“บุก !!”บุรุษผิวซีดออกคำสั่งโจมตีค่ายทันทีกองทัพหน้าของเพ่ยเจี่ยวิ่งเข้าประชิดกำแพงค่าย
กองทัพลูกศรพุ่งเข้าปะทะกองหน้าโจรล้มตายเป็นจำนวนมากทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนเข้ามาได้ ทหารทุกนายเตรียมพร้อมเข้าปะจำที่พวกโจรเข้าประชิดกำแพงได้ ก็ไม่รอช้าใช้บันไดพาด บุกขึ้นไป
“ส่งทหารกันประตูทหารบนเชิงเทินเตรียมพร้อม !” จงฉีออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
กองทัพโจรเขาตงซานพยายามหักค่ายอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วยามในที่สุดก็สั่งถอยทัพศพโจรและทหารตายเกลื่อน สองฝ่ายต่างสูญเสียไม่น้อย
หนิงเฟยหลงกวาดตามองไพร่พลฝั่งตนแล้วก็รู้สึกหดหู่การต่อสู้ในสงครามเป็นเช่นนี้...ผู้คนล้มตายมากมายหากไม่ตายก็พิการหรือไม่ก็บาดเจ็บ อย่างไรก็เป็นความสูญเสีย รายงานได้ส่งขึ้นมาทหารตายกว่าสามร้อยนาย บาดเจ็บร้อยเศษ
ฝั่งของเพ่ยเจี่ยก็ไม่ต่างกันคนของมันตายไปจำนวนมากเหลือไม่ถึงร้อย จากห้าร้อยกว่าคน ทหารของหนิงเฟยหลงป้องกันได้อย่างขันแข็งมากยากจะฝ่าเข้าไปได้
ทั้งสองฝ่ายพักรบกันหนึ่งชั่วยาม
“รายงานท่านหัวหน้ารอง หัวหน้าใหญ่ตอบจดหมายมาแล้วขอรับ”หัวหน้ารองหยิบจดหมายมาดู ใบหน้าที่เย็นชาก็ปรากฏรอยยิ้มอันชั่วร้าย
“ฮ่า ฮ่า คราวนี้ข้าคงไม่ต้องกังวลแล้วพี่ใหญ่ส่งทัพหนุนมาช่วยอีกสามพันและเน้นย้ำไม่ว่าอย่างไรต้องทำลายกวาดล้างกองทัพนี้ให้ได้ !” เพ่ยเจี่ยได้ยินก็บังเกิดความยินดีเกิดแรงฮึดขึ้นอีกครั้ง มันพร้อมแล้วที่จะเข้าประจันหน้า
ทว่าด้วยไพร่พลที่มันเสียไปทำให้กำลังพลฝ่ายมันเป็นรองอยู่ แม้จะมีแรงแต่ก็ไร้ซึ่งกำลัง ยากนักจะหักค่ายได้“น้องสามเราถอยทัพกลับกันก่อนรอกองทัพหนุนมาเสริม จึงค่อยเข้าตีใหม่จะดีกว่า”หัวหน้ารองนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างรอบคอบเมื่อเห็นว่าไม่สามารถใช้กำลังในยามนี้หักค่ายได้ จึงจะถอนทัพกลับไปก่อนต่างจากเพ่ยเจี่ยที่มีความบ้าบิ่นนำเอาอารมณ์ของตนเองเป็นที่ตั้ง
ในสงครามแม้ว่าจะมีแม่ทัพเป็นถึงผู้เยี่ยมยุทธ์แต่หากขาดซึ่งสติปัญญาก็อาจทำให้พ่ายแพ้ได้ กองทัพไม่ได้แข็งแกร่งได้เพียงแค่มีผู้นำเก่งกาจด้านวรยุทธ์แต่ยังต้องเต็มไปด้วยสติปัญญาอีกด้วย การรบนั้นต้องอาศัยกองกำลังกลุ่มคนจำนวนมากไม่สามารถเอาตัวบุคคลเดียวมาประเมินได้ แม้ว่าแก่นแท้พลังจะแข็งแกร่งถึงเพียงใดหากไม่ใช่ขั้นปลายหรือจุดสูงสุดแล้วก็ไม่อาจต้านทานคนนับพันนับหมื่นได้ !
