The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

บทที่ ๑๗๘ ห้วงเวลาไร้เทียมทาน

        ขณะที่องค์รามกำลังหลุดออกมาจากวงล้อมของพวกยักษ์เดิมทีนิลพัทก็กำลังจะพุ่งเข้าไปรับตัวพระองค์เพื่อพาหนีทว่าพอเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีจอมเกาทัณฑ์คนหนึ่งโผล่มาขวาง เขาก็ทราบว่าความคิดนี้ไม่อาจทำได้อีกแล้ว

        หอบหิ้วพระองค์หลบหนีแปลว่าเขาไม่อาจใช้ความเร็วระดับสุดขีดได้ ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามช่วงชิงโอกาสหรือหากฝืนเร่งความเร็ว ก็ไม่แน่ว่าอาจทำให้องค์รามที่บาดเจ็บอาการทรุดหนักกว่าเดิม

        ซ้ำแล้วฝ่ายตรงข้ามก็รวมกำลังจนเป็นกลุ่มก้อนแล้วหากยอดขุนพลอย่างเขาถอนตัวไป อาจส่งผลให้ขวัญกำลังใจลดต่ำจากนั้นอาจทำให้พ่ายศึกก่อนเวลาอันควร เป็นผลให้อีกฝ่ายแบ่งคนออกมาตามล่าเขาได้โดยสะดวกจึงต้องประคองสถานการณ์ต่อไป

        ทว่าโรมรันกันอีกครู่ใหญ่ ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มจัดกำลังพลใหม่นิลพัทเห็นแล้วว่าพวกมันเริ่มแบ่งจากหนึ่งเป็นสองทัพย่อยที่คะเนแล้วว่าน่าจะมีถึงห้าร้อยนายก็ฉีกตัวออกมาจากด้านขวาของพวกมันจากนั้นเล็งเฉียงๆ เพื่อหมายจะเจาะการป้องกันของเขาเข้ามาจึงรีบปรับกระบวนเพื่อโจมตี ให้นายกองคนหนึ่งรับหน้าที่แบ่งกำลังสี่ร้อยออกไปออกคำสั่งให้ใช้รุกแทนรับ เพื่อไม่ให้ฝั่งตรงข้ามเจาะเข้ามาได้

        ส่วนตนเองก็รับศึกกับนวนันท์ต่อ

        ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา เสียงดังสนั่นจนธรณีไหวก็ลั่นขึ้นทันทีที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันเกราะเวทสีขาวที่คลุมทัพย่อยของนิลพัทปริแตกจนไม่เหลือชิ้นดี และวินาทีนั้น นิลพัทก็ต้องเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจเหตุเพราะตนเหลือบไปเห็นว่าทัพย่อยทั้งสี่ร้อยนั้น ไม่อาจต้านทานการบุกครั้งนี้ได้จริงๆ

        ทหารวานรในแนวหน้าทั้งหมดเสมือนเจอคลื่นสึนามิถูกม้วนทับเข้าไปโดยไม่อาจสกัดขัดขวาง แนวรับด้านหน้าพังทลายเหมือนโดมิโนถูกคลื่นทหารกดดันจนต้องถอยร่นอย่างหยุดไม่อยู่ เจ็บตายกันดุจใบไม้ร่วง

        ทัพฝ่ายวานรถูกเจาะทะลวงจนเป็นรูใหญ่ส่งผลให้ฝ่ายยักษ์กรูกันเข้าไปเพื่อซ้ำเติม แต่ละนายรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสทองจึงโจมตีใส่แบบไม่ยั้ง หวดอาวุธและยิงเวทมนตร์จนอีกฝ่ายล้มตายบดอัดเข้าไปอย่างบ้าคลั่งตามคำสั่งของนายกองวิฬาร์ คำสาป มนตร์ดำเวทเสริมพลังปูพรมจนแน่นเอี๊ยด

        คราวนี้ทัพมนุษย์เริ่มเพลี่ยงพล้ำแล้ว แต่นิลพัทเองก็ไม่สามารถละทิ้งจุดบัญชาการหลังนี้ไปได้จึงทำได้เพียงมองดูแนวรับของตัวเองค่อยๆ พังทลายด้วยแววตาเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าขอเวลาอีกหน่อยชัยชนะย่อมจะตกอยู่ในมือฝ่ายยักษ์ คราวนี้องค์รามก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้อีก

        มันจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของนิลพัท

        ทุกสิ่งเหมือนกำลังถูกนับถอยหลังลงทีละวินาที วินาที

        ทว่าภายใต้กาลเวลาที่ขยับไป ณส่วนหนึ่งในสนามรับรู้ของวิฬาร์ วงเวทเล็กจิ๋วที่เขาตั้งค่าเอาไว้พลันร้องเตือนว่ามีการบุกมาจากปีกขวา

