
A : ไง?
หลินเซียน : ท่านเป็นใคร ทำไมข้าไม่เห็นหน้าท่าน? แล้วที่นี่ที่ไหน?
B : สำคัญด้วยรึ?
หลินเซียน : พวกท่านเป็นใคร? ข้าอยู่ที่ไหน?
B : เจ้าหนู ที่นี่มันเป็นสถานที่ๆอธิบายยากอยู่นะ เจ้าอย่าสนใจเลย
A : เจ้าช่วยตอบคำถามพวกเราสัก 2 ข้อได้ไหม? แล้วเราจะปล่อยเจ้าไป
หลินเซียน : ท่านจะถามอะไรขอรับ?
A : ข้าจะถามว่า.......
B : ส่วนข้าอยากถามเจ้าว่า.....
A+B : แล้ววันหลังพวกเราจะมาขอคำตอบ
หลินเซียนลืมตาเบิกโพลง เขามองรอบๆตัว ตอนนี้เขานอนอยู่บนเตียง มีผ้าห่ม และผ้าพันแผลพันกายนิดหน่อย
"เจ้าฟื้นแล้วรึ?" ไม่ใช่ใครที่ไหน คือนางปีศาจจิ้งจอกเก้าหางนั่นเอง นางนั่งเฝ้าเขาอยู่ไม่ไปไหน แถมมีเสี่ยวหมิงแพนด้าตัวน้อยอยู่ข้าง ๆ พอมันเห็นว่าหลินเซียนฟื้นแล้วมันดีใจรีบเดินเข้าไปออดอ้อนทันที
"ขอบใจเจ้ามากที่มาช่วยพวกเรา" หลินเซียนเอื้อมไปจับมือนางจิ้งจอก ทำเอานางเขินแก้มแดง
"ม....ไม่มีอะไรนี่ การตอบแทนบุญคุณเป็นเรื่องธรรมดา" หางนางโผล่ออกและบิดไปมา หลินเซียนยิ้มใความเขินอายของสาวแก่อายุตั้งพันปี
"อาจารย์ท่านตื่นแล้ว!" องค์ชายดีใจพูดเสียงดัง อาการบาดเจ็บเขาดีขึ้นมากเพราะน้ำวิเศษในน้ำเต้าที่หลินเซียนให้เขาดื่ม
บรรยากาศการสนทนาเป็นไปอย่างชื่นมื่นและผ่อนคลาย หลินเซียนรู้สึกถึงการปลดเปลื้องภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่นี้ได้เสียที
"ก่อนที่ข้าจะไปฝึกให้บรรลุหยวนอิง ข้าขอเวลาส่วนตัวได้ไหม?"
"แม่ของข้าแก่แล้ว ข้าอยากอยู่ปรนนิบัติท่านจนถึงวาระสุดท้าย"
ทุกคนยิ้มรู้สึกชื่นชมในความกตัญญูของหลินเซียน ความกตัญญูไม่ได้เกี่ยวกับชาติตระกูล ฐานะ และสิ่งอื่นใดเลย นอกจากสำนึกของตัวเอง
"อาจารย์ ข้ายังสงสัย? ท่านยังไม่บรรลุหยวนอิง ทำไมท่านถึงมีวิญญาณแรกกำเนิด?"
นางจิ้งจอกหัวเราะ "องค์ชายเจ้าดูให้ดีๆอีกที หลินเซียนเจ้าเอามันออกมาอีกครั้งสิ"
หลินเซียนเองก็สงสัยเขาจึงปล่อยละอองน้ำที่เป็นเหมือนไข่ทรงกลมสีฟ้าอ่อน มีสายฟ้าและไอดำวนรอบ
"แกนนี้มันคือไข่ชัดๆ ทารกวิญญาณยังอยู่ข้างในเหมือนเดิม ยังไม่ได้ฟักออกมา" นางจิ้งจอกพูด
"แต่...ทำไมข้าถึงสามารถควบคุมใช้งานได้แล้ว?" เขาถามเพราะสงสัย
"พวกเจ้าดูดีๆ แกนปราณใครมันของพวกนี้พันรอบแบบนี้ไหม?"
