คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 27 ข้าไม่ชอบชายชาตรี


            เยี่ยเฟิงนั่งอยู่เพียงลำพังบนม้านั่งหินภายในเรือนหลังเล็ก เขาเงียบอยู่หลายชั่วยาม จากนั้นถอนหายใจออกยาวๆ

            เขาลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปในห้อง ไม่พูดไม่จา แต่กลับเขียนชื่อสมุนไพรต่างๆ ลงบนกระดาษ

            เขาเป็นอัจฉริยะด้านปรุงโอสถ วิชาปรุงโอสถของเขาเกือบสำเร็จขั้นสูงสุดแล้ว รู้ดีว่าพิษแต่ละชนิดต้องการยาแก้พิษที่ต่างกัน บนโลกใบนี้ไม่มีคำว่าหนึ่งเดียว สรรพสิ่งทำให้เกิดและทำให้ดับ ฉะนั้นสิ่งต่างๆ เชื่อมโยงถึงกัน

            ยาแก้พิษของผงคร่าวิญญาณยังมีอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า ผงเสวียนหมิงกำเนิดใหม่!

            บนดินแดนอวิ๋นซวีก่อนหน้านี้ ผงเสวียนหมิงกำเนิดใหม่คือยาแก้พิษของโอสถเสวียนหมิงสารพัดพิษ ทว่าโอสถที่สามารถยับยั้งพิษร้ายแรงได้ ย่อมสามารถแก้พิษของผงคร่าวิญญาณได้

            ทว่าสมุนไพรในการปรุงผงเสวียนหมิงกำเนิดใหม่มีความยากลำบากอยู่บ้าง เพราะต้องใช้โสมเลือดพันปีหนึ่งต้น โสมหิมะพันปีหนึ่งต้น ทั้งสองสิ่งนี้ ชนิดหนึ่งเติบโตในพื้นที่ร้อนสุดขีด อีกชนิดหนึ่งอยู่ในพื้นที่ร้อนสุดขั้ว นอกจากนี้ยังต้องใช้หญ้าม๋อเหยียนหนึ่งต้นและสมุนไพรอีกเกือบสิบชนิด

            ส่วนหนึ่งในนั้นเป็นสมุนไพรที่หาได้ทั่วไป ซึ่งเยี่ยเฟิงมีอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่โสมเลือดพันปีกับโสมหิมะพันปีมีน้อยและหาได้ยากมาก อีกอย่างหญ้าม๋อเหยียนก็หายากเช่นกัน

            สมุนไพรทั้งสามชนิดนี้เป็นสมุนไพรตัวสำคัญในการปรุงผลเสวียนหมิงกำเนิดใหม่ เยี่ยเฟิงเองก็ไม่รู้ว่าในเมืองอวิ๋นอู่สามารถหาซื้อได้หรือไม่ ตอนนี้จึงทำได้เพียงลองเสี่ยงดู

            เขาทำได้เพียงใช้โอสถเสวียจูคอยควบคุมพิษที่อยู่ในร่างของหญิงสาว การรักษาอาการบาดเจ็บไม่ยาก สิ่งที่ยากที่สุดคือยาแก้พิษ

            เยี่ยเฟิงเขียนสมุนไพรต่างๆ ลงบนกระดาษ จากนั้นมอบให้ชุนฮวากับชิวเยว่ลองไปดูตามร้านขายยาในเมืองอวิ๋นอู่ ต่อมาสั่งให้องครักษ์คนหนึ่งไปเชิญหลี่เสี้ยวมา เนื่องจากตระกูลหลี่มีกิจการหนึ่งอยู่ในเมืองอวิ๋นอู่ พวกเขาจึงไปมาหาสู่พวกพ่อค้าบ่อยครั้ง เขาอยากให้หลี่เสี้ยวช่วยเขาหาโสมหิมะพันปีกับโสมเลือดพันปีและหญ้าม๋อเหยียน

            เมื่อผู้เฒ่าเห็นรายชื่อสมุนไพรบนกระดาษของเยี่ยเฟิงก็ชะงักไป ยังไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่โสมเลือดพันปีกับโสมหิมะพันปีก็ทำให้เขาตกตะลึงแล้ว สถานที่ทุรกันดารอย่างฝั่งตะวันออกของเมืองจะมีของพวกนี้ได้อย่างไร เกรงว่าหลายร้อยปีก็คงไม่เคยปรากฏสักครั้ง

            หลังจากชุนฮวาและชิวเยว่จากไป ผู้เฒ่ารีบเอ่ยปากถามเยี่ยเฟิง

            “อย่างอื่นไม่ใช่เรื่องยาก แต่โสมหิมะพันปีกับโสมเลือดพันปีจะไปหาจากที่ใด?”

            หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างผู้เฒ่าตะลึงไปตามๆ กัน ต่อให้เป็นคลังสมบัติของพวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งเหล่านี้หรือไม่ พวกที่อายุหลายร้อยปียังมีให้เห็นบ้าง แต่ถึงขนาดพันปีเช่นนี้... เกรงว่าจะยาก

            เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว

            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะหาได้หรือไม่ แต่ต่อให้หายากเพียงใดก็คงง่ายกว่าหัวใจของสัตว์อสูรระดับหกมิใช่หรือ!”

            สีหน้าของผู้เฒ่าย่ำแย่ เขาหันมองหญิงสาวโดยไม่รู้ตัวพลางขมวดคิ้ว

            “นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คุณหนูของข้าจะฝืนทนได้ถึงเมื่อใด?”

            เยี่ยเฟิงหันมองหญิงสาวแวบหนึ่ง “พวกเจ้าก็รู้จักพิษของผงคร่าวิญญาณดี ด้วยพลังยุทธ์ของนางคงต้องตายภายในสามชั่วยามแรกแล้ว แต่ตอนนี้นางก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือ!”

            เมื่อผู้เฒ่าได้ยิน สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาโล่งอก หากเยี่ยเฟิงพูดเช่นนี้แสดงว่าเขามีวิธีควบคุมพิษไม่ให้กำเริบอีก

            เยี่ยเฟิงเอ่ยปาก “พวกเจ้าพักอยู่ที่เรือนหลังเล็กไม่ได้ ข้าจะสั่งให้คนไปทำความสะอาดห้องรับรองนอกเรือนหลังเล็กสองห้อง พวกเจ้าไปพักที่นั่น!”

            ชายหนุ่มที่อดกลั้นความโกรธมานาน เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ

            “ความหมายของเจ้าคือจะให้คุณหนูพักอยู่ด้วยกันกับเจ้าที่เรือนหลังเล็กหรือ?”

            เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะ

            “หากเจ้าสามารถควบคุมพิษกับอาการบาดเจ็บของนางได้ ข้าก็ไม่ถือสาหากนางจะย้ายออกไป”

            ผู้เฒ่าลำบากใจเล็กน้อย “ข้าเห็นว่าภายในเรือนหลังเล็กยังมีห้องรับรองอยู่ พวกข้าพักที่นั่นไม่ได้หรือ?”

            หญิงสาวมีฐานะสูงส่ง ไม่เคยใกล้ชิดกับชายแปลกหน้ามากถึงเพียงนี้ ตอนนี้เมื่อได้ยินเยี่ยเฟิงพูดเช่นนี้ ทำให้ผู้เฒ่าไม่ค่อยวางใจ

            เยี่ยเฟิงส่ายหน้าตอบอย่างเด็ดขาด

            “ไม่ได้”

            “เพราะเหตุใด?”

            “เพราะข้าไม่ชอบชายชาตรี”

            ผู้เฒ่า  “...”

            ชายหนุ่ม  “...”

            หญิงสาว “...”

            ให้ตายสิ นี่มันข้ออ้างอะไรกัน นี่มันเอาแต่ใจชัดๆ ดูท่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะมองไม่ผิด คุณชายตระกูลเยี่ยเป็นพวกเสเพลจริงๆ  แต่คำพูดนี้ของเยี่ยเฟิงกลับได้ผลชะงัด ผู้เฒ่ากับชายหนุ่มจนปัญญาจริงๆ พวกเขาแปลงร่างเป็นหญิงสาวไม่ได้

            หญิงสาวมองเยี่ยเฟิงสักพัก แล้วหันไปบอกชายหนุ่มกับผู้เฒ่า

            “ไม่เป็นไร พวกเจ้าออกไปเถอะ”

            “คุณหนู นี่ไม่เหมาะสม...” ชายหนุ่มหันมองเยี่ยเฟิงด้วยสีหน้าโกรธเคือง

            เยี่ยเฟิงกลับไม่สนใจเขา แล้วไปนั่งพักผ่อนอยู่เงียบๆ

            ผู้เฒ่าถอนหายใจ จากนั้นได้แต่ลากตัวชายหนุ่มออกไปข้างนอก ตอนนี้พวกเขายังต้องพึ่งพิงเยี่ยเฟิง จึงทำอะไรไม่ได้ เยี่ยเฟิงไม่เอาทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง สถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขาล่วงเกินเยี่ยเฟิงไม่ได้จริงๆ

            ผ่านไปไม่นานเท่าใด หลี่เสี้ยวรีบมาที่เรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิง เยี่ยเฟิงสั่งการกับเขาตามจริง หลี่เสี้ยวจึงรีบออกไป เพราะเรื่องเร่งด่วนเช่นนี้ รอช้าไม่ได้

