หวังหย่งกำลังใช้ความคิดอย่างหนักกับข้อเสนอที่ได้รับมาในตอนนี้เบื้องหน้าของเขาคือท่านอ๋อง ที่กำลังรอฟังคำตอบอยู่ ข้างๆ คือองค์หญิงหนิงอัน ที่ดูจะสับสนไม่น้อยกับสิ่งที่เสด็จพ่อของนางเสนอมา
หวังหย่งรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสดีที่เขาจะได้แสดงฝีมือให้ทุกคนได้ยอมรับเสียทีแต่ในขณะเดียวกัน เข้าก็หวั่นใจอยู่ลึกๆ เช่นกันว่าบางทีครั้งนี้เขาอาจจะถูกหลอกเหมือนที่ผ่านมา
ครั้งนี้ท่านอ๋องแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพร้อมแล้วที่จะแตกหักกับฮ่องเต้ความเป็นพี่น้องที่เคยเป็นมาหลายปี บัดนี้ได้ขาดสะบั้นลงแล้ว ไม่มีใครรู้ความจริงว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้แต่ทุกคนเชื่อว่าการพบกันครั้งล่าสุดน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดญาติขาดมิตรกันในเวลาต่อมา
สถานการณ์ในตอนนี้ท่านอ๋องพร้อมแล้วที่จะเปิดศึกแม้จะดูไม่ง่าย แต่หากได้หวังหย่งเข้ามาช่วยพวกเขาเชื่อเหลือเกินว่าโอกาสชนะในสงครามครั้งนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย ทัพเหอฉีในเวลานี้เพียบพร้อมด้วยกำลังทหารและยุทโธปกรณ์พร้อมด้วยแม่ทัพที่จะนำออกศึกเมื่อท่านอ๋องแสดงความปรารถนาที่จะนำทัพครั้งนี้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ขาดอยู่ก็คือกุนซือ ผู้วางแผน และวางกำลัง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าท่านอ๋องนั้นมีจะกล้าหาญองอาจเพียงใดแต่ก็ไม่ใช่นักวางแผนชั้นเลิศ ที่ผ่านมาเมื่อครั้งอดีตนั้น การวางแผนทุกอย่างมาจากฮ่องเต้และสองผู้เฒ่าอย่างตงหยางและอี้เฉิน แต่บัดนี้ ท่านอ๋องไร้คนเหล่านั้นข้างกายแล้ว นั่นจึงเป็นที่มาของการที่ท่านอ๋องต้องมาเกลี้ยกล่อมหวังหย่งในวันนี้
หวังหย่งรู้ดีว่าในใจของเขานั้นอยากจะเข้าร่วมศึกในครั้งมากแค่ไหนแต่สิ่งที่ทำให้เขายังไม่ตกปากรับคำ เพราะยังไม่มีความชัดเจนออกมาว่า ท่านอ๋องปรารถนาให้เขาไปอยู่ตรงไหนกันแน่เขารู้ดีว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการจากตัวของเขานั้น นอกจากความสามารถของเขาแล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างที่เขามีอยู่นั่นก็คือคนของสำนักไฉ่หงที่กระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน ใครก็ตามที่สามารถควบคุมคนเหล่านี้ได้ ย่อมสามารถกำหนดชะตาของแผ่นดินได้เช่นเดียวกัน
เพราะเหตุนี้จึงทำให้หวังหย่งต้องคิดหนักเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น อาจารย์ได้สั่งสอนเขามาตลอดเรื่องความจงรักภักดีและอาจารย์ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า พร้อมที่จะเคียงข้างฮ่องเต้แม้สำนักไฉ่หงจะประกาศว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าที่ผ่านมา พวกเขาทำงานให้กับราชสำนักอย่างลับๆ มาโดยตลอด หากเป็นเช่นนี้แล้ว ศึกครั้งนี้อาจจะทำให้เขาและอาจารย์ต้องเปิดศึกกันเองและนั่นย่อมเป็นสิ่งที่เขาทำไม่ได้อย่างแน่นอน
