“เป็นความคิดคำนึงที่โหยหา และไม่สามารถหยุดยั้งมันเอาไว้ได้แล้วในเวลานี้”
ชินหายตัวไปจากกลุ่มทันทีที่การแสดงบนเวทีจบและไม่มีใครพบเขาอีกเลยจนกระทั่งล่วงเลยเวลาอาหารค่ำไปแล้วการแสดงพิธีปิดกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า ในที่สุดทุกคนก็ลงความเห็นว่าชินคงจะเบื่องานประเพณีจนหนีไปงีบอยู่ที่ไหนสักแห่งแม้นั่นอาจจะฟังดูเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยจะเข้าท่าสักเท่าไหร่แต่ทั้งหมดก็ตัดสินใจที่จะไม่ออกตามหาตัวเขา
เอเรียลกับเท็ตสึยะอยู่ด้วยกันกับพวกเขาจนเสร็จสิ้นช่วงอาหารค่ำซึ่งประกอบไปด้วยบุฟเฟ่ต์ของชมรมทำอาหารจากทั้งสามโรงเรียนที่รังสรรค์เมนูหลากหลายมาประชันฝีมือกันในงานก่อนที่เด็กหนุ่มชมรมบาสทั้งสองจะหายไปในความมืดพร้อมกับกลุ่มเด็กสาวมากหน้าหลายตาทิ้งมินาโยะไว้ให้รับมือกับมาโมรุและโทวะตามลำพัง
“บรรยากาศชักจะทะแม่งๆแล้วสิ”
มาโมรุพูดลอยๆ
พลุหลากสีสันประดับประดาอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำลานกิจกรรมกว้างของทามามุชิถูกเนรมิตเป็นสถานที่จัดงานเต้นรำรอบกองไฟที่มีอุปกรณ์ประกอบฉากสร้างป็นกองไฟจำลองขนาดยักษ์ส่องแสงสว่างสีส้มแสบตาอยู่กลางสนามพวกนักเรียนจากทั้งสามโรงเรียนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่ยังไม่เสร็จสิ้นกิจกรรมอาหารค่ำเฝ้ารองานกิจกรรมในคืนส่งท้ายด้วยจิตใจจดจ่อ
เสร็จสิ้นการจุดพลุและดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ของทั้งสามโรงเรียนก็ถึงคราวประกาศรางวัลกิจกรรมด้านต่างๆซึ่งไม่ค่อยจะมีใครสนใจเท่าไหร่นักเพราะตอนนี้พวกนักเรียนทั้งหลายต่างส่งเสียงพูดคุยเซ็งแซ่อย่างตื่นเต้นเพื่อรอให้กิจกรรมส่งท้ายเริ่มต้นขึ้นเริ่มเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดว่าพวกนักเรียนที่เคยเกาะกลุ่มกันเฉพาะตามโรงเรียนเริ่มมีการแยกตัวเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยแล้วในที่สุดก็ค่อยๆกระจายกันไปและเริ่มหันไปจับคู่กับเด็กโรงเรียนอื่นๆบ้างเสียงวี้ดว้ายร้องแซวและเสียงโห่ร้องของเหล่าชายหนุ่มดังขึ้นอยู่รอบตัวไม่ขาดระยะเมื่อมีใครสักคนในกลุ่มถูกสารภาพรักหรือไม่ก็สมหวังกับการจับคู่ในงานเต้นรำคืนส่งท้ายที่กำลังจะเริ่มขึ้น
มาโมรุมองเห็นแววหายนะขึ้นมาลางๆเมื่อมีเด็กสาวจำนวนไม่น้อยกำลังจับกลุ่มซุบซิบและจ้องมองมาที่เขา
“เอาล่ะถึงเวลาที่ฉันต้องลี้ภัยบ้างแล้ว”
มาโมรุพูดขึ้นอย่างตัดสินใจได้
“ไม่อยู่ด้วยกันเหรอ?”มินาโยะถามเด็กหนุ่มด้วยสีหน้ากังวลใจ
มาโมรุตอบโดยที่ไม่ยอมมองหน้าเธอเลย
“ใครที่ไหนเค้าเต้นรำกันสามคนบ้างล่ะเธอเต้นกับโทวะไปเถอะ”
แล้วเด็กหนุ่มก็ออกวิ่งกระโดดข้ามพุ่มไม้ใกล้ๆแล้วหายเข้าไปในความมืด จังหวะนั้นเองที่กลุ่มเด็กสาวผู้กำลังจ้องมองมาทางเขาเริ่มออกวิ่งตามไปด้วยเกิดความชุลมุนขึ้นเล็กน้อยหลังจากนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
