแห่งเมืองศรีวิชัย
“ รัชทายาท มีกองทหารหนึ่งพันมาขอท้าสู้ เพื่อลองเชิง พวกมันบังอาจขวางกองทัพอยู่ขอให้รัชทายาทสั่งการด้วย” ทหารลาดตระเวน รายงาน
“ ข้าต้องการหัวพวกมันทั้งหมด ใครอาสางานนี้” อาอู่ถามไปที่ เพื่อนทั้งสี่ของเขา คือ พี่เดช พี่สิงห์ พี่ฟ้าลั่น และ องค์ชายสาธิต
“ ข้าเอง” พี่เดชอาสาก่อนใคร
“ ดี ถ้างั้นพี่สิงห์ พี่ฟ้าลั่น องค์ชายสาธิต คุมทหารม้าไปคนละ 100 คอยดักข้างหลังพวกมันไม่ให้ถอยได้แม้แต้คนเดียว พี่เดช ขอทหารม้าเพียง 500 คนเท่านั้น เป็นทัพหน้าทะลวงฟัน อาสาตัดหัวรองแม่ทัพที่บังอาจหาญกล้า บุกมาขวางทัพใหญ่ได้ แล้วทั้งหมดก็ออกไป ปะทะทันที
อาอู่สั่งให้กองทัพเดินหน้าต่อไป คิดว่าพอทัพใหญ่ไปถึง พวกทัพหน้าคงจะจัดการพวกมันเรียบร้อยแล้ว พออาอู่ไปถึง ก็พบหัวรองแม่ทัพปักคาทวนอยู่คอยต้อนรับทัพใหญ่อยู่ก่อนแล้ว ไม่มีทหารคนใด ล้วนรอดชีวิตจากการท้าทายครั้งแรกไปได้..
มาถึงเมืองราชบุรี อาอู่สั่งตั้งค่ายพักแรม พร้อมสั่งใหกินข้าวปลาอาหารให้อิ่มพรุ่งนี้ ตะวันขึ้นจะบุกเข้าเมืองราชบุรี
“ รองแมทัพ ส่งสารไปบอกพวกมัน ให้ส่งหัวของราชาเมืองราชบุรีออกมาก่อนพระอาฑิตย์ขึ้น ไม่เช่นนั้น ข้าจะเป็นคนบุกเข้าไปตัดมาเอง “ อาอู่สั่งการสั้นๆ จากนั้นทหารก็ยิงธนูแจ้งข่าวไปในเมืองราชบุรี
ปัง ! เสียงตบโต๊ะจนพัง ราชาอัคราโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับสาร ของอาอู่
“ มันโอหังเกินไปแล้ว ดูมันบอกให้เอาหัวข้าไปให้มันก่อนรุ่งสาง มิเช่นนั้นมันจะบุกเข้ามาตัดเอง ดู พวกท่านดู “ ราชาอัคราแค้นยิ่งนักโยนสารไปให้แม่ทัพสังคทัต
" ท่านฤาษีนที ท่านบอกว่าท่านจะช่วยข้า หนึ่งครั้ง ครั้งนี้ท่านช่วยข้าจัดการกับพวกมันด้วยเถอะ" ราชาเอ่ยขอ
“ คืนนี้ข้าจะเรียกงู จากเขางูทั้งหมด มาไล่กองทัพพวกเขาให้ออกไปเอง” ท่านฤาษีนที จากเขางู เอ่ยสั้นๆ
“ ดีท่านฤาษีครั้งนี้จะให้พวกมันได้ตายก่อนที่จะตีเมืองซะอีก ข้าว่าเราส่งกองทัพไปโจมตีมันคืนนี้เลยดีไหมท่านแม่ทัพ” ราชาอัคราอยากอัดกองทัพของอาอู่ ให้ราบคาบไปเลยทีเดียว
“ ได้พะยะค่ะ แต่ว่าคงจะใช้ได้แต่ทหารม้าพลธนูเท่านั้น เพราะหาไม่แล้วอาจเจอกองทัพงูคงหนีไม่ทันอย่างแน่นอน” ท่านแม่ทัพสังคทัตเลยจัดทหารม้าพลธนูออกไปรับงานนี้ 500 คน โดยเตรียมรอสัญญาณของท่านฤาษีนทีก่อน
อาอู่ได้พรวิเศษจากท่านสุวรรณจากยมโลก ให้รู้เหตุการณ์ร้ายล่วงหน้า จึงได้รู้ศัตรูได้ใช้ผู้มีเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ ใช้กองทัพงู จากเขางู ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลมากนัก เข้ามาจัดการกับกองทัพศรีวิชัยในคืนนี้ อาอู่เรียกประชุมทุกคนทันที