ในเมื่อหัวหน้ารองกล่าวมาเช่นนั้นประจวบกับกองกำลังภายใต้บังคับบัญชาของเพ่ยเจี่ยแทบไม่เหลือแล้ว จึงได้แต่ยอมทำตามกองทัพโจรเขาตงซานได้ถอยออกไปช้า ๆ หนิงเฟยหลงไม่ได้ส่งทหารตามตีมันรู้ดีว่าหากโจมตีเข้าไปในตอนนี้ อีกฝ่ายที่มียอดยุทธ์ระดับแก่นแท้พลังอยู่สองคนก็คงไม่อยู่เฉยปล่อยให้ถูกไล่ต้อนไม่แน่ว่าหากแผนการผิดพลาดไป อาจจะโดนโต้กลับจนเสียค่าย
ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่คิดจะตามตีเพียงแค่คอยสังเกตการณ์ และส่งทหารออกไปสืบข่าวมาอีกเท่านั้น
“เกิดอะไรขึ้นทำไมพวกมันถึงถอยหนีเล่า?” จางจิ้นสิงกล่าวถามขึ้น
“นั่นสิเหตุใดพวกมันถึงถอยทัพกัน”ลู่คงกล่าวเสริม
“ท่านแม่ทัพจะให้ข้ายกพลตามตีหรือไม่ ?”จั้วหย่งตาเป็นประกาย
หนิงเฟยหลงหันมามองจงฉีที่อยู่ด้านข้างทั้งสองพยักหน้าให้กัน ราวกับว่าทั้งคู่ล่วงรู้สิ่งใดมา
“ไม่ต้องตาม”เงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อ “ สั่งทหารแยกย้ายไปพักผ่อนเถอะ อย่างไรห้าวันนี้คงไม่เกิดศึกอีก”
จั้วหย่งและคนอื่น ๆ ต่างฉงนสงสัยจะมีเพียงหนิงเฟยหลงและจงฉีเท่านั้นที่ดูสามัญ คล้ายว่านี่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น
ค่ายทหารกลับมาสงบสุข เพียงแต่จั้วหย่งลู่คง จางจิ้นสิงยังคงวนเวียนไปมาอยู่บนเชิงเทินสลับหมุนเวียนกันไปด้วยเกรงว่าข้าศึกจะลอบโจมตีทว่ารอถึงสามแล้วก็ยังไม่พบเห็นจึงวางใจแยกกันไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสู่การสู้รบอันดุเดือด
..........
ผ่านไปแล้วห้าวันตามคาดกองทัพโจรเขาตงซานยกพลมาอีกครั้ง ครั้งนี้ดูเกรียงไกรกว่าเดิม ไพร่พลพร้อมสรรพขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม เดินทัพมาอย่างฮึกเหิม เพ่ยเจี่ยนำทัพอยู่หน้าเช่นเดิมแต่ที่แตกต่างจากเดิมคือความมั่นใจ ในวันนี้มันมีความมั่นใจล้นเหลือ
“ให้มันรู้กันไปว่าทหารสี่พันห้าร้อยคนจะตีค่ายเล็กๆ นี่ไม่แตก !”เพ่ยเจี่ยทอดสายตาไปยังค่ายทหารที่ห่างออกไปสิบลี้
...
หนิงเฟยหลงได้รับการแจ้งข่าวมาหลายครั้งเกี่ยวกับการเคลื่อนทัพเข้ามาของกองทัพโจรก็สั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับศึก พลธนู พลหอก ดาบ น้ำมัน ไม้ พร้อมสรรพเตรียมป้องกันค่ายสุดกำลังหากค่ายจะแตกอย่างน้อยต้องลากพวกโจรชั่วไปให้ได้มากที่สุดถึงจะคุ้มค่า
รอได้ไม่นานนักเสียงโห่ร้องก็ดังมาจากป่าด้านหน้า ทหารทุกนายต่างกำอาวุธแน่นค่ายทหารเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ
และแล้วเสียงแรกก็ดังขึ้น ! “พลธนู เตรียม !” หัวใจของพวกมันเต้นระส่ำ
กองทัพสี่พันห้าร้อยคนมาถึงแล้วไม่มีท่าทีจะเจรจา เพ่ยเจี่ยผู้นำทัพหน้าก็ออกคำสั่งโจมตี
“ยิง !!” ลูกศรนับร้อยถูกยิงลงไป แต่คราวนี้ต่างจากเดิมแม้จะมีคนล้มตาย แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งพวกมันได้ ไม่นานก็เข้าประชิดกำแพงค่ายพาดบันได้ บุกเข้ามา เหล่าทหารเองก็ต่างรบเป็นสามารถ ต้านทานกองทัพโจร