“ฉันหมายถึงจะยกโทวะให้เป็นคู่เต้นรำด้วยต่างหากล่ะ”
มินาโยะยังไม่ทันได้พูดความในใจออกไปมาโมรุก็โกยอ้าวหนีไปเสียก่อนทิ้งเธอไว้ตามลำพังกับโทวะท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนให้อึดอัดใจอย่างยิ่ง
โทวะถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้
“เต้นรำกันเถอะ”
เด็กหนุ่มว่าขยับมายืนเผชิญหน้ากับเธอและยื่นมือมาเชื้อเชิญมินาโยะลังเลใจเล็กน้อยที่จะยื่นมือไปตอบรับเขา ภาพของโทวะที่เฝ้ามองนานาโกะเมื่อเที่ยงยังคงคอยตอกย้ำเธออยู่แต่เพราะว่าเสียงเพลงเริ่มบรรเลงขึ้นมาแล้ว และโทวะก็ยังไม่ยอมปล่อยมือลงเด็กสาวจึงจำเป็นต้องยื่นมือออกไป
ฝ่ามือเล็กๆวางทาบลงบนมือใหญ่ของเด็กหนุ่มทั้งๆที่เห็นมาตลอดแต่พอเวลาที่มือทั้งคู่ประสานกัน ฝ่ามือของโทวะใหญ่และหนากว่ามือของเธอมากนิ้วมือของเขาเรียวยาวและสวย มองเห็นเส้นเลือดที่หลังมือได้อย่างชัดเจนเกิดความร้อนพุ่งขึ้นมาบนใบหน้าเล็กน้อยเมื่อตอนที่เด็กหนุ่มกระชับมือและเริ่มเคลื่อนไหวออกตัวนำไปตามจังหวะเพลงร่างของเธอใกล้ชิดกับเขามากเกินกว่าที่คาดไว้ นั่นทำให้หัวใจของเด็กสาวเต้นรัวมินาโยะรู้สึกว่าสมาธิของตัวเองไม่ได้จดจ่ออยู่กับการเต้นรำเลยพอคิดที่จะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มสิ่งที่เห็นกลับเป็นต้นคอขาวนวลและไหล่บางภายใต้เครื่องแบบนักเรียนของเขาเท่านั้นนี่โทวะสูงกว่าเธอไปมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ
“เป็นอะไรไป?”
เด็กหนุ่มถามเมื่อเห็นเด็กสาวเอาแต่จ้องมองพื้น
มินาโยะขบริมฝีปากแน่นสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนมีความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นพาดเข้ามากลางจิตใจพร้อมๆกับที่ภาพความทรงจำของโครงร่างใครบางคนที่เธอจำหน้าไม่ได้กำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้มินาโยะสลัดศีรษะไปมาภาพในหัวถูกแทนที่ด้วยนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มที่จ้องมองมาที่เธออย่างตรงไปตรงมาแทน
“โทวะฉัน--”
มินาโยะตัดสินใจพูดขึ้นในที่สุดแต่โทวะไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นเป็นของเธอ เด็กหนุ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบลงข้างหู
“อย่า”
คำพูดนั้นทำให้ร่างกายหยุดชะงักไปในทันทีราวกับมีใครบางคนเอาน้ำเย็นๆมาราดใส่หัว ร่างกายของเด็กสาวชาวาบหัวใจกระตุกวูบราวกับจะหลุดออกไปจากร่างเมื่อโทวะถอนใบหน้าออกห่างและเริ่มต้นนำเธอเต้นรำอีกครั้ง
“มาโมรุบอกว่าความทรงจำของเธอค่อยๆฟื้นกลับมาแล้วใช่ไหม?”
มินาโยะไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆโทวะถึงเอ่ยถึงมาโมรุ
“ใช่...”
เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก
ว่าแต่ทำไมโทวะถึงได้รู้ล่ะ?พวกเขาแอบไปคุยกันเรื่องของเธอโดยที่ไม่บอกให้เธอรู้อย่างนั้นเหรอ!?