"ไม่เคยมีใครที่มีใช่ไหมล่ะ? นั่นเพราะ 2 สิ่งนี้ ไม่สิ 3 ไม่สิ 4-5 สิ่งนี้มันไม่ปกติ"
"สายฟ้านี้ข้าไม่มั่นใจ แต่ละอองดำทมิฬนี้ไม่ผิดแน่ มันคือละอองน้ำคร่ำครวญโลหิตแห่งบรรพกาล(ไท่กู่ชี่เซวี่ยสุ่ย)"
"ในชีวิตนี้ข้าเจอเพียงแค่ครั้งเดียว แม้แต่ราชามังกรดำที่เป็นปีศาจระดับ 15 ก็ยังเอามันมาไม่ได้"
"ระดับ 15!!"
"ใช่! ราชามังกรดำเป็นมหาราชาปีศาจที่เหนือกว่าเซียนเกือบทุกคนบนโลกนี้ อยู่บนโลกมาหลายหมื่นปีแล้ว ไม่สิ แสนปีแล้วมั้ง"
"ตอนนี้มันอยู่ไหน?" องค์ชายถามแทรก
"ข้าเคยเห็นมันครั้งเดียวเมื่อพันปีที่แล้วตอนข้ายังเด็ก ข่าวว่ามันบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ไหนสักที่เพื่อให้ตนขึ้นระดับ 16 ให้ได้"
"ข้าภาวนาว่าอย่าให้พวกเจ้าเจอมันจะดีกว่า ราชามังกรดำเกลียดมนุษย์มาก"
"หากมันรู้ว่าเจ้ามีสิ่งที่มันต้องการมันได้ตามล่าเจ้าแน่ ๆ"
"แล้วสรุปเจ้าละอองน้ำดำๆนี่มันทำอะไรได้?" หลินเซียนเอานิ้วมือไปจิ้มๆที่ละอองสีดำนั้น เสี่ยวหมิงระริกระรี้ใหญ่เหมือนว่าอยากจะขอเล่นด้วย
"เหอะ! คงมีเจ้าผู้เป็นเจ้าของคนเดียวเท่านั้นแหละที่กล้าเอานิ้วไปแตะต้องมัน"
"ถ้าเจ้าคิดว่าน้ำเคียวยมโลกอะไรนั่นรุนแรงแล้ว น้ำดำหยดนี้ยิ่งกว่า ดั่งน้ำในแก้วกับทะเลสาป"
"อนาคตเมื่อเจ้าบรรลุหยวนอิงหรือสูงกว่านั้นเจ้าจะรู้เอง" นางจิ้งจอกพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
องค์ชายอยากให้หลินเซียนไปรับป้ายหยกรางวัลเซียนบรรพาจารย์แคว้นจ้าวจากเสด็จพ่อ(ฮ่องเต้) แต่หลินเซียนไม่ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ ในงานพิธีที่วังหลวงเลยมีเพียงคนอื่นๆแต่ไม่มีหลินเซียน
ถึงอย่างไรก็ดีฮ่องเต้ก็ได้พระราชทานยกภูเขาและป่าแถวบ้านหลินเซียนเป็นอาณาเขตพิเศษ ห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนหลินเซียนและแม่
แม้ไม่มีป้ายหยกแต่เซียนมากมายก็รู้จนกลายเป็นเรื่องเล่าถึงเซียนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาราวเทพสวรรค์ผู้ปกป้องแคว้นจ้าว พวกเขาต่างยกย่องให้เป็นบรรพจารย์แห่งแคว้นอยู่ดี แน่นอนว่าเรื่องนี้ไปเข้าหูเจ้าสำนักที่เคยสั่งขังลืมหลินเซียนเขาถูกสมาคมเซียนแคว้นจ้าวบีบให้ลาออกจากการเป็นเจ้าสำนัก นั่นทำให้อาจารย์เฉิงเสินขึ้นเป็นเจ้าสำนักแทนทั้งๆที่ตัวเขาก็ยังย่ำอยู่ที่ขั้นแกรปราณขั้นต้นอยู่เช่นเดิม ส่วนไอ้อ้วนหลิวเซี่ยงนั้นไม่ทราบข่าวเพราะเขาย้ายสมบัติทั้งหมดไปตั้งรกรากแคว้นใหม่นานแล้วตั้งแต่รู้ว่าแคว้นจะแพ้สงคราม