“ คืนนี้ พวกมันจะใช้กองทัพงูเข้าโจมตีพวกเรา พร้อมทั้งอาจมีทหารพลธนูอีกจำนวนหนึ่งจัดการกับทัพของเรา ทุกคนมีความเห็นอย่างไรบ้าง” อาอู่เปิดหัวข้อนี้ขึ้นมา ทุกคนต่างตกใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กองทัพงูหรือ
“ พวกมันมาจากเขางูทางด้านตะวันออกของกองทัพเรา รองแม่ทันที่ 1 ไปจัดการขุดหลุมให้ใหญ่ฝังใบไม้กิ่งไม้ เตรียมเชื้อไฟเอาไว้ ให้มากพอพวกมันมาก็ใช้ไฟเผาผลาญ พวกมันให้หมด “ อาอู่สั่งการ
“ พี่สิงห์ กับ พี่ฟ้าลั่นคืนนี้พี่ไปซุ่มทางจุดนี้ พวกมันต้องให้ทหารพลธนูออกมาไม่ต่ำกว่า 500 แน่ พี่ทั้งสองนำพลธนูของเราไปเฝ้าไว้ฝั่ง ละ 300 คนพอพวกมันออกมาหมดแล้วพี่ก็สั่งยิงทิ้งพวกมันให้หมดเลย” ทั้งสิงห์ และ ฟ้าลั่นรับคำ
คืนนี้กลางดึกกองทัพงู ก็เลื้อยมากันเต็มไปหมด โดยมีงูจงอางยักษ์ นำมา พอเข้ามาในเขตไฟ ทหารก็เริ่มจุดไฟเผาทันที กองทัพงูถูกไฟเผาไหม้กลิ่นคลุ้งไปทั่วขณะนั้นเองก็มีกองทหารม้าวิ่งออกมาจากเมือง 500 คนพร้อมธนู พอออกมาครบ ก็ถูกพี่สิงห์ กับ พี่ฟ้าลั่น ซุ่มโจมตี ไม่นานทหารธนูทั้ง 500 คนก็ตายสนิท ถูกทหารศรีวิชัย ยึดอาวุธและม้ากลับกองทัพอย่างเงียบ ๆ ส่วนกองทัพงูนี้ ถึงแม้จะใช้ไฟเผาผลาญไปมากมาย จนศพเป็นภูเขาเลากา พวกมันยังไม่ยอมหยุดกลับพุ่งเข้าใส่ทหารทั้งยังโดนไฟลุกอยู่อย่างนั้น จนทหารต้องถอยหลังออกไปไกลขึ้น
กองทัพงู เริ่มย้ายหาทางอื่น เพื่อที่จะเข้ามาจัดการกับกองทัพศรีวิชัยให้ได้ แนวกันงู ที่ทำไว้ ก็ยาวสุดภูเขา พวกมันก็ย้ายไปบนภูเขา แล้วก็หารูผ่านซอกหินเข้าเพื่อโจมตีกองทัพของศรีวิชัยให้จงได้ อาอู่เห็นดังนั้นไม่ได้การณ์ รีบเดินออกมาขวางหน้า พร้อมเจ้าเสือไฟโลหะ แล้วอาอู่ก็เริ่มสวดคาถา ขันธปริตร คาถาปราบพญางู
เสียงบทสวดคาถาดังไปทั่วหุบเขา งูทั้งหลายได้ฟังแล้วต้องรีบถอยห่างไปในทันทีบางตัวถอยช้าหรือไม่ทัน ร่างระเบิดเละ เต็มไปหมด สุดท้ายกองทัพงูต้องถอยกลับไปจนหมด
“ อาอู่ ทำไมไม่ใช้คาถานี้ตั้งแต่ทีแรก จะได้ไม่ต้องใช้ไฟเผาให้เสียเวลา” องค์ชายสาธิตสงสัย
“ ลืมน่ะ” อาอู่พูดสั้นๆ แต่องค์ชายสาธิตได้แต่นิ่งไป ส่วนทหารทั้งที่เห็นเหตุการณ์นี้ ต่างก็ตกตะลึงพูดไม่ออกเช่นกันคืนนี้ทุกอย่างจบแล้วอาอู่สั่งให้ทุกคนได้พัก แล้ว พรุ่งนี้เช้า ค่อยบุกวังราชบุรี
ก่อนรุ่งเช้าอาอู่นั่งสมาธิ ตรวจสอบกองทหารเมืองราชบุรีทั้งหมดพร้อมแผนผังเมือง แล้วในวังหลวง จนรู้ละเอียด และวาดลงแผ่นกระดานแผ่นใหญ่