“งั้นเหรอ...”โทวะเปรย สายตากวาดมองไปยังผู้คนรอบข้าง มินาโยะสังเกตได้ว่าเขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการสบตากับเธอ
“แม้แต่มาโมรุเองก็มีเรื่องที่จำไม่ได้อยู่สินะ”
เด็กหนุ่มพึมพำ
“แต่ฉันน่ะเป็นข้อยกเว้นนะ”
นี่เป็นครั้งแรกล่ะมั้งนับตั้งแต่ที่เพลงเริ่มบรรเลงขึ้นและเธอได้สบตากับโทวะนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเขาเปล่งประกายลึกล้ำอย่างยากจะคาดเดา ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเลยสักครั้งที่มินาโยะจะรู้สึกว่าโทวะอยู่ห่างไกลออกไปจากเธอได้มากเท่ากับตอนนี้
“ฉันจำเรื่องในอดีตของตัวเองได้ทุกอย่าง...ทุกๆเรื่องเลย รวมถึงเรื่องที่ไม่อยากจำทั้งหลายด้วยเพราะอย่างนั้นฉันสามารถบอกกับเธอได้...”
“มินาโยะ...ฉันไม่เคยพบเธอที่โลกโน้นมาก่อนหรอกนะ เพราะงั้น...ถ้าเธอรู้สึกคุ้นเคยกับใครสักคนล่ะก็... นั่นไม่ใช่ฉันหรอก”
อะไรอุ่นๆไหลคลออยู่ที่ตาพร้อมๆกับที่ความรู้สึกบางอย่างได้พังทลายลงไป น่าแปลกที่เธอรู้จักความรู้สึกนี้ดีมันเหมือนกับตอนที่เธอฝันเห็นเขาคนนั้นกับแปลงดอกไม้ที่ถูกทิ้งร้างไว้หลังหอคอย
“เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย”
มันจบลงแล้วหรือเปล่านะ?
เด็กสาวไม่รู้เลยว่าควรจะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไงดีแย่ล่ะสิที่เธอปล่อยให้มันเกิดขึ้นมาได้ในเวลาแบบนี้ต่อหน้าคนคนนี้ที่เธอไม่อยากสูญเสียเขาไปมากที่สุด แต่มันเริ่มไปแล้วและเด็กสาวก็ไม่รู้วิธีที่จะหยุดมัน เสียงเพลงยังคงบรรเลงไปอย่างเชื่องช้าร่างกายของเธอยังคงเคลื่อนไหว แต่อะไรบางอย่างได้แหลกสลายลงไปแล้ว
พังทลายลงไปแล้วในค่ำคืนนี้เอง...
“พอแค่นี้แหละ”
น้ำเสียงราบเรียบจากคนข้างตัวเอ่ยขึ้นทันทีที่เสียงเพลงบรรเลงสิ้นสุดลงเด็กหนุ่มขยับตัวถอยออกห่างแสดงออกอย่างชัดเจนว่าการเต้นรำที่เพิ่งจบลงไปเมื่อครู่นั้นเป็นการ ‘ตามใจ’ ครั้งสุดท้ายของวันนี้
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองเขามีความผิดหวังฉายชัดอยู่ในแววตาสีหม่นคู่นั้นแต่เด็กหนุ่มข้างตัวไม่เคยคิดที่จะใส่ใจเลยสักนิด
นัยน์ตาสีม่วงอ่อนเจ็บช้ำเสมองไปรอบๆเพราะไม่อยากให้คนตรงหน้าสังเกตเห็นความอ่อนแอในแววตาพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงของคนคุ้นเคยกำลังเดินเคียงคู่มากับเด็กสาวร่างบางผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าจู่ๆความคิดหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาในสมองแต่ก่อนที่เด็กสาวจะทันได้ทำความเข้าใจกับตัวเองว่าสิ่งที่แวบเข้ามามันคืออะไร ร่างบางที่ไวกว่าความคิดก็เข้าประชิดตัวคนที่ยืนอยู่เคียงข้างมือเรียวคว้าใบหน้าของคนตัวสูงให้ก้มลงต่ำ ก่อนที่เด็กสาวจะเขย่งปลายเท้า ประทับริมฝีปากลงบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงชะงักพลางคิดจะขยับตัวออกห่างแต่ริมฝีปากที่ห่างกันแค่คืบไม่ได้คิดจะเข้ามาใกล้ไปมากกว่านั้นก็พอจะทำให้รู้แล้วว่าคนตรงหน้าอยู่ในอารมณ์ไหนนัยน์ตาสีเทาคมกริบกวาดไปทั่วบริเวณเพื่อเสาะหาต้นตอของความคิดพิเรนทร์ที่เกิดขึ้นในตัวเด็กสาวก่อนสายตาจะปะทะเข้ากับตัวต้นเหตุที่ยืนนิ่งจ้องมองดูพวกเขาอยู่ข้างเด็กสาวร่างเล็กที่กำลังยกมือขึ้นปิดปากแน่นอย่างประหลาดใจและเขินอาย
