หนึ่งชั่วยามผ่านไปพลังจิตวิญญาณของไป๋ชิงอวิ๋นก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เขาลืมตาขึ้นจากท่านั่งสมาธิและใช้มือที่ทำมุทราค้ำยันร่างกายของตัวเองให้ลุกขึ้น
ไป๋ชิงอวิ๋นหันมองดูวัตถุดิบที่ถูกจัดเตรียมไว้อีกครั้ง เมื่อตรวจสอบดูว่าไม่มีของชิ้นไหนตกหล่นหรือขาดหายไป เขาก็เรียกเพลิงอัสนีบาตสีม่วงออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้าง
เสียงของอสนีบาตทัณฑ์สวรรค์ส่งเสียงดังลั่นอยู่ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ
เพลิงอัสนีบาตสีม่วงที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่ใจกลางฝ่ามือของไป๋ชิงอวิ๋น มีความกดดันเช่นเดียวกันกับทัณฑ์สวรรค์ชำระล้างไม่มีผิดเพี้ยน จะแตกต่างกันไปก็แต่อานุภาพที่ไป๋ชิงอวิ๋นปลดปล่อยออกมา มันอ่อนด้อยกว่าบททดสอบทัณฑ์สวรรค์ที่แท้จริงอยู่หลายเท่า
ไป๋ชิงอวิ๋นกระตุ้นเพียงแค่อักขระสวรรค์สีม่วงเพียงเท่านั้น ด้วยระดับขั้นของการฝึกตนของเขาในตอนนี้ ไป๋ชิงอวิ๋นกระตุ้นอักขระสวรรค์สีม่วงได้ก็ถือว่าเต็มกลืนแล้ว การกระตุ้นอักขระสวรรค์สีม่วงหนึ่งครั้ง จำเป็นต้องใช้พลังจิตวิญญาณและพลังลมปราณอย่างมหาศาล ถึงจะสามารถสร้างเพลิงอัสนีบาตสีม่วงขึ้นมาได้
เตาหลอมโอสถอยู่เบื้องหน้า ไป๋ชิงอวิ๋นส่งเพลิงอัสนีบาตสีม่วงเข้าไปในเตาหลอมโอสถ โดยให้เพลิงอัสนีบาตสีม่วงไหลผ่านเข้าไปผ่านทางปากของมังกรที่อ้าอยู่ทั้งสอง เตาหลอมโอสถสามขามีหูเตาหลอมเป็นหัวของมังกรสองหัว ซึ่งเพลิงอัสนีบาตสีม่วงก็ถูกส่งเข้าไปผ่านช่องทางนี้
เพลิงอัสนีบาตสีม่วงลุกโชติช่วงอยู่ในเตาหลอมโอสถ ไป๋ชิงอวิ๋นพยายามควบคุมเพลิงอัสนีบาตสีม่วงอย่างเต็มกำลัง เพียงแต่เพลิงอัสนีบาตสีม่วงนี้เหมือนกับมีชีวิตมันพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกจากการควบคุมของไป๋ชิงอวิ๋นอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นไป๋ชิงอวิ๋นจึงต้องรวบรวมพลังสมาธิ พลังจิตวิญญาณ และพลังลมปราณที่มีทั้งหมดในร่างกายเพื่อมาควบคุมเพลิงอัสนีบาตสีม่วงนี้เพื่อให้มันมีความเสถียร
ไป๋ชิงอวิ๋นทุ่มสุดความสามารถกับการหลอมโอสถครั้งแรก เขาใช้เพลิงอัสนีบาตสีม่วงอุ่นเตาหลอมโอสถให้ร้อน เมื่อความร้อนถึงจุดที่กำหนดไป๋ชิงอวิ๋นจึงเริ่มหยิบวัตถุดิบชุดแรกลงไปในเตาหลอมโอสถ
วัตถุดิบสองชิ้นแรกที่ถูกหยิบลงไปก่อนก็คือ หญ้าหมอกน้ำค้างและหญ้าทะเลหมอกม่วง สมุนไพรทั้งสองถูกโยนเข้าไปในเตาหลอมโอสถ เมื่อหญ้าหมอกน้ำค้างและหญ้าทะเลหมอกม่วงสัมผัสกับความร้อนในเตาหลอมโอสถ หมอกสีขาวและหมอกสีม่วงก็แผ่กระจายออกมาจากสมุนไพรทั้งสอง
หมอกสีขาวเกิดจากหญ้าหมอกน้ำค้าง ส่วนหมอกสีม่วงเกิดจากหญ้าทะเลหมอกม่วง ลำต้นและใบถูกเพลิงอัสนีบาตสีม่วงในเตาหลอมโอสถเผาไหม้เป็นเท่าธุลี ในเตาหลอมโอสถเหลือเพียงหมอกสีขาวและหมอกสีม่วง หมอกทั้งสองสีแยกกลุ่มกันอยู่ หมอกสีขาวอยู่ส่วนหมอกสีขาวและหมอกสีม่วงก็อยู่ส่วนหมอกสีม่วง
