ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 49 กลิ่นอันบ้าคลั่ง

    “นาย...แอบดู!”

            เจ้าหน้าที่คนนั้นอึ้งก่อนจะชี้นิ้วใส่สวี่ตง เขาฟันธงไปแล้วว่าสวี่ตงแอบดูมิเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรอยู่กล่องไหน

            นอกเสียจากว่าจะมองทะลุเข้าไปได้ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วหากไม่ได้แอบดูแล้วจะเป็นอะไรได้อีก

            สวี่ตงยิ้มบางก่อนจะแบมืออย่างไม่ใส่ใจ“ถ้าคุณคิดว่าผมแอบดูก็ถือซะว่าผมแอบดูก็ได้!”

            เมื่อเห็นสวี่ตงไม่มีท่าทีอยากอธิบาย 'ความหยิ่งผยอง' ของเจ้าหน้าที่คนนั้นก็มลายหายไปทันควัน คนเขาไม่ยืนกรานเอาชนะ ไม่ ‘สู้’กับตน แล้วเขายังจะใช้ ‘คำพูดรุนแรง’ อะไรทั้งๆ ที่อยู่ต่อหน้าโหมวซือฉิงได้

            เป็นโหมวซือฉิงที่จ้องสวี่ตงอย่างประหลาดใจ ‘การเดิมพัน’กับเพื่อนร่วมงานของเธอเมื่อครู่ เธอย่อมเห็นถนัดชัดเจนสวี่ตงไม่ได้โกงและหันหลังให้จริงๆ พอเพื่อนร่วมงานของเธอเรียกถึงได้หันกลับมาไม่มีทางแอบดูอย่างแน่นอนอีกอย่างกำแพงฝั่งที่สวี่ตงหันไปก็เป็นชั้นเหล็กที่วางหลักฐานเรียงรายไม่มีทางเกิด ‘เงาสะท้อน’ จากฝั่งนั้นได้ อีกอย่าง ทั่วทั้งห้องนี้ก็หาชิ้นส่วนที่เป็น‘กระจก’ ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าฝั่งไหนก็ไม่มีทางเกิดเงาสะท้อนเขาไม่มีทางใช้วิธีแอบดูผ่านเงาสะท้อนได้เด็ดขาด!

            ก่อนหน้านี้ที่สวี่ตงค้นพบที่ซ่อนวัตถุโบราณในบ้านของหวงฟาโหมวซือฉิงยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังคิดไม่ออกว่าสวี่ตงหาเจอได้อย่างไรเวลานี้สวี่ตงยังสำแดงฝีมือราวกับ ‘เล่นกล’ อีกครั้งดูจากท่าทางดมจูกฟุดฟิดนั่นแล้วหรือว่าเขามีทักษะจมูกสุนัขจริงๆ

            การสำแดงฝีมือครั้งนี้ทำให้แม้แต่หลงชิวเซิงก็รู้สึกสนใจจนเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“สวี่ตงทำได้ดีนี่ ฉันยังดูไม่ออกเลย ลองทำให้ดูอีกทีได้ไหม”

            “ใช่แล้วๆ ต้องให้เขาทำให้ดูอีกทีผมไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะเดาถูกจริงๆ มันต้องเป็น...เป็น...”เจ้าหน้าที่คนนั้นเห็นว่าแม้แต่หลงชิวเซิงยังเข้ามาร่วมวงเขาก็กระโดดผลุงพูดอย่างหน้าออกตา

            สวี่ตงย่อมรู้แน่นอนว่าหลงชิวเซิงไม่ได้มีความคิดแบบเดียวกันเจ้าหน้าที่คนนั้นจึงพยักหน้าพลางยิ้มน้อยๆ“ได้ครับผู้เฒ่าหลง คุณอยากให้ลองแบบไหน”

            เมื่อกี้เขาพิจารณา ‘ออร่า’ของยาเสพติดเหล่านั้นอย่างละเอียดจนจดจำทั้งสี รูปร่าง และลักษณะเฉพาะอื่นๆได้หมดแล้ว ต่อให้ใช้กล่องชนิดใดปกปิดมันไว้เขาก็มองออก กับแค่กล่องกระดาษไม่กี่ใบไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาหรอก

            เจ้าหน้าที่คนนั้นหลังจากพลาดไปแล้วครั้งหนึ่งย่อมไม่ ‘ประมาท’อีก เขาโบกมือสั่งสวี่ตงเสียก่อน “หันหลังไป”

            สวี่ตงยิ้ม ครั้งนี้เขาตั้งใจ ‘แสดง’ให้หลงชิวเซิงเห็นจึงพยักหน้าอย่างเรียบง่าย “ครับ คุณมีหมวกด้วยนี่ผมจะใช้มันปิดหน้าแล้วกัน!”