            ความจริงเยี่ยเฟิงไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนัก เพราะผงคร่าวิญญาณไม่ใช่ยาพิษทั่วไป โอสถทั่วไปไม่อาจถอนพิษไปจนถึงรากลึกได้ อีกอย่างโสมเลือดพันปีกับโสมหิมะพันปีไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายๆ

            ในยามค่ำ เยี่ยอู๋เซิงขมวดคิ้วเดินมาจนถึงเรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิง ตอนนี้ความใจกล้าของเยี่ยเฟิงมีมากขึ้นทุกวัน ถึงกับกล้าให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลเยี่ยโดยไม่บอกกล่าว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชายหนุ่มกับผู้เฒ่าดูไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป

            เมื่อเข้าไปในห้อง เยี่ยอู๋เซิงเงยหน้ามองหญิงสาวที่อยู่บนเตียงเยี่ยเฟิง ทำให้เขาชะงักในทันใด ชั่วขณะนั้นเขาไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น

            เยี่ยเฟิงที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องรับรองด้านข้างพอดีถูกเยี่ยอู๋เซิงจับตัวเขาเข้าไปในห้อง พร้อมตำหนิ

            “เจ้าหลานสารเลว รีบอธิบายมาเดี๋ยวนี้ นี่มันเรื่องอะไรกัน แม่นางที่อยู่บนเตียงของเจ้าคือผู้ใด ยังมีอีกสองคนที่ห้องรับรองนอกเรือนนั่นอีก อีกไม่นานก็จะถึงพิธีเสกสมรสของเจ้ากับองค์หญิงแล้ว หากเจ้าไม่อธิบายให้ชัดเจน ข้าจะถลกหนังเจ้าออกมาเสีย!”

            “ท่านปู่ เรื่องไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด แม่นางผู้นั้นลงจากเตียงไม่ไหวจริงๆ เพราะฉะนั้นถึงได้...” เยี่ยเฟิงข่มใจอธิบาย

            ใครจะรู้ว่าเยี่ยอู๋เซิงจะโกรธทันที พร้อมกับดึงหูของเยี่ยเฟิงเอาไว้ 

            “ลงจากเตียงไม่ไหวหรือ? เจ้าสารเลว ถึงขนาดลงจากเตียงไม่ไหว เจ้ายังกล้าบอกว่าเจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดหรือ มิน่าล่ะข้ารอเจ้าอยู่หน้าประตูใหญ่หลายชั่วยามถึงได้ไม่เห็นแม้แต่เงา ที่แท้เจ้าทำเรื่องอย่างว่าอยู่นี่เอง ข้า...”

            เยี่ยเฟิงอยากจะร้องไห้ออกมา ท่านปู่ผู้นี้ใจร้อนเกินไป ทุกครั้งไม่เคยฟังจนเขาพูดจบเลย สุดท้ายเขาต้องพูดหว่านล้อมอยู่นาน เพื่อให้เยี่ยอู๋เซิงไปที่ห้องรับแขก เรือนหลังเล็กถึงได้สงบลง

            หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา นางทั้งอายทั้งโกรธอย่างมาก หลานปู่ตระกูลเยี่ยคู่นี้เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก ท่านปู่ของเยี่ยเฟิงก็ดูเหมือนไม่ค่อยปกติสักเท่าใด เพียงเห็นหญิงสาวนอนอยู่บนเตียงก็คิดไปในทางมิชอบเสียแล้ว

            หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เยี่ยเฟิงออกมาจากห้องรับแขกในสภาพมอมแมม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยละอองน้ำลาย เขาบอกเพียงว่าเจอหญิงสาวกำลังบาดเจ็บ จึงได้ช่วยเหลือนางเอาไว้

            โชคดีที่เยี่ยอู๋เซิงชื่นชมเรื่องที่เยี่ยเฟิงรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เช่นนั้นหากไม่พูดความจริงออกไปเกรงว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ

            เยี่ยเฟิงเช็ดหน้าระหว่างทางกลับเรือนหลังเล็ก เขารู้สึกอึดอัดในใจ

            หลังจากเข้าไปในห้อง เยี่ยเฟิงนั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่อีกด้าน เขาไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว หญิงลึกลับที่นอนอยู่บนเตียง เห็นเยี่ยเฟิงทำหน้าครุ่นคิดในขณะนี้ นางกลับรู้สึกไม่ได้เกลียดชังเขามากนัก

            “ตำรับยาของเจ้าสามารถขจัดพิษในร่างข้าได้จริงหรือ?”