เพ่ยเจี่ยเห็นว่าจะเสียกำลังพลมากเกินไปจึงตัดสินใจลงสมรภูมิด้วยตนเอง กระบองใหญ่ปรากฏอีกครั้ง แผ่รัศมีลมปราณกดดันทหารกล้าแล้วพุ่งเข้าทุบฟาดให้แหลก กองทัพทหารแตกพ่าย จั้วหย่งเห็นท่าไม่ดีจึงอาสาเข้าปะทะขวานคู่ใจจเปล่งประกาย เพียงพริบตาก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าเพ่ยเจี่ยแล้วขวานและกระบองฟาดฟันกัน
ด้วยพลังอำนาจเหลือล้นกองทหารและกองโจรก็สุดจะทนได้ บริเวณนั้นแทบจะไม่มีใครรอดเมื่อเห็นว่าการต่อสู้บนค่ายทำให้สูญเสียมากเกินไปทั้งสองจึงกระโจนขึ้นบนอากาศ
จั้วหย่งเปล่งรัศมีพลังแก่นแท้พลังไม่ต่างกับเพ่ยเจี่ยทั้งคู่ไม่มีใครเอาชัยใครได้ ได้แต่เพียงผลัดกันรับรุกก็เท่านั้นยิ่งไม่อาจตัดสินแพ้ชนะหากใช้สุดกำลังคงก่อเกิดคลื่นพลังร้ายแรงทำลายไพร่พลของฝ่ายตนเองจึงไม่มีใครเอาจริงกันสักคน
การต่อสู้ของแก่นแท้พลังรุนแรงมากครอบคลุมพื้นที่กว่าสองลี้หากไม่ระวังอาจทำให้ผู้อื่นตายหรือบาดเจ็บสาหัส แต่เพ่ยเจี่ยไม่อาจระงับอารมณ์ตนเองได้นานถึงแม้จะรู้ว่าจะเกิดผลอย่างไร ? หากต้องต่อสู้เต็มกำลัง
“วันนี้เจ้าตายแน่ !” เพ่ยเจี่ยตวัดกระบองออกจากขวานไฟก็ลุกโชนขึ้นพลังหยวนที่ก่อนหน้าเข้าปะทะก็สลายหายไปเปลี่ยนเป็นปราณอัคคีที่ลุกไหม้ จั้วหย่งเห็นท่าไม่ดีก็เคลื่อนตัวถอยออก
“แย่ละ จั้วหย่งไม่อาจต้านทานเพ่ยเจี่ยได้แน่” จางจิ้นสิงโพล่งเสียง
หนิงเฟยหลงรีบหันไปดูใบหน้าก็เปลี่ยนสีฉับพลัน ไม่ได้การแล้ว !
เงาร่างชายหนุ่มเลือนร่างพลังยุทธ์ที่ถูกสะกดเอาไว้ก็ถูกเปิดออก เพียงพริบตาร่างนั้นไปปรากฏหน้าจั้วหย่งจั้วหย่งเห็นร่างคุ้นตามาอยู่เบื้องหน้าก็ตกใจ “ท่านแม่ทัพ !” มันร้องเรียกออกไปอย่างลืมตัว
ฝ่ามือชายหนุ่มผลักรองแม่ทัพของมันฝ่ามือนั้นดูแผ่วเบา ทว่าความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นจั้วหย่งลงกระแทกสู่พื้นด้านล่างทันที “ที่แท้ท่านแม่ทัพก็...เฮ้อข้ากังวลมากเกินไป...” จั้วหย่งถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้จากนั้นก็ไม่สนใจเพ่ยเจี่ยอีก มุ่งหน้าไปช่วยทหารต้านข้าศึกไว้
...
“เจ้าเด็กน้อย...เจ้ามารับความตาย ?”เพ่ยเจี่ยยิ้มเยาะ “ก็ดี เช่นนี้จึงจะสมเป็นแม่ทัพเสียหน่อยอย่างน้อยก็ทำให้ข้าเลื่อมใสขึ้นมาบ้าง”
หนิงเฟยหลงมองด้วยสายตาเย็นชา“อย่างเจ้าจะเลื่อมใสข้า ? ไม่จำเป็น เจ้าไม่ค่าขนาดนั้น”น้ำเสียงราบเรียบกลับเสียดแทงใจเพ่ยจี่ยอย่างยิ่ง
เพ่ยเจี่ยระเบิดโทสะ พลังก็ปะทุขึ้นอีกครั้งตูม !! พลังปราณอัคคีลุกโชนรอบกายคล้ายกองไฟขนาดใหญ่ที่จะแผดเผาค่ายนี้ให้สิ้นซาก สร้างครั่นคร้ามให้แก่ผู้คน
แต่เพ่ยเจี่ยก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มยังยืนสงบนิ่งอยู่ทั้งยังอยู่ที่เดิมไม่ได้หลบหนี หรือลงมือใด ๆ
มันจึงคิดไปเองว่าชายหนุ่มคงจะกลัวจนทำสิ่งใดไม่ถูกเสียมากกว่า
“ดี ข้าจะทำให้เจ้าไม่ทรมาน จงยืนนิ่ง ๆเช่นนั้นแหละ” ว่าแล้วก็ยกกระบองเพลิงฟาดเข้าใส่
กระบองเพลิงพินาศปฐพี !!