แต่ถ้าเขาปล่อยให้ท่านอ๋องยกทัพไปโดยใช้กำลังพลที่มีอยู่ได้อย่างไรต่อให้ท่านอ๋องเป็นนักรบที่เก่งกาจเพียงใจ ก็หาหนทางที่ชนะไม่ได้เลย
“มีสิ่งใดที่ทำให้เจ้ายังต้องคิดอยู่อีก”ท่านอ๋องทำลายความเงียบลง ด้วยคำถามที่สะกิดให้หวังหย่งสะดุ้งขึ้นมา
“เสด็จพ่อคิดว่าไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วหรือ ที่จะทำให้แคว้นเหอฉีแห่งนี้มีความมั่นคงในอนาคตนอกจากการประกาศศึกเช่นนี้” หวังหย่งถาม
“มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าหวังจะให้ข้าหันหลังกลับอีกเหรอ”เห็นได้ชัดว่าท่านอ๋องไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของหวังหย่ง
“มันมีทางเลือกอีกมากมายที่จะให้เราได้เดิน โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ”
“เจ้าก็น่าจะรู้ว่าคนเราไม่ได้อยู่คำฟ้าอีกไม่นานข้าก็ไม่อยู่แล้ว เจ้าคิดหรือไม่ว่า หากไม่มีข้าแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น”
หวังหย่งไม่ตอบคำถาม เขารู้ดีว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ท่านอ๋องจะบอก เขารอเพื่อให้ท่านอ๋องเอ่ยมันออกมาให้หมด
“เจ้าฟังข้านะ” ท่านอ๋องพยายามจะอธิบายให้หวังหย่งเข้าใจ “ทันทีที่ราชบัลลังก์ว่างลงทุกแคว้นจะประกาศตนเป็นใหญ่ และนั่นคือความมั่นคงในแบบที่เจ้าคิด ขุนนางในเมืองหลวงต่างคิดไปกันคนละแบบทุกคนพร้อมจะละทิ้งเมืองหลวงเพื่อไปพึ่งพิงคนที่พวกเขาจะพึ่งพาได้ เมื่อถึงตอนนั้นทุกฝ่ายจะรบราฆ่าฟันกันเอง จนกว่าจะเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว”
“ซึ่งก็ไม่ใช่เรา” หวังหย่งแหย่รังแตน
“ใช่ มันไม่ใช่เราอย่างแน่นอนเพราะเหอฉีมีแต่คนขี้ขลาดเช่นเจ้า”
“บางครั้งความขี้ขลาดก็พาให้เราอยู่รอดปลอดภัยได้”
“แต่ความกล้าหาญเท่านั้นจะทำให้เราเป็นใหญ่ เจ้าคิดเพียงแค่จะอยู่ให้สบาย หารู้ไม่ว่าตอนนี้ทุกคนจ้องพวกเราตาเป็นมัน พวกเขาพร้อมจะเข้ามาแย่งทุกสิ่งไปจากเจ้าข้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานสืบไปข้าจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งมันไปได้”
“เช่นนั้นเสด็จพ่อก็ไม่ควรไปแย่งของคนอื่น”
“นี่เจ้า...” ท่านอ๋องลุกขึ้นชี้หน้าใส่หวังหย่งด้วยความโกรธไม่เคยมีใครพูดเช่นนี้กับพระองค์มาก่อน “หากเจ้าไม่คิดจะร่วมมือกับข้าก็ไม่เป็นไรแต่อย่ามาสามหาวเช่นนี้ ต่อให้เจ้าเป็นคนรักขององค์หญิง ข้าก็ไม่ไว้เจ้าแน่”
“เสด็จพ่อใจเย็นๆ ก่อน ลูกคิดว่าท่านพี่คงมีเหตุผลที่พูดออกไปเช่นนั้น โปรดฟังเขาก่อน” ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายองค์หญิงรีบเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน
“มันจะมีอะไรต้องพูดอีกละก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันไม่เคยคิดที่จะช่วยเหลืออะไรเลย ดีแต่ขัดขวางไปซะทุกเรื่อง”