            หมวกทำจากผ้าฝ้ายเนื้อหนาซึ่งเป็นเครื่องแบบที่ตำรวจมักใส่กันและย่อมรู้ว่าเมื่อเอามาปิดหน้าจะมองไม่เห็นด้านนอกหมวกเขาเห็นเองกับตาว่าสวี่ตงคว้าหมวกหันหลังก่อนจะเอาหมวกปิดบริเวณดวงตาและปิดช่องว่างทั้งสองข้างด้วยมือซ้ำอีกทีอย่างแน่นหนา!

            ต่อให้เจ้าหน้าที่คนนั้นฉลาดแค่ไหน เห็นแบบนี้ก็หมดคำพูดทำถึงขั้นนี้เขาเองก็คิดว่าเป็นมาตรการป้องกันที่ดีที่สุดแล้วเหมือนกัน!

            นอกจากนั้น ครั้งนี้ยังมีหลงชิวเซิงและโหมวซือฉิงคอยจับตาอยู่ด้านข้างด้วยสวี่ตงไม่มีทางโกงได้แน่นอน เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบสลับหลักฐานทั้งสี่ก่อนจะใส่กลับเข้ากล่องกระดาษอีกครั้งเตรียมจะพลิกกล่องคว่ำลง ทว่าตอนนั้นเองก็เกิดลังเลจึงนำผงยาเคในกล่องใบสุดท้ายออกมาเห็นว่าบนชั้นวางมีกล่องกระดาษเล็กๆ อีกหลายใบก็เกิดความคิด จึงนำของใส่ในกล่องใบหนึ่งในกลุ่มนั้นอย่างเงียบเชียบจากนั้นก็กลับมาคว่ำกล่องทั้งสี่ที่อยู่ที่พื้น

            “เอาละ หันมาได้ ถ้าครั้งนี้ยังรู้อีกละก็...”

            หลังจากได้ยินเสียงเขาสวี่ตงก็หันกลับมาแล้วเอาหมวกที่ปิดหน้าออก ก่อนจะจ้องกล่องกระดาษทั้งสี่ที่พื้น

            เจ้าหน้าที่คนนั้นหลงชิวเซิงและโหมวซือฉิงต่างจับตามองสวี่ตงอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าครั้งนี้เขายังสามารถ'ดม' ออกมาได้หรือไม่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ปักธงแล้วว่าสวี่ตง ‘แสร้งทำ’และต้องใช้กลโกงอะไรเป็นแน่!

            สวี่ตงมองแวบเดียวก็เห็นออร่าที่แผ่ออกมาจากกล่องวิเคราะห์เพียงครู่เดียวก็สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร ทว่ากล่องใบสุดท้ายกลับไม่มีออร่าเล็ดลอดออกมาเลย

            สวี่ตงชะงัก ในหัวกำลังคิดว่ากล่องใบนั้น ‘พิเศษ’หรือว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ได้ใส่ของเข้าไปตั้งแต่แรกกันแน่

            หรืออีกอย่างคือพลังพิเศษของเขายังไม่ถึงขั้นที่สามารถทำได้ทุกอย่างตามใจนึกครั้งนี้อาจถึงคราว ‘อ่อนแอ’ ลง อ่อนแอจนเขามองไม่เห็นออร่าที่แผ่ออกมาจากหลักฐานในกล่องเลย

            แต่ความคิดนั้นก็หายวับไปเมื่อสวี่ตงเงยหน้าขึ้นเพราะทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นออร่าจากผงยาเคแผ่ออกมาจากกล่องกระดาษใบที่สามจากกองกล่องกระดาษสี่ห้าใบบนชั้นวางอย่างชัดเจนเจ้าหน้าที่คนนั้นไม่ได้ใส่มันในกล่องที่วางอยู่บนพื้นแต่เขาเอามันใส่ไว้ในกล่องบนชั้นวาง!