หลายคนต่างเบิกตากว้างนั่นแม่ทัพของมันกำลังประจันหน้ากับก้อนเพลิงดุจดวงตะวัน เช่นนั้นจะรอดได้อย่างไรกระบองนั้นสร้างความกดดันเป็นอย่างมากความร้อนแรงแฝงไปด้วยพลังทำลายกำลังมุ่งไปยังแม่ทัพ ราวกับจะบดขยี้และแผดเผาชายหนุ่มให้แหลกลาญไป
ตูม !!!!!
“!!!!!!!” กำแพงค่ายทลายลง พลังกระบองนี้รุนแรงมากเพียงพริบตาก็ทำลายได้ส่วนหนึ่ง ทั้งยังสร้างหลุมลึกเบื้องล่างอีก ในหลุมลึกนั้นมีร่างคนผู้หนึ่งอยู่ร่างนั้นลุกขึ้นอย่างช้า ๆ
“ไม่จริง !” ความคิดนี้เข้ามาในหัวสมองมันทันที “เป็นไปไม่ได้!” ดวงตาของเพ่ยเจี่ยก็เบิกกว้าง “นี่ข้าใช้พลังไปถึงทั้งหมดเหตุใด...เหตุใดกัน ?” มันมองดูร่างนั้นลุกขึ้นมาโดยไร้ร่องรอยบาดเจ็บอย่างเหลือเชื่อ
ไม่เพียงเพ่ยเจี่ยยังตะลึงเท่านั้นแม้แต่ หัวหน้ารอง ขุนพลทั้งหลายและทหาร โจรต่างพากันหยุดสู้รบมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยความตะลึง
“หัวหน้าสามใช้พลังทั้งหมดยังไม่อาจสังหารชายหนุ่มนั่นได้?”
“นี่มัน...เรื่องอะไรกัน ?”หัวหน้ารองกล่าวเนิบช้า
จั้วหย่ง จางจิ้นสิงและลู่คงรีบทะยานร่างเข้าไปดู ก่อนหน้ามันติดศึกพัวพันไม่อาจสลัดหยุดได้จึงไม่ทราบเหตุการณ์แน่ชัด แต่จั้วหย่งที่อยู่ไม่ห่างนั้นเห็นได้ชัดเจนและคิดว่าศึกครั้งนี้คงพ่ายแพ้แล้ว แม่ทัพมันคงจะต้องสิ้นชีพ ทว่า...
ชายหนุ่มยังอยู่ดี ไร้ซึ่งบาดแผลทั้งยังดูเหมือนไม่เป็นอะไรเลย แม้แต่อาภรณ์ก็ไม่ลุกไหม้
หนิงเฟยหลงลุกขึ้นมาก็ปัดฝุ่นก่อนแล้วจึงเดินขึ้นบนอากาศอย่างช้า ๆทว่าแต่ละก้าวที่มันเดินกลับทำให้เพ่ยเจี่ยรู้สึกหนักอึ้งร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อน
เมื่อขึ้นมาถึงระดับเดี๋ยวกันแล้วหนิงเฟยหลงก็ก้าวไปอีกหนึ่งก้าวเพียงแต่ก้าวนี้นั้นไกลนัก มาหยุดอยู่หน้าเพ่ยเจี่ยห่างกันเพียงหนึ่งจั้งจากนั้นฝ่ามือของมันก็ลุกโชนไปด้วยเปลวอัคคีสีชาด เพ่ยเจี่ยใบหน้ามืดคล้ำร่างกายสั่นไหว “ปะ....เป็นไปไม่ได้ !”