“อย่าทำแบบนี้อีก”
มาซารุกระซิบถอนตัวออกห่างก่อนที่เด็กสาวจะค่อยๆกลับมายืนเต็มฝ่าเท้าอย่างมั่นคงอีกครั้งแล้วหันไปมองคนที่เพิ่งเดินมาถึงก่อนจะทำสีหน้าประหลาดใจอย่างเสแสร้ง
“อ้าว!เมมิ”
เธอจงใจไม่ทักใครอีกคนที่เดินเคียงคู่มาด้วย
“สวัสดียามค่ำค่ะรุ่นพี่มินามิ”
เมมิเอ่ยขึ้นเมื่อควานหาเสียงของตัวเองเจอในที่สุดเด็กสาวเหลือบมองใบหน้าเรียบสนิทของคนข้างตัวที่เดินมาด้วยกันก่อนจะหันมามองสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“งานประเพณีโรงเรียนฉันสนุกไหม?”
เจ้าภาพงานเอ่ยถามพอเป็นมารยาทนัยน์ตาเย็นเยียบคู่นั้นจับจ้องแต่เด็กสาวที่เอาแต่หลบสายตาเขา
“มาช้านะ”
แขกของงานที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นคู่เต้นรำของสาวเจ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจนัก
“โดนทางชมรมกักตัวไว้ปลีกตัวไม่ได้เลยค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ พี่มาซารุ”
“ไม่ต้องไปขอโทษมันหรอกเมมิ เราอุตส่าห์ให้โอกาสได้เต้นรำเพลงเปิดงานคืนส่งท้ายทั้งทีรู้ไหมว่านี่เป็นตำนานของโรงเรียนฉันเลยนะที่ว่าถ้าใครได้เต้นรำคู่กับ--”
“อาโออิ”มาซารุเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “มินามิอยากเต้นรำต่อ”
“ฉันไม่!”
คนถูกพาดพิงปฏิเสธเสียงแข็ง
“ไม่เอาด้วยหรอกน่าเกิดถูกเหยียบเท้าขึ้นมาล่ะก็... เดี๋ยวก็เตะบอลไม่ได้พอดีน่ะสิ”
อาโออิพูดอย่างล้อเลียน
“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกฉันกลับล่ะ”มาซารุปิดการสนทนาอย่างว่องไว
“เดี๋ยวสิเฮ้ย! อุตส่าห์มาแล้วทั้งที อยู่ให้จบงานก่อนสิ!”
“นั่นสิคะพี่มาซารุยังไม่ได้พบกับนานะจังเลยนี่นา เด็กคนนั้นน่ะอยากพบคุณมาตลอดเลยนะคะ”
เมมิพยายามพูดโน้มน้าวด้วยอีกแรง
วูบหนึ่งที่สีหน้าของมาซารุแปลกไปโดยที่เด็กสาวไม่อาจเข้าใจได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่เจอกันจะดีกว่านะ”น้ำเสียงที่เอ่ยตอบกลับมานั้นราบเรียบเสียจนคนฟังยังรู้สึกเหงา
“ทิ้งปัญหาให้เขาไว้เยอะก็อย่างนี้แหละน้า”อาโออิได้ทีเอาคืน
“ฉันจะกลับล่ะ!”มินามิโพล่งขึ้นอย่างหมดความอดทน ไม่ชอบเลยสักนิดที่ถูกใครบางคนทำเมินใส่ เด็กสาวสะบัดหน้าเชิดใส่เดินกระฟัดกระเฟียดจากไปในทันที
“งอแงอะไรอีกล่ะ”
คนที่อยากให้สนใจกลับทำแค่เพียงส่งน้ำเสียงเย็นชาใส่แต่เมื่อเห็นว่าเด็กสาวไม่รับฟังอะไรอีกแล้วและเอาแต่โกยอ้าวเดินจากไปเด็กหนุ่มถึงกับถอนหายใจอย่างระอา เดินตามหลังเธอไปอีกคนทิ้งเจ้าภาพกับแขกที่เหลือซึ่งเคยชินเสียแล้วกับสถานการณ์แบบนี้ไว้ให้อยู่กันตามลำพัง
เมมิหันมามองมาซารุ
“จะไม่ไปเจอนานะจังจริงๆเหรอคะ?”