ไป๋ชิงอวิ๋นโคจรเพลิงอัสนีบาตสีม่วงเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา ทำให้กลุ่มหมอกสีขาวและกลุ่มหมอกสีม่วงด้านในเตาหลอมโอสถเริ่มผสมผสานกัน ไป๋ชิงอวิ๋นโคจรเพลิงอัสนีบาตสีม่วงไปอย่างไม่รีบร้อน
เพราะในขั้นตอนนี้ไม่สามารถรีบร้อนได้ จำเป็นต้องมีสมาธิและต้องใจเย็นอย่างถึงที่สุด ถึงเขาจะตกผลึกในเคล็ดวิชาหลอมโอสถแต่นี่ก็ถือเป็นการลงมือทำจริงครั้งแรก เพราะฉะนั้นต้องไม่ประมาทในทุกๆขั้นตอน หากตอนนี้ใช้ไฟแรงมากเกินไปจะทำให้กลุ่มหมอกทั้งสองสลายกลายเป็นไอน้ำ จากนั้นสิ่งที่ทำมาก็จะสูญเปล่า
ไป๋ชิงอวิ๋นโคจรเพลิงอัสนีบาตสีม่วงไปอย่างช้าๆ ซึ่งหลักในการโคจรก็เหมือนกับการเคี่ยวซุป ยิ่งละเอียดและละเมียดละไมมากเท่าไหร่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งน่าพอใจมากเท่านั้น
ใช้เวลาอยู่ครึ่งชั่วยามในที่สุดหมอกทั้งสองก็ผสมผสานกันเป็นเนื้อเดียว ตอนนี้สีของหมอกเปลี่ยนเป็นสีม่วงจางๆ ไป๋ชิงอวิ๋นพยายามรักษาอุณหภูมิในเตาหลอมโอสถไว้เป็นอย่างดี เหงื่อเย็นไร้ซึมออกมาจากหน้าผากและแผ่นหลังของเขาจนเปียกโชก ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดฝาเตาหลอมโอสถออกโดยรักษาอุณหภูมิที่คงที่เอาไว้
จากนั้นก็หยิบแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดที่ถูกจัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบแล้วโยนลงไปในเตาหลอมโอสถ ซึ่งแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดมีสีม่วงเข้ม เมื่อมันสัมผัสเข้ากับกลุ่มหมอกสีม่วงจางๆ แก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดก็ทำปฏิกิริยากับกลุ่มหมอกสีม่วงจางๆทันที
กลิ่นหอมหวลของโอสถแผ่กระจายออกมานอกเตา ไป๋ชิงอวิ๋นกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงไปในลำคอ กลิ่นที่เขาสัมผัสได้เป็นกลิ่นที่หอมหวานชวนให้เคลิบเคลิ้ม ไป๋ชิงอวิ๋นกัดฟันและต้องมีสติอย่างมากเพื่อควบคุมอารมณ์ของตนเอง
แม้ร่างกายจะสั่นไหวแต่จิตใจของเขาไม่วอกแวกเลยแม้แต่น้อย ในขั้นตอนนี้ต้องหลอมแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดให้เป็นกลุ่มหมอกอีกกลุ่มหนึ่ง ไป๋ชิงอวิ๋นใช้เพลิงอัสนีบาตสีม่วงโคจรนำวิถีของกลุ่มหมอกสีม่วงจางๆให้หมุนวนรอบแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิด
ตอนนี้ในเตาหลอมโอสถเหมือนมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งและกลุ่มหมอกสีม่วงจางๆหมุนวนรอบๆเป็นวงแหวนของดวงดาว ไป๋ชิงอวิ๋นใช้เพลิงอัสนีบาตสีม่วงให้ร้อนขึ้นในจุดที่เป็นแกนกลางของแก่นแท้สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิด ซึ่งวงแหวนรอบนอกยังมีอุณหภูมิเท่าเดิม แก่นแท้สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดถูกความร้อนของเพลิงอัสนีบาตสีม่วงหล่อหลอมจนเกิดเป็นกลุ่มหมอกสีม่วงเข้ม
ขั้นตอนนี้ดำเนินการไปมากกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดใจกลางความร้อนที่เป็นแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดก็ถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นหมอกสีม่วงได้สำเร็จ
เหงื่อบนหน้าผากของไป๋ชิงอวิ๋นไหลย้อยผ่านหางตาตกลงไปที่พื้น ไป๋ชิงอวิ๋นไม่วอกแวกเลยแม้แต่น้อย และเมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ไป๋ชิงอวิ๋นก็เปิดฝาเตาหลอมโอสถออกอีกครั้งโดยไม่ให้อุณหภูมิด้านในมีการเปลี่ยนแปลง
ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบขวดแก้วที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาหนึ่งขวด จากนั้นก็เปิดฝาขวดออกแล้วเทไขกระดูกของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดลงไปในเตาหลอมโอสถ และหยิบสมุนไพรอีกหลายชนิดโยนลงไปพร้อมกัน จากนั้นก็รีบปิดฝาเตาหลอมโอสถ
กลุ่มหมอกสีม่วงจางๆที่หมุนวนอยู่เป็นวงแหวนรอบนอกของแก่นแท้สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดตอนนี้กลับมาจับกลุ่มกันอีกครั้ง ส่วนกลุ่มหมอกสีม่วงเข้มตอนนี้มันลอยอยู่ใกล้ๆกับกลุ่มหมอกสีม่วงจางๆ ไขกระดูกของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดที่ถูกเทลงมาใหม่ และสมุนไพรอีกหลายชนิดที่ถูกโยนลงไปพร้อมกัน ตอนนี้เพลิงอัสนีบาตสีม่วงได้เข้าปกคลุมวัตถุดิบเหล่านั้นไว้หมดแล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นควบคุมความร้อนอย่างละเอียด เขาหลอมไขกระดูกของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดและสมุนไพรอีกกลุ่มที่โยนลงมาเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นกลุ่มหมอกชนิดใหม่ซึ่งมีสีเหลืองแดง ส่วนลำต้นและใบของสมุนไพรที่เหลือก็ถูกเพลิงอัสนีบาตสีม่วงแผดเผาจนกลายเป็นขี้เถ้า ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไปอีกหนึ่งชั่วยาม
ในเตาหลอมโอสถตอนนี้มีกลุ่มหมอกทั้งหมดสามกลุ่ม ได้แก่กลุ่มหมอกสีม่วงจางๆ กลุ่มหมอกสีม่วงเข้ม และกลุ่มหมอกสีเหลืองแดง ซึ่งกลุ่มหมอกทั้งสามกลุ่มได้ถูกไป๋ชิงอวิ๋นพยายามควบแน่นให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน โดยกลุ่มหมอกทั้งสามพุ่งเข้าหากันจนกลายเป็นรูปสามเหลี่ยม กลุ่มหมอกสีม่วงจางๆอยู่ทางด้านซ้าย กลุ่มหมอกสีม่วงเข้มอยู่ด้านบน และกลุ่มหมอกสีเหลืองแดงอยู่ทางด้านขวา ทำให้เกิดเป็นรูปกลุ่มหมอกสามเหลี่ยมอย่างที่เห็น
กลุ่มหมอกทั้งสามกลุ่มถูกเพลิงอัสนีบาตสีม่วงโคจรนำวิถีหมุนวนตามเข็มนาฬิกา ทำให้กลุ่มหมอกทั้งสามกลุ่มเริ่มผสมผสานเข้าหากัน กลิ่นหอมหวลและเย้ายวนของโอสถไหลทะลักออกมาจากเตา
มันกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของไป๋ชิงอวิ๋นให้ตื่นขึ้นมา ตา หู จมูก ปาก และสัมผัสทางกายล้วนแล้วแต่ถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นหอมของโอสถ จิตใจที่แน่วแน่ไม่ไหวติงของไป๋ชิงอวิ๋นถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เขาพยายามควบคุมสติของตนเองไม่ให้คิดวอกแวก แต่สัญชาตญาณก็อยู่เหนือสติปัญญาชั่วคราว น้ำลายของเขาไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
ด้วยกลิ่นที่หอมหวนชวนให้ลิ้มลองของโอสถ ทำให้สัญชาตญาณดิบของไป๋ชิงอวิ๋นถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น ในสมองถูกความคิดชั่วแล่นเข้ามารบกวนทำให้ความร้อนในเตาหลอมโอสถเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
ด้วยความร้อนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันและไม่ได้ตั้งใจ ทำให้กลุ่มหมอกทั้งสามกลุ่มที่กำลังควบแน่นกันเป็นหยดน้ำระเหยกลายเป็นไอ และเมื่อไอน้ำที่ระเหยออกมาลอยขึ้นไปสัมผัสกับฝาเตาหลอมโอสถ ก็ทำให้อุณหภูมิเตาหลอมโอสถที่ร้อนแรงอยู่แล้วร้อนแรงขึ้นไปอีกจนถึงจุดสูงสุด ไป๋ชิงอวิ๋นตาเหลือกจนแทบจะถลนออกมา เขาพยายามแก้ไขสถานการณ์แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว
บึ้ม!
เสียงระเบิดอันทุ้มแน่นดังสนั่น ร่างของไป๋ชิงอวิ๋นถูกแรงระเบิดซัดปลิวกระเด็นออกไปเหมือนว่าวที่เชือกขาด โครม ร่างของไป๋ชิงอวิ๋นถูกอัดกระแทกเข้ากับกำแพงห้องจนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ขึ้น
ไป๋ชิงอวิ๋นนอนคุดคู้อยู่กับพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์เหวอะหวะ โลหิตไหลทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด
"อ๊อค" ไป๋ชิงอวิ๋นสำรอกเลือดออกมาไม่หยุด
ด้วยอานุภาพของแรงระเบิดทำให้ห้องหลอมโอสถถูกทำลายจนราบพนาสูร ไม่ว่าจะโต๊ะหลอมโอสถ เตาหลอมโอสถ หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการหลอมโอสถ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกแรงระเบิดบดขยี้จนแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี มีเพียงคำแพงห้องหลอมโอสถและประตูห้องหลอมโอสถที่ยังคงเป็นปกติดี ไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุอะไร แต่สามารถทนกับแรงระเบิดเช่นนี้ได้ก็ถือว่าของที่ใช้ไม่ใช่ของธรรมดาออย่างแน่นอน
ไป๋ชิงอวิ๋นที่นอนจมกองเลือดอยู่ ตอนนี้มีแสงสีขาวนวลกำลังเปล่งประกายออกมาจากรากของเขา ไป๋ชิงอวิ๋นสติมึนงงไปหมดแต่ก็ยังรับรู้ได้ว่าร่างกายของตัวเองบาดเจ็บสาหัส เขาโคจรเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลเพื่อช่วยกระตุ้นลมปราณในร่างกายของเขา ด้วยสิ่งนี้ทำให้แสงสีขาวนวลเด่นชัดมากยิ่งขึ้น
บาดแผลที่ได้รับจากการระเบิดตอนนี้เริ่มถูกรักษาแล้ว ผิวหนังที่หลุดกระเด็นออกไปตอนนี้ก็มีเนื้อก้อนใหม่งอกขึ้นมาแทนที่ด้วยความเร็ว และความรวดเร็วนี้ก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ" ไป๋ชิงอวิ๋นบ่นพึมพำกับตนเอง