เช้าตรู่ทุกคนเข้ามาในกระโจมของอาอู่ เห็นแผ่นที่ที่อาอู่ทำไว้ชัดเจนทุกคนต่างสงสัยว่าอาอูทำได้อย่างไร
“ เช้านี้ข้ากับศิษย์พี่จะขึ้นไปสังหาร ทหารบนกำแพงให้หมด แล้วเปิดประตูเมืองให้ พวกเจ้ารองแม่ทัพที่ 1 ให้
พาทหารหยุดตั้งรับในเมืองบริเวณกำแพงเมืองรอให้ข้าจัดการกับ พลธนูซุ่มโจมตีของพวกมัน อีก 500 คนให้หมดก่อนแล้วค่อยไปรอที่หน้าวังหลวง พี่สิงห์ กับพี่ฟ้าลั่น นำทหารธนูเข้าโจมตีทหารธนูของพวกมันตรงจุดในแผนที่ ทั้งสองจุด จากนั้นก็ไปรอที่หน้าประตูวังหลวงรอคอยคำสั่งต่อไป
จากนั้นอาอู่กับเจ้าเสือไฟโลหะ ก็พาเพื่อนทั้งสี่ ลอยขึ้นไปบนกำแพง แล้วฆ่าสังหารเหล่าทหารบนกำแพงตายจนหมด แล้วเปิดประตูเมืองเข้าไป พลธนูทั้ง 500 คนวิ่งไปตามแผ่นที่โดยมีพี่สิงห์ กับพี่ฟ้าลั่นเป็นผู้นำ ทั้งสองไล่ยิง พลธนูฝ่ายตรงข้ามที่รอซุ่มโจมตี จนตายหมดสิ้น จากนั้นทหารทั้งหมดก็เขามาล้อมวังหลวงของราชบุรีไว้ทั้งหมด
อาอู่เดินเข้ามาสั่งการตามปกติ วังหลวงประตูล้วนไม่แข็งแรง แต่แอบซ่อนพลธนูไว้ในวังมากมาย อาอู่สั้งให้ทุกคนเตรียมธนูไฟไว้ให้พร้อม พวกเราจะเผาวังของพวกมันโดยไม่ต้องเข้าไป เวลานี้มีทหารธนูเกือบสองพันคน อาอู่สังให้เจ้าเสือไฟขึ้นไปเข่นฆ่าพวกมันบนกำแพงวังหลวงเพื่อดึงดูดความสนใจของพวกมัน
จากนั้นก็สั่งธนูไฟ ยิงเข้าไปครั้ง ละ 2 พันดอก อาอู่สั่งให้ยิงแค่ 5 ครั้งก็พอ ในที่สุดวังก็เกิดเพลิงไหม้ ทหารที่ซุ่มอยู่ต้องออกมาช่วยกันดับไฟ บางคนทนไม่ได้เปิดประตูวังออกมา ถือดาบวิ่งเข้าใส่ทหารศรีวิชัย สุดท้ายก็โดน พลธนูยิงตายเรียบ จากนั้นประตูวังหลวงก็ถูกไฟไหม้จนหมด อาอู่ก็เริ่มสั่งให้พลธนูยิงธนูเพลิงเข้าไปอีกชุด ทันใดนั้นเอง ก็มีธนูเหล็กพุ่งด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าใส่อาอู่อย่างรวดเร็ว อาอู่แค่เบี่ยงเล็กน้อย ลูกธนูก็ปักทะลุต้นไม้ไปหลายต้นเลย
จากนั้นก็มียิงมากอีก หลายดอกแต่อาอู่ก็หลบได้หมด จนมันเปลี่ยนเป้าหมายไปยิงคนอื่น อย่างรองแม่ทัพ อาอู่รีบสั่งให้ทุกคนถอยห่างออกไปจากวังหลวงหลายวาเพื่อให้รอดจากระยะยิงของลูกธนูเหล็ก จากนั้นอาอู่ก็คว้าธนูธรรมดาอันหนึ่งแล้วนั่งหลังเจ้าพญาเสือไฟโลหะตัวนี้ เข้าไปให้ใกล้วังหลวงมากที่สุด ก็จับเป้าได้แล้วยิงกลับไปบ้าง ฉึก ฉึก ฉึก อาอู่ยิงทีเดียว 3 ดอก โดนแม่ทัพใหญ่สังคทัตเข้าทั้งแขน และขา และหน้าอก กระเด็นถอยหลังไปติดกำแพงบาดเจ็บหนักจากนั้นอาอู่ก็ส่งสัญญาณให้บุกเข้าวังหลวงพร้อมกันทั้งหมดทันที