ส่วนองค์ชายจ้าวหานเฟิงเขาอยากเรียนรู้ตำราต่างๆในราชวังเพื่อค้นหาวิธีบรรลุแกนปราณในแนวทางของเขาเอง หลินเซียนก็อนุญาต แต่ก็บอกถ้าไม่เข้าใจอะไรก็มาหาเพื่อสอบถามได้เสมอ อย่างไรก็ดีองค์ชายก็ไม่ไปรบกวนเขาอยากให้เวลาอาจารย์ของเขากับท่านแม่เต็มที่
.......ณ บ้านป่าไผ่ เรือนหลังเก่า หลินเซียนใช้ชีวิตดั่งมนุษย์สามัญชนธรรมดาอยู่ที่นั่นเพื่อปรนนิบัติมารดาของเขาให้ดีที่สุด ทั้งผ่าฟืน หุงข้าว ล้างเท้า เช็ดตัว ห่มผ้า หลินเซียนทำเองทุกอย่าง เหมือนตอนสมัยที่เขายังเด็ก มีเจ๊แม่เล้ามาเยี่ยมครั้งหนึ่ง นางไม่แก่ลงเพราะนางเป็นเซียน ต่างกับแม่ของหลินเซียนที่ชราลงไปมาก พวกนางคุยความหลังกันอย่างมีความสุขมาก ส่วนคุณหนูร้านน้ำชานางมา 2 ครั้งกับลูกชายของนางซึ่งตอนนี้เด็กน้อยก็เริ่มโตขั้นแล้ว และเขามีรากวิญญาณเซียนเสียด้วย หลินเซียนจึงมอบผลอวิ๋นฮวาให้เด็กน้อยกินเพื่อบำรุงปราณเซียน
กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ แม้เป็นชีวิตประจำวันซ้ำๆน่าเบื่อสำหรับใครหลายๆคนแต่หลินเซียนและแม่กลับมาความสุขมาก 10 ปีผ่านไป ท่านแม่ก็ถึงวัย 90 ปี นางลุกเดินไม่ไหวแล้ว นอนที่เตียง
....ในวันสุดท้ายของชีวิตนนาง ท่านแม่มองหน้าและกุมมือลูกชาย เธอมองหน้าลูกสุดที่รักเป็นครั้งสุดท้าย และค่อย ๆ หลับไปชั่วนิรันดร์ ใบหน้าเธอมียิ้มที่มุมปากบ่งถึงความสุขที่เธอมี และไม่มีห่วงใดหลงเหลืออยู่ในโลก
หลินเซียนเห็นวิญญาณของแม่ลอยออกมา เนื่องจากนางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เขาจึงนำดวงวิญญาณนั้นไปใส่ท้องภรรยาเศรษฐีผู้ใจบุญคนหนึ่ง หลินเซียนกางค่ายกลไว้รอบบ้านท่านเศรษฐีเพื่อป้องกันภัย ค่ายกลนี้เขาเพิ่งจะหันมาสนใจศึกษาใน 10 ปีที่ปรนนิบัติแม่นี้และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น แม้อาจไม่เก่งหรือสร้างค่ายกลซับซ้อนได้ แต่ด้วยพลังที่เกินกว่าเซียนคนอื่นๆในแคว้น คงไม่มีเซียนใดสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ง่าย ๆ เป็นแน่
หลังเสร็จสิ้นงานศพแล้ว กายสังขารท่านแม่ถูกฝังไว้ที่ป่าไผ่ไม่ไกลจากบ้าน มีป้ายหลุมศพ ปิ่นปักผมอดีตอ่องเต้ใส่ไว้ในโลง หลินเซียนนั่งเผากระดาษให้โดยมีเสี่ยวหมิงแพนด้าน้อยอยู่เป็นเพื่อน
....เกิดตายฟ้ากำหนด ....ฟ้าและดินยังไม่เที่ยง
ทุกสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า.... ผู้ล่วงเล่าไปเหมือนสายน้ำไหล.... ไม่หวนคืน....
ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีพลังวิเศษอะไรปรากฏ แต่หลินเซียนรู้สึกถึงการบรรลุเข้าใจสัจธรรมอะไรบางอย่างในชีวิตเซียนที่ยืนยาวของเขา.....
ในห้วงจิตเต๋าของเขาแกนปราณที่เหมือนเปลือกไข่นั้นมีกระเทาะออกเล็กน้อย....