            พิษในร่างของนางถูกควบคุมเอาไว้ ทำให้อาการบาดเจ็บค่อยๆ ดีขึ้น หญิงสาวเองก็ฟื้นตัวได้เยอะ นางจึงเอ่ยถามเยี่ยเฟิง

            เยี่ยเฟิงไม่ตอบ ยังคงนั่งเงียบอยู่ที่เดิม

            “ต่อให้ตำรับยาแก้พิษได้จริง แต่โสมเลือดพันปีกับโสมหิมะพันปีหาได้ยากยิ่ง หากสามารถหาได้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ยิ่งต้องหาถึงสองชนิด...” หญิงสาวพูดต่อ จากนั้นถอนหายใจยาว ในใจนางคิดว่าตัวเองคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่นางเหมือนปลงเสียแล้ว

            “เจ้านี่ช่างน่ารำคาญ พูดให้น้อยลงได้หรือไม่?” เยี่ยเฟิงเงยหน้า เอ่ยด้วยความรำคาญ

            “เจ้า... ข้า...” หญิงสาวโกรธเคืองอยู่ในใจ เหมือนนางอยากจะพูดกับเขาอย่างนั้นแหละ

            “เจ้าบอกมาตามตรง ข้ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วัน?” หญิงสาวอดกลั้นความโกรธแล้วถามออกไป

            เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วพร้อมหันมองหญิงสาว

            “หรือเจ้าไม่รู้ว่าเจ้าควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว?”

            “...” หญิงสาวสะอึก ไม่รู้จะตอบเช่นไรดี ในใจของนางโกรธมากกว่าเดิม ตอนนี้คุณหนูอย่างนางไม่รังเกียจเขาแล้ว ซ้ำยังเป็นฝ่ายพูดกับเขา แต่เขากลับไม่พอใจ ช่วยพูดให้นางเข้าใจหน่อยได้หรือไม่? ช่วยพูดกันดีๆ ไม่ได้หรือ?

            เยี่ยเฟิงนิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่นาน จากนั้นถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองหญิงสาว เขาถามอย่างสงสัย

            “เจ้าชื่ออะไร? แล้วพวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”

            หญิงสาวโกรธที่เยี่ยเฟิงพูดจาไม่ดีก่อนหน้านี้ จึงได้ปิดปากเงียบ ตอนนี้นางจึงไม่ยอมปริปากบอก

            “โมโหร้ายเสียด้วย” เมื่อเห็นหญิงสาวไม่ตอบ เยี่ยเฟิงเองก็ไม่ได้ตอแยนาง เขาครุ่นคิดอยู่สักครู่ จากนั้นนอนลงแล้วเริ่มวาดค่ายกลอีกครั้ง

            หญิงสาวได้แต่นึกสงสัย ไม่รู้ว่าเยี่ยเฟิงกำลังทำสิ่งใดอยู่ ทว่าลวดลายที่เยี่ยเฟิงกำลังวาดดูเหมือนไม่ธรรมดา แม้แต่สายตาอย่างนางยังดูไม่ออกว่าคือสิ่งใด นางรู้สึกว่าลวดลายเหล่านั้นต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่

            หลังจากผ่านไปสองชั่วยามเต็ม เยี่ยเฟิงจึงได้ลุกขึ้น จากนั้นเขายกมือขึ้นแล้วส่งพลังลมปราณออกไป เพื่อทำให้เส้นสุดท้ายของลวดลายสมบูรณ์ ต่อมาร่างของเขาหายวับไปกับตา

            “เจ้า...” หญิงสาวตกใจ นางอดไม่ได้ที่จะกะพริบตาแรงๆ นี่มันอะไรกัน? แล้วนั่นมันคือสิ่งใดกันแน่ ทำไมนางไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน

            ผ่านไปสักครู่เยี่ยเฟิงถึงได้ปรากฏตัวขึ้น เขาขมวดคิ้ว จากนั้นกลับมาวาดต่อ

            “นี่คือสิ่งใดหรือ?” เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวลนลานเล็กน้อย นางนั้นสูงส่งเพียงใด แต่กลับไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อน แม้ขณะกำลังถาม เสียงนางก็สั่นเครือไปด้วย

            เยี่ยเฟิงหันมองหญิงสาว แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน จากนั้นก้มหน้าวาดต่อไป สิ่งสำคัญคือเขาอยากรู้ว่าสามารถรวมค่ายกลไร้ร่องรอยหลายๆ อันเข้าด้วยกันได้หรือไม่ หากทำได้ จะทำให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงความกังวลที่จะเกิดขึ้นได้มากมาย

            “หึ...” หญิงสาวทำเสียงฮึดฮัด นางหันไปอีกด้าน ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่กำลังโกรธ