            สวี่ตงสงบนิ่งไม่แสดงสีหน้า แสร้งทำเป็นมองอยู่สักพักจากนั้นก็หลับตาก้มเอวไป ‘ดม’ กล่องกระดาษทั้งสี่ใบที่พื้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะยืดตัวขึ้นดมฟุดฟิดไปทางอื่น

            เจ้าหน้าที่คนนั้นแสยะยิ้มอยู่ตลอด ‘เจ้าเด็กนี่ คราวนี้หางโผล่แล้วล่ะสิ’

            หลงชิวเซิงจับจ้องด้วยความสนใจใคร่รู้เขากลับคิดว่าสวี่ตงกำลังเล่นกล การเล่นกลย่อมเป็นของปลอมอยู่แล้วแต่หากเล่นกลได้ถึงขั้นไม่มีใครเห็นจุดบกพร่องเลยก็นับว่าประสบความสำเร็จมากและตอนนี้เขาก็ยังหาวิธีที่สวี่ตงโกงไม่เจอ

            มีเพียงโหมวซือฉิงที่คิดจริงๆ ว่าสวี่ตงมีความสามารถในการ ‘ดมกลิ่น’โดยเฉพาะกลิ่น ‘เครื่องลายคราม’ แต่เครื่องลายครามจะมีกลิ่นได้อย่างไรกัน

            หลังจากเสร็จสิ้นกระบานการ ‘แสดง’ สวี่ตงก็ลืมตาและจ้องกล่องทั้งสี่บนพื้น

            เจ้าหน้าที่คนนั้นหัวเราะคิกคัก พลางคิดว่าครั้งนี้เขาไม่ได้‘แอบดู’ แน่นอน ดูสิว่าเขาจะเล่นละครยังไง!

            สวี่ตงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะชี้กล่องใบแรก“ในกล่องใบแรกคือเฮโรอีน!”

            “นี่…”เจ้าหน้าที่คนนั้นที่กำลังยิ้มเยาะตกตะลึงจนนิ่งค้างไปทันทีที่สวี่ตงบอกคำตอบได้อย่างแม่นยำถึงขั้นอดใจไม่ไหวจนตะโกนออกมา “เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”

            สวี่ตงเปิดกล่องกระดาษเผยให้เห็นถุงบรรจุผงสีขาวข้างในก่อนจะพูดเสียงเรียบ “คุณบอกทีว่าอะไรที่ ‘เป็นไปไม่ได้’ เหรอครับ”

            เจ้าหน้าที่คนนั้นนิ่งเงียบเหมือนเป็นใบ้สวี่ตงชี้กล่องใบที่สองแล้วพูดว่า “ข้างในกล่องที่สองคือกัญชาข้างในกล่องที่สามคือยาบ้า…”

            สวี่ตงชี้ของในกล่องใบที่สองและสามทีเดียวพร้อมกันทำเอาเจ้าหน้าที่คนนั้นตะลึงตาค้างราวกับเป็นตุ๊กตาดินเหนียว!

            โหมวซือฉิงอดยิ้มบางๆ ไม่ได้ส่วนหลงชิวเซิงกำลังลูบเคราใต้คางพลางยิ้มหวานการวาดลีลาของสวี่ตงครั้งนี้สวยงามมาก เขาดูไม่ออกเลยว่าสวี่ตงใช้วิธีไหน!

            หลงชิวเซิงยอมรับว่าตัวเองมีทักษะการดูของและการสังเกตเหนือกว่าคนทั่วไปเมื่อพูดถึงการโกงย่อมไม่มีทางเล็ดลอดสายตาเขาไปได้ ทว่า ‘เวทมนตร์’ของสวี่ตงเมื่อกี้เขายังมองไม่ออกจริงๆ ว่าเริ่มจากตรงไหน!

            และเพราะว่าเล็ดลอดสายตาเขาไปได้ หลงชิวเซิงถึงรู้สึกว่าน่าสนใจก็เหมือนกับการประเมินของโบราณมีเพียงของที่ประเมินไม่ได้เท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกว่าท้าทายและน่าสนใจหากเป็นเรื่องง่ายเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งจะมีอะไรน่าสนเล่า

            โหมวซือฉิงถามสวี่ตงอย่างอารมณ์ดี “สวี่ตง ฉันไม่เข้าใจ นายจะบอกว่าเครื่องลายครามมีกลิ่นเหรอ”

            สวี่ตงพยักหน้าตอบอย่างตั้งใจ “มีสิของประเภทอื่นก็ล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเองหรือเรียกได้ว่ามีกลิ่นเฉพาะเหมือนกับหินก้อนหนึ่ง ใครๆ ก็คิดว่ามันไม่มีกลิ่นแต่ความจริงแล้วไม่ใช่ มันมีกลิ่น แต่คุณแค่แยกไม่ออกเท่านั้น!”

