“นายน้อย! การถูกแทงบ่อย ๆ ไม่ใช่เื่ดีนะขอรับ จะพลาดวันไหนมิอาจรู้ได้ อาวุธไร้ตา หากเป็ไปได้… ข้าอยากให้นายน้อยเลิกเล่นเป็โจรสลัด” เสี่ยวหวังใช้ความกล้าที่มีทั้งหมดในชีวิตพูดประโยคสุดท้ายออกมา
ลู่ฮ่าวอู๋ใช้มือซ้ายถือเนื้อที่ถูกห่อด้วยใบไม้ เหลือบตามองบ่าวปากกล้าถือดีกล้าพูดจาสามหาวกับเ้านาย “หากเป็นายน้อยผู้อื่น เ้าถูกสับลิ้นจนป่นไปแล้ว”
“ข้าทราบดีว่านายน้อยมีเมตตา แต่ที่ข้าขอร้องไปนั้น ล้วนมาจากความห่วงใยทั้งสิ้น! ข้าน้อยยอมมอบหัวของตัวเอง สละชีพเพื่อให้ท่านเลิกทำเื่เสี่ยงอันตรายเช่นนั้นอีก!” แม้คำพูดจะอาจหาญ แต่เนื้อตัวเสี่ยวหวังกลับสั่นระริก
“ข้าจะเอาหัวเน่า ๆ ไร้ประโยชน์ของเ้ามาทำอะไร? ออกทะเลทั้งสนุก ทั้งเป็อิสระ ข้าไม่ยอมแลกมันกับอะไรทั้งนั้น และจวนอ๋องมิใช่ที่ปลอดภัย เ้าก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ!” ลู่ฮ่าวอู๋กล่าวจบก็เดินจากไปทันที ตอนนี้ไม่ใช่เวลาชักช้า เขาสั่งให้เด็กคนนั้นรออยู่ที่ชายป่า ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าจากไปทันที
เสี่ยวหวังมองตามหลังคุณชายน้อยไปตาปริบ ๆ “หัวเน่า? หรือหัวข้าจะเหม็นเกินไป แต่ข้าก็สระเดือนละครั้งเลยนะ มิน่าจะใช่” เสี่ยวหวังทำจมูกฟุดฟิด ไม่เห็นเหม็นเลย นายน้อย้าเฉไฉ เพราะไม่อยากเลิกเล่นเป็โจรสลัดแน่!
“กวนเสี่ยวหวัง เ้าไปห้ามนายน้อยเช่นนั้น เสี่ยงสิ้นลมมาก คราวหน้าอย่าพูดเื่ที่ทำให้อายุสั้นเช่นนั้นอีก ข้าี้เีขุดหลุมฝังร่างอ้วน ๆ ของเ้า” ลูกเรือคนสำคัญฝีมือฉกาจคนหนึ่งนอนกอดดาบอยู่บนต้นไม้กล่าว
“หุบปากหน่า! แล้วเ้าขึ้นไปแอบบนต้นไม้ทำไมฮะเฉินเฟิง! จะมาแอบฟังข้าถูกนายน้อยดุหรือไง!?” เสี่ยวหวังหลี่ตามองเฉินเฟิง ซึ่งเป็รุ่นน้องฝีมือดีกว่าตน ถ้าให้ตั้งสถานะละก็ เ้าเด็กบ้านี่คือคู่แข่งตัวฉกาจ!