        เขาที่อยู่ใจกลางวงเวทไม่ได้มีสี่หูแปดตาว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าจากประสบการณ์ที่ร่ำเรียนมาบอกแล้วว่าเขาต้องเชื่อใจวงเวทตัวเองจึงส่งคำสั่งออกไปยังกองย่อยเพื่อปรับกระบวนทัพให้รับมือส่งผลให้การบุกทะลวงต้องชะลอตัวลง

        และไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงครืนก็สนั่นขึ้นพร้อมกับคลื่นสั่นสะเทือนที่กระแทกเข้าใส่เกราะตะวันตรงปีกขวาส่งผลให้มันกะพริบแสงถี่รัว ทว่าอย่างน้อยก็ยังไม่ถึงกับแตกสลาย นับว่าโปรแกรมเวทมนตร์ที่เขาตั้งค่าเอาไว้ทำงานได้ดีเลยทีเดียว

        ‘ใครกัน’

        “ผู้เล่นวิฬาร์ พบ องคต เลเวล 215”

        ผู้นำทัพที่เพิ่งโผล่มาสมทบนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือองคตบุตรชายแห่งพาลี หนึ่งในยอดขุนพลวานรนั่นเอง

        หากอิงตามตำนานจากวรรณกรรมคนผู้นี้นับว่าเป็นหนึ่งในยอดกุนซือ เรื่องปะฉะดะอาจจะย่อหย่อนกว่าหนุมานทว่าเรื่องความคิดความอ่าน นับว่าเป็นศัตรูที่น่ากลัว

        พญาวานรกายเขียวคุมกระบวนเวทโจมตีอยู่ในแนวหลังอย่างใจเย็นทว่าพอสองทัพเข้าปะทะกัน องคตก็ต้องประหลาดใจไม่น้อยเมื่อพบว่าการบุกแบบสายฟ้าแลบของตนไม่เป็นผลเพราะแนวรับของพวกนั้นยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เพียงแค่เอียงเซหรือบาดเจ็บเท่านั้น

        ‘ใครคุมกระบวนทัพฝั่งนั้นกันแน่’ เจ้าตัวหันขวับไปหาตัวการ

        ภายใต้ฝุ่นคละคลุ้งของสนามรบ เขากลับประสานสายตาไปพบกับยักษ์กายเขียวร่างเล็กผู้หนึ่งซึ่งเป็นหัวใจหลักอยู่กลางค่ายกลของฝ่ายนั้น ดวงตาของมันทอแววหงุดหงิดเมื่อพบว่าตนไปขัดขวางการเจาะทำลายทัพวานรเข้า

        องคตที่เห็นเช่นนั้นจึงหรี่ตามองอย่างพิจารณา

        นั่นขุนศึกคนใหม่หรือเหตุใดจึงไม่เห็นหน้าค่าตามาก่อน

        แต่ไม่ว่าฝั่งตรงข้ามจะเป็นขุนศึกคนใหม่หรือคนเก่าองคตก็ไม่สนใจอยู่ดีเจ้าตัวที่เห็นว่าฝั่งตรงข้ามมีฝีมือถึงเพียงนี้จึงเริ่มสั่งการลงไปเพิ่มหาทางรุกไล่เพื่อชิงความได้เปรียบอย่างต่อเนื่อง

        วิฬาร์ที่เห็นองคตเติมเข้ามาจากทางขวาหัวเสียไม่ใช่น้อยจริงๆเพราะการบุกของมัน จึงทำให้แผนการของเขาเป็นหมัน เจ้าตัวจึงได้แต่ปรับกระบวนทัพเพิ่มเติมอีกเพื่อลดความเสียหายวงดาราเวทและสุคติเวทฉายซ้ำลงไปจุดนั้นเพื่อซ่อมแซมและบำรุงกำลังพลเติมเลือดและฟื้นกำลังให้ยังสู้ต่อได้

        ส่วนนิลพัทที่เห็นทัพของตนตะกายข้ามประตูนรกกลับมาได้ก็ถอนลมหายใจอย่างโล่งอกจากนั้นทั้งสองพญาวานรก็ร่วมมือกันคุมทัพคนละปีก นิลพัทรับมือนวนันท์ ส่วนองคตนั้นรับมือวิฬาร์จึงพอยันกันได้