“หม่อมฉันไม่เคยบอกว่าจะไม่ช่วย”หวังหย่งรีบพูดออกมา “แต่ที่ถามไปเช่นนั้น เพราะคิดว่า ต่อให้หม่อมฉันเข้าไปช่วยโอกาสชนะศึกนี้ของเราก็มีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเป็นเช่นนั้นทำไมเราไม่ปล่อยให้พวกเขารบกันเองจนอ่อนแรง แล้วพวกเราค่อยเข้าไปจัดการพวกเขาแน่นอนว่า คงไม่มีพวกไหนกล้ามาเหิมเกริมกับเราหรอก แม้แต่พวกหมิงที่ว่าแน่ยังยอมจำนนต่อเราแล้ว ไหนจะมีเทียนเฉิงที่พร้อมจะร่วมเป็นร่วมตายแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องกับเรา”
“แต่ข้าอยากเป็นฮ่องเต้ในตอนนี้” ท่านอ๋องประกาศกร้าวเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ความในใจที่ท่านอ๋องเก็บไว้มาตลอดคืออะไร
หวังหย่งผิดหวังอย่างมากกับคำๆ นี้ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนได้แต่แกล้งทำเป็นคิด ก่อนตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา
“เมืองหลวงแม้จะมีความเข้มแข็งอยู่มากแต่เมืองบริวารรอบข้างนั้น นอกจากเหอผิงแล้ว ไม่มีมีเมืองใดเลยที่เข้มแข็งพอหากอยากจะเอาชนะพวกเขา ก็คงไม่มีทางไหน นอกจากการเข้ายึดเมืองเหล่านี้ให้หมดแต่ต้องทำโดยเร็ว อย่าให้พวกเขาได้ตั้งตัวทัน ยึดเมืองไหนได้ให้กวาดต้อนทหารมาให้หมด ใครต่อต้าน ก็ฆ่าเสียอย่าให้เป็นเยี่ยงอย่างแต่ต้องทำโดยเร็ว พวกเขาคงไม่กล้ายกทัพหลวงออกมาช่วยแน่สิ่งที่พวกเขาคิดเพียงแค่คุ้มกันเมืองหลงให้แน่นหนา รักษากำลังทหารให้มีมากที่สุด แต่หากพวกเขายกทัพออกมาเราก็ใช้กำลังเสริมแสร้งโจมตีเมืองหลวงแน่นอนพวกนั้นย่อมละทิ้งเมืองเล็กเมืองน้อยเหล่านี้เพื่อกลับไปรักษาที่มันสำคัญเป็นแน่ เช่นนี้แล้ว โอกาสที่เราจะยึดหัวเมืองต่างๆไว้ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากเราล้อมพวกเขาไว้หมดแล้ว จะเหลือแค่เมืองเหอผิงที่คงไม่ยากเกินกำลังที่จะเราปราบลงได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เมืองหลวงอ่อนแอลง กองทัพที่เกรียงไกร ยากจะเปิดศึกหลายด้านเมืองหลวงมีผู้คนนับแสน เราปิดล้อมไว้สักสองสามเดือนปล่อยให้ความอดอยากทำลายพวกเขา แค่นี้ เสด็จพ่อก็เป็นฮ่องเต้ได้ไม่ยากแล้ว”หวังหย่งพูดเสร็จก็รีบปลีกตัวออกมากลับตำหนักไปในทันที โดยไม่ยอมให้ไปบอกลาใดๆกับท่านอ๋องแม้แต่คำเดียว
หวังหย่งกลับมาถึงตำหนักก็พบว่าอาจารย์กับเซียวจ้านรอเขาที่ด้านหน้าตำหนักอยู่ก่อนแล้วด้วยความดีใจหวังหย่งลืมสิ่งที่เขาทำไปก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น
คนทั้งสามทักทายกันอย่างมีความสุขเป็นเวลานานแล้วที่พวกเขาไม่ได้พบกัน แต่ในเวลาเช่นนี้ การมาหาของอาจารย์กลับทำให้หวังหย่งแอบหวั่นอยู่ลึกๆบางที เขาอาจจะทำสิ่งที่ผิดใจกับอาจารย์ไปแล้วก็ได้
หวังหย่งใช้ศาลาเล็กๆหน้าตำหนักรองรับอาจารย์ของเขา เนื่องจากเขารู้ดีกว่า แม้กฏเกณฑ์ต่างๆจะผ่อนคลายไปแล้ว แต่องค์หญิงคงไม่พอใจแน่หากเขาให้อาจารย์และศิษย์น้องเข้าไปในตำหนักของนาง
“ข้าพอจะรู้ว่าอาจารย์มาหาข้าด้วยเหตุอันใด” หวังหย่งยอมรับเสียงเศร้าๆ
“อาจารย์รู้ดีถึงความสับสนในใจของเจ้า แต่อยากให้เจ้าคิดถึงบ้านเมืองเป็นที่ตั้งไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เจ้าทำ อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายที่ไม่จบสิ้น”
หวังหย่งก้มหน้ารับคำแนะนำจากอาจารย์ เขาคิดอะไรบางอย่างในใจ ก่อนจะพูดมันออกมา“แต่ไหนแต่ไรมา อาจารย์ย้ำกับข้ามาตลอดให้ยึดมั่นในคุณธรรมข้าเป็นคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า เป็นมาอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ จะมีก็เพียงแค่หยกชิ้นเดียวที่ข้าพกติดตัวมาตลอดหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่บอกความเป็นมาของข้าได้ แต่นานแค่ไหนแล้วที่มันไม่เคยให้คำตอบใดๆ กับข้าเลย สิ่งที่ข้ารู้มีเพียงแค่คำบอกเล่าของอาจารย์ที่บอกข้าว่าท่านอ๋องนำตัวข้ามาให้อาจารย์ชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ชีวิตของข้าล้วนเป็นหนี้บุญคุณต่อท่านทั้งสอง แม้ท่านอ๋องจะไม่เคยทวงถามสิ่งนี้จากข้าแต่ข้าก็รู้ดีว่า หากมีโอกาส ข้าจะไม่ทรยศต่อผู้มีพระคุณอย่างเด็ดขาด”
“บุญคุณก็เรื่องหนึ่งบ้านเมืองก็เรื่องหนึ่ง ยากเหลือเกินที่อาจารย์จะบอกให้เจ้าเข้าใจได้”
“เช่นนั้นแล้ว ข้าต้องทำเช่นไร”หวังหย่งสะอื้นออกมา
อาจารย์จางหย่งเพ่งมองศิษย์รักของตัวเองด้วยความเอ็นดูและเห็นใจอย่างที่สุด “บัดนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าบ้านเมืองกำลังจะกลับเข้าสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง เดิมทีสำนักไฉ่หงของเราวางตัวอยู่นอกเหนือความวุ่นวายทั้งปวง เราไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อาจารย์ก็ยอมรับว่า ในช่วงที่บ้านเมืองสงบนั้น การทำงานรับใช้ราชสำนักคือสิ่งที่อาจารย์แอบทำอยู่ลับๆ มาโดยตลอด ซึ่งเจ้าก็รู้เรื่องนี้ดี ในเวลาเช่นนี้สำนักของเราย่อมมีความสำคัญต่อทุกฝ่ายเพราะเราเส้นสายที่เรามีอยู่มากมาย ใครๆ ก็อยากได้เราไปเป็นแนวร่วมกันทั้งนั้นบัดนี้ความรู้สึกของศิษย์ทุกคนย่อมไม่แตกต่างกัน กับเรื่องราวในตอนนี้การตัดสินใจของพวกเราย่อมอยู่บนความหนักใจทั้งสิ้น เมื่อฝ่ายหนึ่งคือฮ่องเต้ที่พวกเราจงรักภักดีอีกฝ่าย คือพี่ชายที่คอยอุ้มชูกันมาตลอด เช่นนี้แล้วเราสองคนก็ไม่ต่างกันนัก”
“เช่นนี้แล้วเราทำอะไรไม่ได้เลยหรือ”
“เพราะมันคือศึกของผู้อื่น เราจะทำอะไรได้เล่าเจ้าก็ลองเกลี้ยกล่อมท่านอ๋องมาแล้ว เจ้าน่าจะรู้คำตอบดี”
“ท่านอาจารย์ก็คงจะได้พบกับฮ่องเต้มาแล้วเช่นกัน”พูดเสร็จหวังหย่งหันไปมองอาจารย์ที่นั่งพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่เขาพูด “แม้เราจะห้ามศึกไม่ได้แต่ข้าเชื่อว่าเราสามารถหาทางออกที่ดีให้กับมันได้”หวังหย่งเขยิบเข้าไปใกล้อาจารย์พร้อมกับบอกแผนการของเขาให้อาจารย์ฟัง
......................................................
ที่เมืองหมิง อูซุนผู้นำของพวกเขาได้เรียกตัวเยมู ที่ปรึกษาคนสำคัญ ให้เข้ามาพบเขาเป็นด่วนเพื่อสอบถามถึงสถานการณ์ในขณะนี้เพราะนับตั้งแต่พวกเขาได้สานสัมพันธ์กับเหอฉีนั้น นอกจากเส้นทางการค้าที่พวกเราได้รับมาแล้วนั้น ผลประโยชน์ในด้านอื่นๆดูเหมือนว่า พวกเขามีแต่เสียเปรียบมาโดยตลอด
เดิมทีชาวหมิงทุกคนไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับเหอฉีในครั้งนี้อยู่ก่อนแล้วยิ่งในตอนนี้เมืองหมิงต้องเกณฑ์ชายฉกรรจ์ไปร่วมเป็นทหารให้กับกองทัพของเหอฉีด้วยแล้วย่อมสร้างความไม่พอใจกับชาวหมิงเป็นอย่างมาก เพราะการกระทำเช่นนี้ มันเท่ากับว่าหมิงได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเหอฉีไปแล้ว
เยมูเองก็เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดแม้ตัวเขาเองจะเป็นคนเสนอให้ผู้นำของชาวหมิงยอมโอนอ่อนผ่อนตามความประสงค์ของผู้นำเหอฉีแต่บัดนี้เป็นเขาเองที่รู้สึกว่าการกระทำฝ่ายเหอฉีล้ำเส้นมากเกินไป
“พวกเขาคิดจะเปิดศึกกันจริงๆแล้วใช่มั้ย” อูซุนเป็นฝ่ายเริ่มคำถามก่อน
เยมูพยักหน้าแทนคำตอบเห็นได้ชัดว่าเรารู้สึกผิดกับการตัดสินใจของตัวเองที่ยอมทำตามความต้องการเหอฉีในตอนแรก
“คนของเรานับร้อยที่ถูกเกณฑ์ไปจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบัดนี้ข้าก็ไม่ทราบข่าวคราวของพวกเขาเลย ข้าละอายใจจริงๆที่ต้องส่งพวกเขาไปลำบากเช่นนี้ สงครามครั้งนี้พวกเขาจะต้องมารับเคราะห์แทนพวกเราทุกคน ข้าผิดต่อพวกเขาจริงๆ” เยมูเอ่ยออกมาอย่างเศร้าๆ
“เราต่างก็ผิดด้วยกันทั้งนั้น ที่ผ่านมาเราคิดแต่ผลประโยชน์จากเส้นทางการค้ามากเกินไปจนพาผู้คนไปเสี่ยงชีวิต ข้าไม่นึกเลยว่ารัชทายาทของเหอฉีจะกล้าถึงเพียงนี้”อูซุนทำได้เพียงแค่พูดปลอบใจให้อีกฝ่ายรู้สึกดี
“บัดนี้ข้าได้สั่งให้กองทัพของเราเตรียมพร้อมไว้แล้วท่านอูซุนสามารถเรียกใช้ได้เลย หากมีการขอกำลังเสริมมา”
“พอแค่นี้เถอะให้มันสูญเสียแค่นั้นก็มากพอแล้ว หากพวกเขาจะขออะไรมาอีกข้าจะไม่ยอมส่งมันให้พวกเขาอีกแล้ว”
“หากเราต้องผิดใจกับเหอฉี ข้าเกรงว่า...”
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าตัดสินใจแล้วต่อให้คนพวกนั้นมันขู่ว่าโจมตีพวกเรา ข้าก็พร้อมจะสู้ข้าจะไม่ยอมอ่อนให้พวกเขาอีกแล้ว เรายอมมามากพอแล้วถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องชดใช้ให้เราบ้าง”
เยมูพยักหน้ายอมรับเพราะในตอนนี้เขาเองก็ปรารถนาเช่นนั้นเหมือนกัน ก่อนจะถามกลับไป“ท่านมีแผนอะไรอยู่ในใจใช่หรือไม่”
“ถูกต้องแล้ว”อูซุนตอบกลับมาอย่างมั่นใจ “เพียงแต่ข้าอยากให้เจ้านำตัวอิคายมาพบข้าเดี๋ยวนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อข้าแล้ว”
ไม่ทันที่เยมูจะออกไปทหารรักษาการอยู่ด้านนอกก็วิ่งเข้ามาหาพวกเขา พร้อมกับนำความบางอย่างมาบอก
“มีคนจากเมืองหลวงมาขอพบท่านหัวหน้าจะให้ข้านำเข้ามาพบเลยหรือไม่”
อูซุนหันไปมองเยมูด้วยความสงสัยและก็พบว่า อีกฝ่ายก็มีสีหน้าที่งุนงงไม่ต่างกัน พวกเขาทั้งสองลังเลอยู่สักพักก่อนที่อูซุนจะหันไปบอกกับทหารที่เข้ามาหาพวกเขา
“นำตัวเขาเข้ามาเลย”