“ข้านอนอยู่ตรงนี้มาหลายชั่วยามแล้ว เ้านั่นแหละมาก่อไฟย่างหมูตรงนี้เอง” เฉินเฟิงยังหลับตานอนกอดดาบเช่นเดิม เขามาจากสำนักจอมยุทธ์เทียนเฟิง เป็มือวางอันดับหนึ่งของรุ่น ฝีมือการต่อสู่ยังไม่เคยแพ้ใคร แถมสมองยังชาญฉลาด เขาเป็ลูกน้องเพียงคนเดียวที่สนับสนุนให้นายน้อยเป็โจรสลัด
เสี่ยวหวังและเฉินเฟิงเกิดที่จวนของนายน้อย ความจริงทั้งสองเป็บ่าวในเรือนของลู่ฉินเจา องค์ชายรองพ่วงด้วยตำแหน่งพี่ชายร่วมมารดาของนายน้อย ซึ่งคือซื่อจื่อคนปัจจุบัน
ด้วยฐานะที่ต่ำต้อย เสี่ยวหวังและเฉินเฟิงโดนกลั่นแกล้ง และถูกโบยเกือบตายมาหลายครั้ง ทั้งที่อายุยังไม่ถึงสิบหนาว
ลู่ฉินเจาบุตรชายคนรองเป็พวกชอบการต่อสู้ แต่หาใช่การลงมือต่อสู้ด้วยตัวเอง หลังจากเลิกเรียน เขามักจัดสนามประลองฝีมือให้บ่าวในจวนสู้กันปางตาย บางครั้งให้ต่อสู้กับหมาป่าตัวโต มีอยู่ครั้งหนึ่งลู่ฉินเจาชวนเหล่าน้องชายไปชมการต่อสู้ที่เรือนของตนเอง ลู่ฮ่าวอู๋ก็เป็หนึ่งในนั้น เขาเห็นเด็กสองคนใช้ท่อนไม้ขนาดพอดีมือตวัดกวัดแกว่งต่อสู้กับหมาป่าสีขาวสุดชีวิต ลู่ฮ่าวอู๋เห็นเด็กสองคนรุ่นราวคราวเดียวกับตนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างเอาเป็เอาตาย เขาชอบคนที่ใจสู้ สู้ไม่ถอยจนกว่าจะตายกันไปข้าง
ร่างเล็กสองร่างไม่พอให้หมาป่าขย้ำ เด็กสองคนกำลังจะถูกกินไปต่อหน้าต่อตา ลู่ฮ่าวอู๋ที่อายุเพียงสิบหนาวใช้ปืนยิงหมาป่าก่อนที่มันจะฆ่าเด็กทั้งสองคน ลู่ฉินเจาโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ ตั้งใจจะยิงน้องชายให้ตายตามหมาป่าไป เื่ราววุ่นวายกันยกใหญ่
สุดท้ายจบลงด้วยการที่ลู่ฮ่าวอู๋ซื้อนางโลมคนดังมาแลกเปลี่ยนกับชีวิตบ่าวเด็กสองคน
ั้แ่นั้นมา เสี่ยวหวังและเฉินเฟิงก็ขอพลีชีพเพื่อลู่ฮ่าวอู๋ เดินตามนายน้อยคนใหม่ต้อย ๆ เรื่อยมา ไล่อย่างไรก็ไม่ไป ตีไปก็ตายเปล่า! หลังจากนั้นไม่นานเฉินเฟิงออกเดินทางไปฝึกฝนวรยุทธ์กับสำนักศึกษาหนึ่งที่มีชื่อเสียง เพื่อกลับมาปกป้องนายน้อยลู่ฮ่าวอู๋
เสี่ยวหวังกัดฟันกรอด เมื่อได้ยินคำตอบของรุ่นน้องคู่แข่ง “พูดกับรุ่นพี่ให้มีหางเสียงขอรับบ้างซิเ้าบ้า มารยาททรามจริง ๆ”
“ก็ข้าเป็รุ่นน้องของท่านนี่… ขอรับ” เฉินเฟิงยิ้มร้ายกาจ
เสี่ยวหวังกอดอกเหล่ตาขึ้นมองรุ่นน้อง กำลังพิจารณาว่าตัวเองถูกหลอกด่าอยู่หรือไม่ ทันใดนั้นเ้ารุ่นน้องตัวดีก็ลืมตาขึ้น แล้วลุกพรวดะโออกไปยังทิศทางหนึ่ง
“เฮ้! เ้าจะไปไหน!? หรือจะอวดว่าะโไกลจากกิ่งไม้หนึ่ง ไปอีกกิ่งไม้หนึ่งได้ หนอย! รอข้าก่อนเถอะ!” เสี่ยวหวังเป็ชายมีรูปร่างค่อนข้างอวบ เื่วิชาตัวเบาไม่ต้องกล่าวถึง เขาสู้ด้วยแรงของตนเองล้วน พอเห็นรุ่นน้องใช้วิชาตัวเบาอย่างช่ำชอง เืในกายเสี่ยวหวังร้อนฉ่า พยายามปืนต้นไม้สุดชีวิต แต่จนใจที่น้ำหนักมากเกิน “รอข้าด้วย! ไม่ให้เ้าชนะข้าไปได้หรอก”
เฉินเฟิงหันกลับไปเอ่ยกับเสี่ยวหวังด้วยสีหน้ารำคาญ “มีคนกำลังมาทางนี้สามคน ข้าจะไปดู”
“ชิ! ข้าเองก็จะไปดูเหมือนกัน!” เสี่ยวหวังไม่ยอมน้อยหน้า วิ่งตามเฉินเฟิงไปติด ๆ จากนั้นเสี่ยวหวังนึกบางอย่างออกมาได้ “ไอ้หยา! ข้าลืมทำแผลให้นายน้อย! ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ นายน้อยเือาบขนาดนั้นยังหลงลืม ไม่ได้การ ข้าต้องตามไปทำแผลให้นายน้อย!”
เสี่ยวหวังหันหลังวิ่งกลับไปที่ตั้งกระโจมชั่วคราว ก่อนจะหยิบย่ามพยาบาลของหมอประจำเรือวิ่งหายลับไปทางเดียวกับลู่ฮ่าวอู๋
หมอประจำเรือกำลังต้มยาแก้ช้ำในให้นายน้อย ยังไม่ทันอ้าปากทักทายเสี่ยวหวัง อีกฝ่ายวิ่งถือย่ามของตนเองหายลับไปแล้ว
“อาหวัง! เ้าจะเอากระเป๋ายาข้าไปที่ใดกัน? นั่นมันมีแต่ผ้าพันแผลนะ! ยาอยู่ในกระเป๋าอีกใบหนึ่ง!” หมอประจำเรือถือไม้คนยาวิ่งตามเสี่ยวหวังไปเพื่อบอกกล่าว แต่อีกฝ่ายวิ่งหายลับไปนานแล้ว
ลู่ฮ่าวอู๋เดินมาได้ครึ่งทาง เขาเพิ่งนึกได้ว่าตนเองลืมทำแผลก่อน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะเดินกลับไปกลับมา สองเท้าก้าวเร็วขึ้นเป็เท่าตัว
ถังหลี่มี่ยืนรอเขาเกือบหนึ่งเค่อ นางไม่รู้ว่าเขาให้นางรออะไร หลังจากขายของตอนเช้าแล้วนางยังมีงานอีกมากมายต้องทำ ขณะกำลังลังเลว่าจะกลับไปทำงานต่อนั้น เสียงฝีเท้าของบุรุษปริศนาผู้นั้นดังขึ้น “ท่านไปที่ใดมา? เหตุใดยังไม่ทำแผลอีกเล่า”
ลู่ฮ่าวอู๋ไม่ตอบ แต่โยนเนื้อที่ถูกห่อด้วยใบไม้ให้นาง “รับไปซะ”
เมื่อกล่าวจบก็หันหลังเดินกลับทันที
หลี่มี่รับของที่ถูกโยนใส่อกด้วยความไม่เข้าใจ นางลองเปิดดูของในใบไม้ “เนื้อ! เนื้อมากมายเพียงนี้เชียว!”
ดวงตากลมโตเปล่งประกาย นี่คงเป็สินน้ำใจที่นางเอาแผ่นแป้งกับไข่ต้มมาให้เขาซินะ เขาไม่รับของที่นางให้ มิหนำซ้ำยังให้เนื้อมามากมาย นางกล่าวขอบคุณบุรุษปริศนาที่เดินออกไปไกลแล้ว “ขอบคุณเ้าค่ะ!”
ถังหลี่มี่กลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า
ด้านลู่ฮ่าวอู๋เดินมาเจอเสี่ยวหวังกลางทาง “นายน้อย! ข้าตามมาทำแผลให้ท่านขอรับ!”
“เ้าจะตามมาทำไม! ข้ากำลังจะกลับแล้ว” น้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“โธ่นายน้อย! เสี่ยวหวังเป็ห่วงร้อนใจจนตามมา ท่านให้ข้าน้อยทำแผลให้เถิดนะขอรับ” เสี่ยวหวังทำหน้าน้อยอกน้อยใจ
“เร่งมือเข้า!” ลู่ฮ่าวอู๋ถอนหายใจ แต่ก็ยอมให้ทำแผลแต่โดยดี
เสี่ยวหวังดีใจระริกระรี้ เปิดกระเป๋ามาเห็นเพียงผ้าพันแผลสีขาวมากมาย ยาสักขวดก็หามีไม่ นายน้อยย่อตัวลงให้เขาทำแผล เสี่ยวหวังซาบซึ้งผู้เป็นาย มีแค่ผ้าพันแผลก็ไม่เป็ไร ถือว่าห้ามเืไว้ก่อน
หมอผีหวังจัดการพันศีรษะห้ามเืให้นายน้อย ด้วยความรักที่ล้นปรี่ จำนวนรอบที่พันจึงมากตามไปด้วย
“อาหวัง ข้าว่าเ้าพันมากเกินไปแล้ว” หมอประจำเรือเคยพันแผลให้ไม่เกินสามทบ แต่เสี่ยวหวังพันไปพันมาเกินยี่สิบทบแล้ว! ลู่ฮ่าวอู๋รู้สึกเจ็บแผล และอึดอัด เหมือนเืจะไม่ไหลไปศีรษะ
“ไม่เป็ไรหรอกขอรับนายน้อย ผ้าพันแผลมีเยอะเต็มกระเป๋า” พันแผลจะไปยากอะไร ก็เหมือนใช้ใบไม้พันหมูให้นายน้อยเมื่อครู่นั่นแหละ!