        ส่วนนวนันท์ ผู้ซึ่งคุมกระบวนอยู่อีกฟาก เดิมทีเมื่อเห็นว่านายกองวิฬาร์กำลังจะเจาะเข้าไปได้ก็เตรียมจะพุ่งเข้าไปเติมทว่าเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามมียอดขุนพลมาเสริมทัพเจ้าตัวก็รู้ว่านี่เป็นคราวเคราะห์ของพวกเขาบ้างแล้ว เจ้าตัวจึงปรับแผนตามเพื่อช่วยดึงศัตรูเข้ามาฝั่งตัวเอง

        ทั้งสองฝ่ายล้วนมีขุนพลชาญศึกนั่งแท่นบัญชาการทำให้การรบตกอยู่ในสภาวะชะงักงันอีกครั้ง

        องคตที่เห็นเช่นนี้ก็เริ่มคิดว่าคงไม่ได้การนักเพราะพวกเขาต้องชิงความได้เปรียบมาให้ได้มากที่สุดเพื่อหาโอกาสพาองค์รามหนีไป ตัวนิลพัทเองแม้ชำนาญด้านกลยุทธ์ทว่าตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดของมันคือหัวหมู่ทะลวงฟันเพื่อเจาะทำลายการป้องกันศัตรูการให้มันนั่งแท่นบัญชาการอยู่แนวหลังจึงเป็นการใช้คนผิดที่อย่างยิ่ง

        องคตที่ทราบดีจึงเริ่มพาทัพย่อยของตนเข้าไปรวมกลุ่มกับนิลพัทแล้วรับหน้าที่บัญชาการหลักมาไว้เอง จากนั้นก็ออกคำสั่งให้นิลพัทไปทำหน้าที่บุกโจมตีสายฟ้าแลบใส่เจ้ายักษ์ตัวจ้อยนั่นเพื่อชิงความได้เปรียบมา

        “ข้าแจ้งข่าวให้หนุมานเร่งตามมาแล้วเจ้ารีบนำกำลังไปโจมตีที่ปีกซ้าย จากนั้นเมื่ออยู่ตัวก็จงรีบพาองค์รามหนีไปโดยเร็ว” องคตสั่ง

        พอสิ้นประโยค พญาวานรกายสีหมึกก็รีบสลับไปนำทัพเพื่อมุ่งโจมตีวิฬาร์แทนทันที

        เมื่อมีนิลพัทสลับมาเป็นหัวหอกพลลิงทั้งหลายก็คึกคักขึ้นอีกอักโข เพราะสำหรับพวกเขา นิลพัทคือขุนพลไร้พ่ายผู้ที่จะนำพาพวกเขาผ่านทุกศึก ทุกสมรภูมิอย่างไม่กลัวเกรงแต่ละนายจึงคล้ายได้รับสารกระตุ้น พลังโจมตีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน ส่งผลให้การโจมตีของพวกมันดุดันกว่าที่เคยจึงกดดันจนทำให้วิฬาร์ต้องถอยร่นไปทีละน้อย

        เจ้าของฉายาอนันตกาลเองก็จนใจเหตุเพราะทัพย่อยของเขามีจำนวนเพียงห้าร้อย ซ้ำแล้วเลเวลก็ยังต่ำกว่าในขณะที่ฝั่งนั้นยกมาเกือบแปดร้อย จึงตั้งรับอย่างหืดจับทำได้เพียงป้องกันเป็นหลัก แม้จะใช้รูปแบบกลยุทธ์เวทดังที่ร่ำเรียนมาก็ช่วยได้เพียงผ่อนจากหนักเป็นเบา

        จนเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่ทราบที่พวกเขาถูกดันถอยหลังกลับมาวิฬาร์ก็พบว่าพวกเขาถึงกับถอยออกมายังตำแหน่งแรก จุดก่อนที่จะเจาะทะลวงการป้องกันของนิลพัทเข้าไปเสียอีก

        แต่ถึงเช่นนั้น วิฬาร์ก็ยังไม่ยอมแพ้ ค่อยๆเปลี่ยนวิธีโจมตีเพื่อหาทางทะลวงทหารของนิลพัทเข้าไปพัวพันไว้ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้หยุดพัก สรรหาวิธีสุดประหลาดเพื่อชิงความได้เปรียบคืนมา

        ส่วนอีกด้านนั้น เมื่อเห็นว่าแนวรับเริ่มอยู่ตัว นิลพัทก็ทำตามคำสั่งแต่แรกที่องคตบอกไว้คือรีบพาองค์รามหนีไป เจ้าตัวจึงส่งไม้ต่อให้กับนายกองที่ไว้ใจได้คนหนึ่ง แล้วก็พาองครักษ์สิบนายมุ่งตรงไปหาองค์รามทันที