“ไม่ล่ะ”มาซารุตอบ
“รวมถึงเด็กพวกนั้นด้วยเหรอคะ?”
คราวนี้เด็กสาวได้แววตาดุดันจากอีกฝ่ายกลับมาแทนคำตอบเมมิถอนหายใจ ครั้นอธิบายไปคงจะเสียเวลาเปล่า
“ดูเหมือนฉันจะยุ่งไม่เข้าเรื่องสินะคะ”
“เรื่องบางเรื่องเธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้”มาซารุบอกด้วยท่าทีสงบ “ถึงเธอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องในคราวนี้ด้วยในฐานะภาชนะความทรงจำแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องยื่นมือเข้ามายุ่งในทุกเรื่อง”
“เวลากำลังจะเดินไปข้างหน้าแล้วนะคะ”เมมิบอกมาซารุ “กงล้อที่คุณหยุดมันเอาไว้กำลังจะไหลไปข้างหน้าในอีกไม่ช้านี้แล้วล่ะค่ะ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงมายืนอยู่ตรงนี้”
“เตรียมใจยอมรับความผิดหวังได้แล้วหรือไง?”
“ฉันไม่คิดจะเรียกสิ่งนั้นว่าการเตรียมใจหรอกนะคะ”เมมิบอก “เพียงแต่เพราะคุณต้องการจะให้ฉันหยุดเวลาไว้ ฉันจึงไปไหนต่อไม่ได้ แต่ฉัน...และพี่อาโออิไม่คิดจะหยุดมันไว้ที่ตรงนี้คุณอาจมีเวลาทั้งชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญของคุณ แต่สำหรับฉันกับพี่ เวลาของพวกเราเหลืออีกไม่มากแล้วล่ะค่ะ”
มาซารุนิ่งเงียบไป
“พี่อาโออิจะจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อที่เขาจะได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่เขาต้องการได้และพี่มินามิก็จะได้เป็นอิสระจากคำสาปนั่นเสียที ที่ผ่านมา...พวกเราสองพี่น้องพยายามที่จะประคับประคองมันมาตลอดแต่คุณจะหยุดทุกอย่างไว้เหมือนในอดีตไม่ได้หรอกนะคะ เรื่องนี้คุณเองก็รู้ดีก่อนที่จะทุกอย่างจะพังทลายลงไป พวกเราจะทำให้มันเปิดออกมาเองกล่องแพนโดร่าที่คุณอุตส่าห์เฝ้าเก็บรักษาน่ะ ถึงเวลาที่จะต้องเปิดมันออกมาแล้วล่ะค่ะเด็กพวกนั้นโตพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริงได้แล้ว ถ้าคุณไม่ลงมือทำล่ะก็...ฉันกับพี่จะเป็นฝ่ายเริ่มเอง”
เมมิพูดทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นก่อนจะโค้งตัวให้เขาแล้วเดินจากไปทิ้งเด็กหนุ่มไว้คนเดียวท่ามกลางความมืดมิดของสวนกว้างมาซารุครุ่นคิดขณะที่เฝ้ามองรอยสักสีดำสนิทที่แขนข้างขวาใช่ว่าเขาจะนิ่งนอนใจคิดว่าทุกอย่างจะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ตราบใดที่เขาอยู่ห่างจากเด็กพวกนั้นเขารู้... รู้มาตั้งนานแล้วว่าสักวันสิ่งที่เขาทำมันจะกลับมาทำร้ายตัวเขาเองเพียงแต่เขาไม่คิดว่า ‘สักวัน’ นั้น มันจะมาถึงเร็วขนาดนี้
“ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวสินะที่คิดจะเปิดกล่องนั่น”เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