ลู่ฮ่าวอู๋ทอดถอนใจ หมดคำพูดกับเ้าบ้าเสี่ยวหวัง
กลับถึงกระโจมชั่วคราวกลางป่า ทุกสายตามองมาที่ลู่ฮ่าวอู๋ ด้วยศีรษะที่อัดแน่นไปด้วยผ้าขาวราวกับถูกทุบตีมาสาหัส
หมอประจำเรือกำลังคนหม้อยาหม้อใหม่ หม้อเก่ายาไหม้เพราะมัววิ่งตามเ้าบ้าหวัง เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นศีรษะนายน้อยถูกพันผ้าพันแผลจนหนาเตอะราวกับบ๊ะจ่าง “นายน้อย! ข้าทราบข่าวว่านายน้อยได้รับาเ็ แต่คาดไม่ถึงว่าอาการจะสาหัสยิ่งกว่าแผลเก่า! ข้าน้อยสมควรตาย! บังอาจละเลยหน้าที่ไม่ดูแลนายน้อยให้ดี!”
ลู่ฮ่าวอู๋เดินผ่านหมอประจำเรือและคนอื่น ๆ เข้าไปนอนในกระโจมของตนเอง
พวกเขาเลือกตั้งกระโจมสามหลัง โคลงของกระโจมทำมาจากไม้ไผ่จากป่าไผ่แห่งนี้ จากนั้นใช้ผ้าหนังสัตว์คลุมทับ หนังสัตว์คลุมกระโจมเป็ของที่ต้องมีติดเรือตลอด นายน้อยชอบแวะพักเรือตามเกาะต่าง ๆ บางแห่งเป็เกาะร้างไร้ผู้คน เหล่าลูกเรือจึงต้องตั้งกระโจมอย่างง่ายกันเอง
ลู่ฮ่าวอู๋ถอดชุดที่เปื้อนเืออก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนฟูกนอน เขารู้สึกว่าศีรษะถูกรัดจนชา ไม่รู้จะตายเพราะาแหรือตายจากการพันแผลของเ้าเสี่ยวหวัง
เขาแกะผ้าพันแผลออก แล้วลงมือทำแผลด้วยตัวเองใหม่อีกครั้ง เขาพูดคนเดียวเงียบ ๆ “ถูกตีจนหัวแตกแล้วยังเอาเนื้อไปให้นางอีก”
ถังหลี่มี่ถือเนื้อก้อนโตกลับบ้าน นางแอบย่องเข้าบ้านไม้หลังเก่าของตนเอง บ้านหลังนี้นางอาศัยอยู่กับน้องสาวอีกสองคน ส่วนบิดา มารดาเลี้ยง และลูกอยู่บ้านอิฐหลังใหม่ที่อยู่ติดกัน
บิดานางเป็ทั้งพรานป่าและชาวประมง ตระกูลถังมีเรือหาปลาเป็ของตัวเองหนึ่งลำ ท่านปู่ไม่ยกให้ลูกคนใดคนหนึ่ง ท่าน้าให้ลูกชายทั้งสามออกเรือหาปลาด้วยกัน ท่านพ่อของนางและท่านลุงอีกสองคนจึงออกเรือหาปลาด้วยกัน
รายได้ของตระกูลถังไม่ถือว่าน้อยเลย ส่วนแบ่งของบิดาหลังกลับจากออกเรือ มักจะได้สองถึงสี่ตำลึง ในหมู่บ้านชานเขาเงินจำนวนนี้สามารถทำให้ครอบครัวหนึ่งมีกินใช้ไปหลายเดือน
แต่ถังซุนน้องชายคนเดียวของบ้านเป็คนหน้าใหญ่ ใช้เงินมือเติบราวกับเกิดในตระกูลขุนนาง ทำให้มารดาเลี้ยงขัดสนเงินตลอด
โดยทั่วไปแล้วเงินที่นางขายของต้องมอบให้มารดาเลี้ยงทุกอีแปะ ถือเป็ความกตัญญูตามหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา แต่ถังหลี่มี่เป็พวกหัวรั้น ไม่ว่าบิดาหรือมารดาเลี้ยงต่างไม่อาจควบคุมนางได้ ทำให้คนในหมู่บ้านไม่ชอบใจ ห้ามลูกหลานมาเป็เพื่อนเล่นกับนาง นอกจากบ้านของมั่นมั่นแล้ว นางก็ไม่สนิทกับสหายคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านอีก
ถังหลี่มี่ไม่มีเวลาสนใจความคิดคนอื่น นางตั้งมั่นหาเงิน เลี้ยงดูน้องสาวทั้งสองคน และแอบส่งเงินให้มารดาแท้ ๆ
เมื่อเปิดประตูเข้าบ้าน นางเห็นน้องสาวสองคนกำลังเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง
“เ้ามันอสรพิษ! ท่านพี่หลี่มี่คือพี่สาวแท้ ๆ ของพวกเรา นางหาทั้งอาหารและซื้อของใช้ให้เ้าไม่เคยขาด ในหมู่บ้านนี้มีใครมีพร้อมแบบเ้าบ้าง ทั้งที่ท่านพ่อไม่แม้แต่จะมองพวกเราด้วยซ้ำ!” ถังลี่อิงน้องสาวคนรองของบ้าน ชี้หน้าด่าน้องสาวตัวเอง
“มีพร้อม!? ท่านพูดออกมาได้ยังไง! แค่แผ่นแป้งแข็ง ๆ กับน้ำเต้าหู้จืด ๆ ปิ่นปักผมเงินธรรมดา ถุงเงินเรียบ ๆ หนึ่งถุง แค่นี้น่ะหรือคือเพียบพร้อม! ท่านมันโง่เง่าไม่เคยออกไปเจอโลกกว้าง ท่านไม่รู้หรอกว่าในเมืองหลวงเขาไปกันถึงไหนแล้ว!” ถังรั่วน้องสาวคนเล็กของบ้านเบะปากมองบน นางรำคาญพี่สาวแสนอัปลักษณ์และยากจนของตนเอง
ถังลี่อิงน้องสาวคนรองปีนี้อายุสิบสามหนาว นางเป็คนตรงไปตรงมา ถังหลี่มี่พี่สาวคนโตคือทุกสิ่งในชีวิต ั้แ่เริ่มรู้ความ คนที่คอยอยู่เคียงข้างเลี้ยงดูนางมาคือพี่สาว
ถังรั่วเป็น้องสาวคนเล็ก นางอายุได้สิบเอ็ดหนาว ส่วนใหญ่เติบโตมากับมารดาเลี้ยงและถังอวี้ ทำให้จิตใจของนางรังเกียจแม่แท้ ๆ ที่สร้างตราบาปให้ตนเอง ขยะแขยงพี่สาวร่วมสายเืสองคนที่ไม่มีสิ่งใดดี สู้พี่ถังอวี้ได้เลย วัน ๆ ถังอวี้แต่งตัวงดงามมีปิ่นปักผมหลายอัน แถมยังใช้ครีมทาหน้าและชาดทาปาก ช่างเป็สตรีที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบอย่างหาใครในหมู่บ้านเปรียบไม่ได้!
“เ้ารู้รึว่าเมืองหลวงเป็อย่างไร เ้าเคยไป?” ถังลี่อิงปรายตามองน้องสาวอย่างดูแคลน นางชิงชังน้องสาวร่วมสายเืคนนี้นัก ทำตัวสนิทสนมกับมารดาเลี้ยง แล้วเกลียดชังมารดาแท้ ๆ ของตัวเอง
“ข้ารู้! ท่านพี่ถังอวี้มีเพื่อนอยู่เมืองหลวง พี่ถังอวี้ส่งจดหมายหาเพื่อนนางบ่อยครั้ง รู้ความเคลื่อนไหวของที่นั่นดี สักวันข้าและพี่ถังอวี้จะแต่งงานกับบุรุษในเมืองหลวง” ถังรั้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ นางเบื่องานที่ต้องใช้แรง เก็บผักป่าทั้งร้อนทั้งทำให้ผิวของนางดำแดดไม่งดงาม หากเป็เช่นนี้นางจะเอาความงามส่วนไหนไปต้องตาหนุ่มเมืองหลวงกันเล่า!
“เฮอะ! ก่อนจะแต่งงานกับบุรุษเมืองหลวง เ้าเอาผักป่าไปให้หมูหลังบ้านเสียก่อน!” ถังลี่อิงหยิบแผ่นแป้งกิน ไม่สนใจท่าทีเถียงไม่ออกของน้องสาวอีก ถังรั่วหิวจนทนไม่ไหว เก็บผักป่าได้ไม่เท่าไรก็รีบกลับบ้านมากินแผ่นแป้งกับน้ำเต้าหู้ แม้แต่เทผักป่าให้หมูก็ยังไม่ได้ทำ