        เจ้าตัวตะลุยฝ่าทัพตัวเองเพียงครู่เดียวก็โผล่มาถึงแนวหลังบริเวณที่องค์รามกำลังประชันเกาทัณฑ์กับยอดฝีมือลึกลับนั่นอยู่

        บัดนี้รามเปลี่ยนมาสวมชุดเกราะและใช้อาวุธที่ทัพของเขานำมาถวายให้เฉพาะกิจแล้วพลังโจมตีและป้องกันจึงสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง บวกกับมีกองหนุนข้างกายอีกสี่ห้านายกริมม์จึงเป็นฝ่ายที่ถูกกดดันแทน

        ทว่าองค์ราม เมื่อทราบว่าองคตมาคุมทัพซ้ำแล้วยังคุกคามจนพวกยักษ์ต้องถอยร่น รวมถึงหนุมานกำลังจะตามมาหนุน เขากลับเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

        “ยักษ์เขียวร่างเล็กนั่น มันตายหรือยัง?”

        ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด รามกลับรู้สึกว่าอนาคตต่อจากนี้เจ้าหมอนั่นต้องเติบโตไปเป็นศัตรูที่ร้ายกาจเป็นแน่

        “ยังพ่ะย่ะค่ะ องคตและนายกองอีกคนกำลังรับมือพวกมันอยู่”นิลพัททูลตอบอย่างกระชับ

        เมื่อรู้ว่าวิฬาร์ยังไม่ตายรามก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และหลังจากโต้ศรไปอีกสองดอก ก็ออกคำสั่งแก่นิลพัท

        “ประเดี๋ยวหนุมานก็มาแล้ว ทัพเรากำลังมีเปรียบฆ่ามันให้ได้ มิฉะนั้นคงจะเป็นเสี้ยนหนามเราในอนาคต”

        หากทั้งสองยังอยู่ต่อ บวกกับมีหนุมานมาสมทบรามเชื่อว่าจะต้องเอาชนะพวกยักษ์ได้แน่

        แต่ถ้าเกิดพวกเขาถอยเสียตอนนี้องคตจะต้องรับศึกหนักในช่วงเวลาที่รอหนุมานตามมา ไม่แน่ว่าอาจเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ได้ดังนั้นรามจึงคิดว่าควรใช้โอกาสนี้ในการบ่อนทำลายต้นกล้าหน้าใหม่ของพวกยักษ์ให้จงได้

        “พ่ะย่ะค่ะ”

        นิลพัทเอง พอได้รับคำสั่งเช่นนี้ก็เห็นดีด้วยเขาเองก็รับรู้ถึงแรงกดดันจากกระบวนทัพของเจ้านั่นได้ขนาดมีทหารแค่ห้าร้อยอยู่ในมือ เมื่อครู่ยังทำเอาเขาเสียผู้เสียคนได้หากอนาคตมันเติบใหญ่จนมีทัพสักห้าหมื่นหนึ่งแสน มิตีชิงเมืองจากพวกเขาไปได้หรือตัดไฟเสียแต่ต้นลมตอนนี้นับว่าเป็นการดี

        เจ้าตัวจึงเร่งวกกลับมาคุมทัพสู้กับวิฬาร์ต่อ พร้อมนำความคิดนี้ฝากพลสื่อสารไปบอกองคต

        เมื่อครู่ที่นิลพัทถอนตัวไปหาองค์ราม สถานการณ์ที่อยู่ตัวก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเพราะทัพปีกซ้ายที่รับมือวิฬาร์ถูกกดดันกลับมาหลายก้าว องคตจึงต้องแบ่งสมาธิไปดูแลเพื่อประคองสถานการณ์นั่นจึงทำให้เขาพบว่าเจ้ายักษ์นั่นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

        คราวนี้พอนิลพัทกลับมาแจ้งข่าวว่าองค์รามมีรับสั่งให้กำจัดเจ้ายักษ์ตัวจ้อยนั่นให้ได้เขาเองแม้ในใจจะยังเอียงไปทางอยากให้พระองค์รีบหนีไปทว่าอีกใจหนึ่งก็เกิดความประหวั่นว่าตนอาจรับมือพวกมันไม่ไหวจริงๆ จึงเห็นควรด้วย เขาจึงเริ่มปรับกระบวนทัพเพิ่มเล่นเกมยื้อเวลาเพื่อรอหนุมานมาสมทบ จากนั้นทั้งหมดก็จะรีบปิดศึก ฆ่ามันตามรับสั่งขององค์ราม

        เป็นการถูกต้องแล้วที่รามมีใจคิดจะกำจัดวิฬาร์เสียตั้งแต่ตอนนี้ ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าในขณะที่หนุมานกำลังตามมาสมทบเขากลับถูกคนผู้หนึ่งสกัดขัดขวางเอาไว้

         

        ....................

         

        แม้จันทร์แรมเคลื่อนคล้อยและสายลมในป่าพัดพาไอเย็นฉ่ำมากระทบกายไม่หยุด หนุมาน วานรกายเผือกผู้กำลังนำทัพพุ่งตรงไปยังทิศหนึ่งด้วยความเร็วสูงกลับไม่สนใจจะเชยชมเหตุเพราะเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เขาได้รับข่าวจากวิหคสื่อสารว่า ทัพของนิลพัทและองคตกำลังปะทะเดือดกับเผ่ายักษ์เพื่อช่วยองค์รามกลับมาเจ้าตัวที่ยกขบวนแบ่งไปเส้นทางอื่นจึงรีบบึ่งมาสมทบเพื่อช่วยเหลือ

        ทว่าหลังจากเคลื่อนขบวนไปได้อีกไม่กี่อึดใจเบื้องหน้าเขากลับมีกองทหารกลุ่มหนึ่งขวางทางเอาไว้เจ้าตัวจึงต้องหยุดกายลงแล้วเอ่ยวาจาข่มขู่ เพราะหากเจ้านั่นรู้ว่าตนเป็นใครอาจหวาดกลัวจนขวัญกำลังใจลดต่ำ เป็นเหตุให้เขาสามารถฝ่าไปได้โดยลงแรงเพียงครึ่งเดียวหรือดีกว่านั้น คือปล่อยพวกเขาผ่านไปเลย

        “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้ากำลังขวางทางหนุมานผู้นี้จงหลีกทางเสียเถิด แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าเป็นการตอบแทน” เขาเอ่ยเสียงต่ำ

        และเบื้องหน้าหนุมานนั้นบัดนี้มีร่างเล็กของเจ้าหนูเผ่ายักษ์คนหนึ่งยืนขวางอยู่ ทว่าความจริงแล้วภายใต้ร่างที่ระบบฉายให้หนุมานเห็นคือเจ้าของเรือนร่างอรชรที่สวมชุดเกราะเนื้อดีเอาไว้ และเบื้องหลังเธอในแนวป่าก็มีทัพยักษ์และผู้เล่นอีกกว่าห้าร้อยคนตั้งขบวนไว้รอท่าตามคำสั่งเธอแล้ว

        ทว่าขณะหนุมานประกาศนาม เจ้าตัวกลับยืนนิ่งไม่ไหวติงปล่อยลมดึกพัดโชยจนเรือนผมงามปลิวไสว ดวงตาคมกริบสะท้อนเพียงแสงจันทร์เบาบาง ในขณะที่มือขวากุมด้ามหอกไว้มั่น

        “ผู้เล่นฑิฆัมพร พบ หนุมาน เลเวล 220”

        และเมื่อฟังคำขู่นั้นจบ สาวงามก็เผยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นหนึ่งส่วนบ่งบอกว่าตนเองเข้าใจชัดเจนว่าเจ้าของนามนี้นั้น เก่งกาจเพียงไร

        หนุมานงั้นหรือ

        จบศึกหอกโมกขศักดิ์ที่เธอสู้จนปางตายยังมาเจอกับหนุมาน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นยอดนักรบอีก

        ชีวิตเธอชักจะน่าตื่นเต้นเกินไปเสียแล้ว

        ศึกนี้อาจเป็นศึกที่ไร้หนทางชนะเช่นคราวก่อนทว่าหลังจากผ่านห้วงเวลาเป็นตายนั้นมาแล้ว เธอกลับเกิดความรู้สึกว่าครั้งนี้หากเธอทุ่มสุดตัวอีกผลลัพธ์อาจจะต่างออกไป

        พอสิ้นความคิด เจ้าตัวก็ตวัดมือซ้ายขึ้นมาประคองหอกไว้คู่กับมือขวาแล้วย่อตัวลงต่ำ จรดท่าพร้อมสำหรับโจมตี ดวงตาคู่งามส่องประกายวาบกล้ามเนื้อสมส่วนทั่วร่างคล้ายสื่อสารกันด้วยภาษาที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ

        จากสมองสู่เส้นประสาท จากสันหลังสู่สองแขนจากลมหายใจสู่ปอด ไม่นานสมาธิของเธอก็ขยับขึ้นถึงจุดสูงสุดพร้อมสำหรับการรบยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ

        ปัจเจกวิชาของฑิฆัมพรห้วงเวลาไร้เทียมทาน