ฝ่ามือนั้นยกขึ้นอย่างช้า ๆ ทว่าหัวใจผู้คนกลับเต้นระทึกสัมผัสได้ถึงพลังของเปลวเพลิงนั่น ถึงแม้จะมีไม่มากแต่พลังที่อัดแน่นนั้นมากกว่าของเพ่ยเจี่ยหลายเท่าทำให้รู้สึกร้อนแม้จะอยู่ห่างออกมาไม่ต้องพูดถึงเพ่ยเจี่ยที่อยู่ใกล้ถึงเพียงนั้นเลยว่าจะร้อนเพียงใด
จากนั้นเสียงแผ่วเบาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มยิ้มให้เพ่ยเจี่ยอย่างอบอุ่น “อย่าได้กังวลตอนนี้เจ้าจะยังไม่ตาย...”กล่าวจบฝ่ามือนั้นก็ประทับเข้าที่หน้าอกของเพ่ยเจี่ยเต็ม ๆ โดยไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ คล้ายจริงใจแต่แฝงไว้ด้วยคมมีด
ใช่ว่ามันไม่อยากจะป้องกันตนเอง แต่ในยามนี้มันไม่สามารถทำได้พลังจิตของหนิงเฟยหลงได้ถูกใช้งานอยู่ สะกดการเคลื่อนไหวของเพ่ยเจี่ยโดยสมบูรณ์
“น้องสาม !!!” หัวหน้ารองแผดเสียงร้อง พร้อมกับทะยานร่างมาอย่างรวดเร็วแต่นั่นไม่ทันเสียแล้ว เพ่ยเจี่ยถูกการโจมตีนั้นเข้าไปเต็ม ๆร่วงหล่นเกือบจะถึงพื้นหัวหน้ารองจึงเข้ามารับไว้ แล้วหันไปมองชายหนุ่มผู้ลงมือด้วยความอาฆาต
เดิมทีมันคิดว่าน้องสามของมันจะหลบการโจมตีนี้หรือไม่ก็ป้องกันตนเองแต่คิดไม่ถึงว่ามันจะยืนรอการโจมตีเช่นนั้น สิ่งนี้ทำให้มันรู้สึกมึนงงหรือว่าน้องสามจะกลัวจนทำสิ่งใดไม่ถูก จริงอยู่ที่เพลิงสีชาดนั่นอานุภาพมากแต่ไม่เห็นต้องยืนนิ่งเฉยให้โจมตี นี่ไม่ธรรมดาแล้ว
หัวหน้ารองมองแม่ทัพผู้เยาว์เสียใหม่ ไม่กล้าประมาทอีกต่อไปตราบใดที่กำแพงค่ายยังไม่แตกมันจะยังไม่เข้าโจมตีด้วยตนเอง
มันมองดูเพ่ยเจี่ยก็พบว่าหน้าอกเกิดเป็นร่องลึกรูปฝ่ามือทำลายกระดูกเสียป่นปี้ แต่กลับไม่ได้ทำลายอวัยวะภายในเลยเป็นอย่างที่ชายหนุ่มกล่าวจริง ๆ ‘ตอนนี้เจ้าจะยังไม่ตาย’แต่ต่อจากนี้เล่า ยากแล้วที่จะมีชีวิต หากไม่ได้เจอผู้หลอมโอสถ
...
“พลังจิต ไม่ธรรมดาเลย” หนิงเฟยหลงพึงพอใจเป็นอย่างมากกับพลังจิตที่ตนเองมีแม้จะใช้ไปเพียงเล็กน้อย แต่กลับมีประสิทธิภาพมาก นั่นเพราะเพ่ยเจี่ยหวาดกลัวตัวมันมากเกินไปจิตใจไม่สงบนิ่งจึงถูกพลังจิตของมันเข้าครอบงำได้โดยง่ายแต่หากเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งมากจิตใจกล้าแกร่งก็ยากจะสะกดข่มได้
หลังจากการปะทะของหนิงเฟยหลงกับเพ่ยเจี่ย การรบก็หยุดลงชั่วคราวโจรเขาตงซานถอนกำลังออกไปตั้งค่ายห่างออกไปสิบลี้
ในวันนี้สูญเสียมากกว่าห้าวันที่ผ่านมา ทหารกว่าสามร้อยนายสิ้นชีพอีกห้าร้อยบาดเจ็บไม่เบาแต่ก็ไม่หนัก ส่วนที่เหลือก็บาดเจ็บอยู่บ้าง
พลบค่ำหนิงเฟยหลงเรียกประชุม ขุนพลมากันครบ คราวนี้ไม่ได้เรียกแต่จงฉีแล้วแผนการขั้นต่อไปมาถึงแล้ว...