            “อ๋อ เข้าใจแล้ว!” โหมวซือฉิงพยักหน้าตอบความสามารถของสวี่ตงอาจเป็นจริงก็ได้ เขาอาจมีความสามารถรับกลิ่นได้ดีกว่าคนทั่วไปจริงๆมิเช่นนั้น เขาจะค้นพบที่ซ่อนวัตถุโบราณในชนบทเจอได้อย่างไร

            คำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายความ ‘น่าเหลือเชื่อ’ในเหตุการณ์ครั้งนั้นที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ มาก คิดดูอีกทีโหมวซือฉิงก็พลันตรัสรู้จริงด้วย ครั้งแรกที่เจอกับสวี่ตงคือที่ห้องโถงของโรงแรมถงเฉิงเสื้อหยกไหมทองที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเป็นของหมั้นของเธอหายไปสวี่ตงก็เป็นคนชี้ว่ามันอยู่บนตัวอาเล็กของเธออย่างแม่นยำไม่ใช่เหรอ

            หากไม่ใช่เพราะเขามีทักษะรับกลิ่นอันน่าเหลือเชื่อ แล้วเขาจะหาเสื้อหยกไหมทองเจอได้อย่างไร

            มีเพียงเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ตะลึงงันเป็นไก่ไม้ พักใหญ่กว่าจะได้สติกลับมาเขาจ้องสวี่ตงอย่างสับสน อยากบอกว่าสวี่ตง ‘โกง’ อีกแล้ว ทว่าหาหลักฐานไม่ได้คิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิดสายตาเหลือบเห็นกล่องกระดาษใบสุดท้ายที่ยังไม่ถูกพลิกขึ้นมาก็ใจกระตุกรีบชี้กล่องใบนั้นแล้วพูดว่า “ยังเหลือ…ยังเหลือใบนี้ นายยังไม่ได้ทายของในกล่องใบสุดท้ายนี่เลยทายถูกแล้วค่อยว่ากัน!”

            สวี่ตงหัวเราะหึๆ แล้วพูดอย่างเนิบช้า “เห็นๆกันอยู่ว่ามีหลักฐานแค่สี่อย่าง ผมทายถูกไปแล้วสามที่เหลือก็ต้องเป็นผงยาเคอยู่แล้ว ใครๆ ก็เดาได้ว่าของในกล่องใบสุดท้ายคือผงยาเคโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำใช่ไหมล่ะครับ”

            เจ้าหน้าที่คนนั้นสะดุ้งเจ้าเด็กนี่เห็นอะไรจากสีหน้าของเขาหรือเปล่าเนี่ย

            ตอนที่ซ่อนของทั้งหลงชิวเซิงและโหมวซือฉิงย่อมเห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นซ่อนอย่างไรพอได้ยินสวี่ตงเป็นฝ่ายพูด ‘ขึ้นมาเอง’ เช่นนี้ต่างก็ตกใจ สวี่ตงรู้งั้นเหรอ

            สวี่ตงยิ้มเย็นชา “คุณลืมไปแล้วสิ ผมกำลังใช้ทักษะรับกลิ่นที่ผมสัมผัสคือกลิ่น คุณเอาของไปซ่อนไว้ที่อื่นแต่กลับให้ผมทายกล่องเปล่าเรื่องนี้หลอกผมไม่ได้หรอก!”

            สวี่ตงพูดพลางเดินตรงไปยังชั้นวางของและพลิกกล่องใบที่สามขึ้นโดยไร้ความลังเล ก่อนจะหยิบผงยาเคออกมาวางบนโต๊ะกลางห้อง

            กล่องใบที่สี่ที่วางอยู่กับพื้นนั้นสวี่ตงไม่แตะต้องมันด้วยซ้ำราวกับมั่นใจอยู่แล้วว่าข้างในนั้นไม่มีของที่เขากำลังตามหา!

            เจ้าหน้าที่คนนั้นหลุดปากพึมพำ “เป็นไปไม่ได้!เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด…”

            “จะเป็นไปไม่ได้ได้ยังไง” โหมวซือฉิงพูดแทนสวี่ตงอย่างอารมณ์ดี“ฉันว่าเป็นไปได้มากเลยต่างหาก คุณคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้งั้นก็เอาหมวกปิดตาไว้ให้ฉันซ่อนของแล้วคุณลองแยกแยะดูไหมล่ะ”

            เจ้าหน้าที่คนนั้นเกิดละล้าละลัง อย่าว่าแต่เอาหมวกปิดตาเลยต่อให้ไม่ใช้อะไรเลยและเขาแค่หันหลังให้ก็ยังแยกไม่ได้ด้วยซ้ำ!


             

    คล้ายกับเรื่องดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน