(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 46 เสร็จสิ้นการทดสอบพรสวรรค์

            หลังจากที่ชายชราหวังฉีได้รับตัวของหลัวหยางมาเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการในนามของนิกายเทียนหมิงแล้ว


            ความสุขอันล้นปรี่ที่แฝงอยู่ในแววตาของชายชรานั้นมิอาจปิดบังได้อีกต่อไป


            ต่อให้จะพยายามควบคุมอารมณ์ให้คงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ของผู้อาวุโสผู้เปี่ยมด้วยภูมิธรรมและความสุขุมรอบคอบ


            แต่เมื่อเห็นหลัวหยางยืนอยู่เคียงข้างเหยินเฟยและหลงเซียวเหยา ราวกับสามยอดฝีมือแห่งยุคที่มารวมตัวกันโดยโชคชะตาแล้วนั้น สีหน้าและท่าทางของชายชราก็แทบกลายเป็นเด็กน้อยผู้ได้ของเล่นชิ้นโปรด


            เขาทิ้งกายลงนั่งในบริเวณซุ้มไม้หลังหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆ รอยยิ้มกว้างเจิดจ้าราวกับพระอาทิตย์ฤดูร้อนที่เปล่งประกายเต็มฟากฟ้า


            แล้วเมื่อสายตาของเขาปะทะกับสามศิษย์ผู้เป็นตัวแทนแห่งยุค ชายชราก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง


            “ฮ่าฮ่าฮ่า ดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทรา.. ร่างศักดิ์สิทธิ์กายามังกรเก้าสวรรค์.. และศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดที่ไม่อาจวัดค่าได้..”

            

            “ยิ่งใหญ่แล้ว! ยิ่งใหญ่จริงๆ! ในอนาคตนิกายเทียนหมิงของข้าย่อมจะยิ่งใหญ่จนไร้ผู้ใดเปรียบได้!”


            น้ำเสียงของเขาดังชัดเจน มีแรงกระเพื่อมของพลังวิญญาณที่แฝงไว้โดยไม่ตั้งใจ


            ทำให้หลายคนที่ยังยืนอยู่ในบริเวณนั้นต้องตั้งใจฟังแม้จะไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม


            “นิกายวิญญาณ.. นิกายเหมันต์เยือกแข็ง.. นิกายดาบศักดิ์สิทธิ์.. นิกายกระบี่จรัสแสง.. พวกมันทั้งสี่ที่คาดอำนาจกับพวกเราอยู่เสมอมา”


            “แน่นอนว่าแม้ในอดีตพวกมันอาจเคยมีชื่อเสียง แต่นับจากนี้ต่อไปพวกมันย่อมไม่อาจเทียบได้กับนิกายเทียนหมิงของข้าอีกแล้ว!”


            “พวกเจ้าทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้ ไม่ใช่แค่ความหวังของข้าเท่านั้น แต่ยังเป็นความหวังของแคว้นนี้ ความหวังของยุคสมัยใหม่!”


            คำกล่าวของหวังฉีเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาอันแน่วแน่ หนุ่มสาวที่ได้รับเลือกเข้าสู่นิกายต่างก็เกิดความตื่นเต้นอย่างที่สุด


            บางคนถึงกับกำหมัดแน่น บางคนยืนตัวตรงแสดงความมุ่งมั่น ดวงตาแต่ละคู่ต่างก็เปล่งประกายด้วยความทะเยอทะยานอันรุนแรง


            หนึ่งในชายหนุ่มที่มีใบหน้ารูปไข่กับดวงตาคมเข้ม ก้าวออกมาเป็นตัวแทนกลุ่มพร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อย


            “เข้าใจแล้วขอรับท่านผู้อาวุโส! พวกเราจะฝึกฝนให้แข็งแกร่ง.. แข็งแกร่งจนกระทั่งนิกายทั้งสี่แห่งต้องอิจฉาตาร้อนเลยเชียวละ!”


            “หึหึ มีศิษย์พี่เหยินเฟย ศิษย์พี่หลงเซียวเหยา รวมถึงศิษย์พี่หลัวหยางอยู่ในกลุ่มศิษย์ใหม่ด้วยแล้ว.. จะมีใครเทียบกับพวกเราได้อีกล่ะ?”


            คำพูดนั้นทำให้บรรดาผู้ถูกกล่าวถึงทั้งสามคนต้องหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าที่หลากหลาย


            โดยเฉพาะเหยินเฟย สตรีผู้มีดวงเนตรที่น่าหลงใหล ทว่านางกลับเกิดความเลิ่กลั่กจนเห็นได้ชัด


            เพราะปกตินางเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา ไม่เคยชินกับการได้รับการยกย่องแบบนี้มาก่อน


            ใบหน้าเรียวขาวนวลแดงระเรื่อขึ้นทันทีอย่างไม่ทันตั้งตัว มือสองข้างยกขึ้นปัดป่ายเบาๆ


            “ข้า.. ข้าไม่ใช่ใครใหญ่โตอะไรหรอกนะ.. พวกท่านก็อย่าพูดเกินไปเลย.. ข้าแค่โชคดีที่ได้เข้ามาเท่านั้น!”


            ส่วนตัวของหลงเซียวเหยาเองนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นผู้หนึ่งที่มีบุคลิกเฉพาะตน ยากแก่การเข้าใจ ไม่ใช่คนพูดมาก ไม่ใช่คนเปิดเผยความรู้สึก และยิ่งไม่ใช่คนที่ชอบสุงสิงกับผู้คนหรือเปิดรับคนแปลกหน้าเข้ามาในโลกส่วนตัวของตนเอง


            ด้วยเหตุนี้ต่อให้จะมีเสียงกล่าวชมและความยินดีในกลุ่มศิษย์ใหม่ที่ต่างมองเหยินเฟย หลงเซียวเหยา และหลัวหยางเป็นดั่งเสาหลัก


            ชายหนุ่มกลับแสดงสีหน้าขุ่นเคืองโดยแทบไม่ปิดบัง คิ้วเข้มขมวดแน่น ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรงขณะกวาดตามองผู้คนรอบข้างที่เอ่ยยกย่องพวกเขาทั้งสามอย่างชื่นชม หลงเซียวเหยารู้ดีว่าตนนั้นแตกต่างจากคนอื่น


            ไม่ใช่คนที่จะยินดีกับการรวมกลุ่มหรือการมีใครบางคนมาฝากเนื้อฝากตัวด้วย เพียงแค่คำขอร้องอ้อนวอนให้ช่วยเหลือจากเหล่าศิษย์ใหม่ด้วยกัน ก็รู้สึกว่ามันเป็นภาระที่น่ารำคาญใจจนแทบอยากจะลุกเดินหนีไปให้พ้นๆ


            สายตาของเขาสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน


            แม้จะมิได้เปล่งวาจาออกมา แต่ผู้คนที่อยู่ใกล้ต่างสัมผัสได้ถึงคลื่นอารมณ์ที่แผ่กระจายออกมาจากเรือนร่างของเขา


            หลัวหยางซึ่งสังเกตเห็นอารมณ์นั้นตั้งแต่แรกแล้วกลับไม่มีท่าทีใส่ใจ ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาในโลกแห่งการบ่มเพาะพลังอย่างแท้จริงกลับเลือกที่จะถอยห่าง นั่งลงที่มุมหนึ่งของลาน ฝ่ามือทั้งสองกุมด้ามกระบี่สีเทาหม่นที่วางพาดอยู่บนตัก


            ลมหายใจของเขานิ่งสนิทราวกับกำลังเข้าสมาธิ เส้นผมสีดำที่ปลิวไหวเบาๆไปตามแรงลมอ่อน


            ขณะดวงตาคู่นั้นปิดลงช้าๆ ประหนึ่งต้องการตัดขาดจากเสียงพูดคุยรอบตัวและเข้าสู่ภาวะแห่งความสงบในจิตวิญญาณ


            เตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางที่เต็มไปด้วยศึกชิงความเป็นหนึ่งที่รออยู่ภายในนิกาย


            ทว่าในขณะที่ความเงียบสงบคล้ายจะครอบงำบรรยากาศโดยรอบ


            “ไอ้เด็กน้อย!”


            จู่ๆเสียงตะโกนที่ดุดันและเปี่ยมไปด้วยความกร้าวแกร่งก็พลันดังขึ้นฝ่าอากาศ


            เสียงนั้นมาจากหลงเซียวเหยา พร้อมชี้นิ้วไปยังใบหน้าของหลัวหยางอย่างไม่มีความเกรงใจ สีหน้าเปี่ยมด้วยความเอาเรื่องนับจากวันนี้ไป


            “แกคือคู่แข่งของข้า!”


            ในสายตาของหลงเซียวเหยานั้น เขาไม่ต้องการใครมาเทียบเคียงหรือเดินเคียงข้างในฐานะพันธมิตร


            เขาไม่ต้องการพี่น้องหรือเพื่อนฝูง แต่สิ่งเดียวที่เขายอมรับได้ก็คือคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งพอจะทำให้มันยกระดับได้ และหลัวหยางก็คือหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้สึกถึงแรงคุกคามที่แท้จริง มันเป็นแรงผลักดันที่ทำให้รู้สึกเลือดในกายเดือดพล่าน


            ภาพของหลัวหยางผู้ทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงจนแหลกละเอียดต่อหน้าผู้คนมากมาย ภาพของเด็กหนุ่มผู้นั้นที่ยืนนิ่งพลางจ้องมองทุกอย่างด้วยสายตาเรียบนิ่ง แฝงไว้ด้วยความอหังการเหนือสรรพสิ่ง ทำให้หลงเซียวเหยาไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป


            หลัวหยางซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ได้ยินคำพูดดังกล่าวก็เปิดเปลือกตาช้าๆ ดวงตาสีแดงเข้มกวาดขึ้นมองหลงเซียวเหยาด้วยความสงบนิ่ง แววตานั้นเหมือนกับกำลังอ่านทะลุถึงความรู้สึกในใจของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย


            บนหัวของหลงเซียวเหยามีประกายแสงสีชมพูเข้มลอยอยู่เป็นวงแสงแห่งโชคชะตาอันหายาก


            ซึ่งระบบเคยอธิบายไว้ว่ามันคือเครื่องหมายของผู้ถูกเลือก ผู้ที่โชคชะตายอมให้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด


            หลัวหยางมองประกายแสงนั้นด้วยแววตาที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเล็กน้อย


            “แน่นอน.. ยังไงในนิกายเทียนหมิงก็ต้องมีการแข่งขันกันที่ดุเดือดอยู่แล้ว.. แกอย่าได้มาเสียใจทีหลังละ หลงเซียวเหยา!”


            คำกล่าวของหลัวหยางนั้นเปรียบเสมือนกระบี่เล่มหนึ่งที่พุ่งแทงกลางใจของหลงเซียวเหยา


            แม้มิได้แสดงออกด้วยวาจารุนแรง แต่เนื้อความในถ้อยคำนั้นกลับสั่นสะเทือนจิตวิญญาณโดยแท้


            ชายหนุ่มเจ้าของกายามังกรเก้าสวรรค์ขบฟันแน่นจนได้ยินเสียงบดกราม แววตาเปล่งประกายโทสะราวกับเปลวเพลิงที่ลุกไหม้กลางหิมะ


            ท่ามกลางความเงียบของบริเวณ ลมหายใจและหัวใจของผู้คนโดยรอบต่างก็ดูจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ


            “พะ.. พอก่อนเถอะเจ้าค่ะ!”


            เหยินเฟยซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลถึงกับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว นัยน์ตาของนางฉายความหวาดหวั่นอย่างชัดเจน


            “พวกเขาทั้งสอง.. เป็นเหมือนกับน้ำและไฟ มองกันและกันเป็นศัตรูไปแล้วหรือเนี่ย!”


            เสียงกระซิบของศิษย์ใหม่ผู้หนึ่งดังขึ้นเบาๆ ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวถ้อยคำใดออกมาอีกเมื่อเห็นการปะทะกันด้วยสายตา การประลองระหว่างพวกเขาสองคนอาจยังมาไม่ถึงในเร็ววัน แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าวันนั้นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน


            และเมื่อวันนั้นมาถึง เส้นขอบฟ้าแห่งนิกายเทียนหมิงจะต้องสั่นสะเทือน


            กระทั่งผ่านไปอีกสักพักใหญ่ๆ บรรยากาศตึงเครียดก็จางลง การชุมนุมแห่งสิบขั้วอำนาจของเมืองจงหนานที่จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกศิษย์เข้าสู่ขั้วอำนาจต่างๆก็ได้ดำเนินมาจนถึงจุดสิ้นสุด เสียงกลองยักษ์ที่ตีขึ้นจากหอคอยกลางเมืองดังขึ้นหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณปิดพิธี


            ธงประจำแต่ละขั้วอำนาจที่โบกสะบัดอยู่เบื้องบนได้ถูกลดลงทีละผืน


            ผู้คนที่รวมตัวกันต่างทยอยออกจากพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ ทิ้งไว้เพียงกลุ่มที่ได้รับการเลือกให้เข้าสู่นิกายเทียนหมิงและสำนักทั้งเก้าเท่านั้น


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน