บทที่ 46 รุ่นพี่อันดับหนึ่งในใจ
นี่เป็นครั้งที่สองที่ซูหยวนได้เดินมาชมตลาดของเขตชั้นใน ซึ่งครั้งที่แล้วเธอไม่ได้มีเวลามาเดินชมตลาดแห่งนี้มากนัก รุ่นพี่ทั้งสามที่อยู่ร่วมห้องกันเป็นคนพาเธอออกมาเพื่อซื้อเสื้อผ้าใหม่ ดังนั้นซูหยวนจึงทำเพียงเดินตามทั้งสามมาเท่านั้น เธอไม่ได้มีเวลาในการพิจารณาร้านค้ารอบๆด้วยซ้ำ
เวลานี้ ซูหยวนได้เดินที่ตลาดเขตชั้นในเพียงคนเดียว เธอจึงมองเห็นความคึกคักของที่นี่ หากแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความสูงส่งด้วยเช่นกัน
เหล่านักเรียนและคนจากตระกูลในเขตชั้นในเดินกันรอบๆที่นี่ นอกจาก “สถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง” แล้ว ก็ยังมีสถาบันนักล่าอื่นๆอีกมาก โดยสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งนี้เป็นสถาบันนักล่าที่สนับสนุนโดยส่วนกลาง การจะเข้าเรียนที่นี่ได้ นอกจากจะต้องมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนที่แพงมากแล้ว ก็ยังต้องมีพรสวรรค์ในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งพรสวรรค์ที่ว่านี้ก็วัดมาจากค่าพลังงานพื้นฐานที่ 40 หากต่ำกว่านี้...ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็เข้าไม่ได้
ในความเป็นจริงแล้ว สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก็ไม่ใช่สถาบันที่นักเรียนจากเขตชั้นในทั้งหมดเลือกเข้าเรียน หลายๆสถาบันมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านในแต่ละแขนง ดังนั้นนักเรียนจึงเลือกไปเรียนในสถาบันที่ต่างกัน ทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้โอกาสเป็นศิษย์โดยตรงของอาจารย์ท่านนั้นๆ
หรือบางครั้งก็มีเงื่อนไขอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น สถาบันเล็บมังกร มีผู้ก่อตั้งเป็นตระกูลเหิง ดังนั้นเด็กๆจากตระกูลเหิงแทบทั้งหมด หรือพวกพันธมิตรตระกูลเหิงก็มักจะเลือกเข้าสถาบันเล็บมังกร ถึงแม้ว่าค่าพลังงานของพวกเขาจะสูงมากพอที่จะเข้าสถาบันอันดับหนึ่งก็ตาม
ซูหยวนในตอนนี้มีเข็มกลัดของสถาบันอันดับหนึ่งติดอยู่ที่อก เมื่อเธอเดินไปที่ไหน ผู้คนทั้งหมดก็จะรู้ว่าเธอมาจากสถาบันอะไร นี่เป็นเหมือนกับตราประจำตัว ทุกครั้งที่ออกจากสถาบันจะต้องติดเอาไว้ ในขณะเดียวกัน...สถาบันอื่นๆก็จะติดเข็มกลัดที่ต่างกันออกไป
“โอ้ว นี่ไม่ใช่นักเรียนจากสถาบันส่วนกลางหรือ?”
ชื่อสถาบันอันดับหนึ่งมักจะถูกเรียกว่าสถาบันส่วนกลาง ที่พวกเขาเรียกเช่นนี้ก็เพราะไม่ยอมรับการติดคำว่า “อันดับหนึ่ง” เอาไว้ในชื่อ ทุกคนเชื่อว่าสถาบันของตนเองต่างหากที่เป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่สถาบันส่วนกลางแห่งนี้
เจ้าของคนพูดก็คือชายร่างใหญ่ผู้หนึ่ง ซูหยวนเห็นพวกเขาตั้งแต่ไกล เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้สวมใส่ชุดสีแดงกันทั้งกลุ่ม อันเป็นสัญลักษณ์ของ “สถาบันเพลิงพลอง” ได้ยินว่าประวัติของสถาบันนั้น ผู้ก่อตั้งก็คือผู้ใช้ไม้พลองธาตุไฟ สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นก็เลยเลือกเปิดสถาบันเพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นเยาว์ได้ฝึกฝนพลังเหมือนกับตนเอง
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ด้านหลังของนักเรียนเหล่านี้จะมีไม้พลองที่คล้ายๆกันสะพายอยู่ ไม้พลองของพวกเขามีรูปแบบและลวดลายที่ต่างกันออกไป ซึ่งแสดงถึงวิชาพลองที่ต่างกันด้วย
เดิมทีซูหยวนต้องการเดินผ่านพวกเขาไปทั้งอย่างนั้น ไม่อยากจะเสียเวลาสนใจพวกเขา เธอรู้ว่านักเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้ทักทายตนเองด้วยเจตนาดี ทั้งยังเคยได้ยินว่านักเรียนจากสถาบันต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยถูกกันนัก
ทุกๆปี สถาบันต่างๆจะจัดการแข่งขันระหว่างสถาบันขึ้นเพื่อกระชับมิตร แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้...คำว่ากระชับมิตรไม่เคยมีอยู่จริงสำหรับการแข่งขันทุกอย่าง ขนาดแข่งขันกันเองในสถาบัน พวกเขาก็ยังวิวาทกันได้ นับประสาอะไรกับการแข่งขันระหว่างสถาบันกันล่ะ
ดังนั้นแล้ว เมื่อมีการแข่งขัน ก็ย่อมต้องมีการแย่งชิงกัน พวกเขาจึงมีทัศนคติว่าสถาบันอื่นๆล้วนเป็นศัตรูที่จะต้องเอาชนะให้ได้ สุดท้ายแล้วสถาบันเพลิงพลองนี้เป็นสถาบันที่แสดงออกมากที่สุด อาจจะเป็นเพราะสถาบันของพวกเขารับแต่นักเรียนชายด้วยก็เป็นได้ ยิ่งมีแต่นักเรียนชาย คนก็ยิ่งบ้าคลั่งการต่อสู้กันมากขึ้น
ลำพังแค่ในสถาบันของพวกเขาก็ยังท้าประลองกันทุกวันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หากวันไหนไม่ต่อสู้กันเองก็คงจะนอนไม่หลับ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทันทีที่พวกเขาเห็นซูหยวนมาคนเดียว พวกเขาก็จะเข้ามารุมล้อมเธอ
ซูหยวนที่คิดจะมองข้ามนักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองกลับต้องหยุดชะงัก เธอขมวดคิ้วมองชายหนุ่มตัวใหญ่ด้านหน้าที่กำลังยืนขวางทางเอาไว้ ในขณะที่นักเรียนชายคนอื่นๆก็เข้ามาล้อมเป็นวงกลม ตั้งใจจะไม่ให้ซูหยวนผ่านออกไปได้
“นักเรียนจากสถาบันกลางมาเดินคนเดียวได้ยังไงกันเนี่ย หรือว่าไม่มีคนคบเป็นเพื่อนล่ะ หืม?”
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มในชุดสีแดงเพลิงดังออกมา เสียงพูดจาหยอกล้อราวกับต้องการจะทำให้ซูหยวนต้องอับอายหรือหวาดกลัว ทว่า...สีหน้าของหญิงสาวกลับยังนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น ทำให้พวกเขาที่กำลังหัวเราะร่วนรู้สึกเหมือนเพิ่งต่อยลงไปบนเบาะนุ่ม ความสนุกที่ได้กลั่นแกล้งนักเรียนหญิงจากสถาบันส่วนกลางเริ่มลดลงไปบ้างแล้ว ส่งผลให้เสียงหัวเราะของพวกเขาเบาลงเช่นกัน
“ทำไมเงียบล่ะ หรือว่ากลัวจนพูดไม่ออก ฮ่าๆ...”
“..............”
“เฮ้ หรือว่าเธอจะเป็นใบ้? สถาบันกลางรับนักเรียนเป็นใบ้เข้าศึกษาด้วยหรอเนี่ย ฮ่าๆ”
“.............”
“.............” ไม่มีใครคาดคิด ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร ซูหยวนก็เพียงมองพวกเขาเหมือนกับว่ากำลังรับชมการแสดงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองเลยสักนิด
เมื่อเห็นว่าซูหยวนจงใจเมินเฉยตนเอง นักเรียนชายกลุ่มใหญ่นั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนสีหน้าไป เดิมทีพวกเขาต้องการหยอกล้อนักเรียนหญิงคนนี้ให้หวาดกลัวเล่นๆ อย่างไรพวกเขาก็เป็นนักเรียนชายตัวใหญ่มากมาย ผู้หญิงคนเดียวก็ควรจะต้องหวาดกลัวไม่ใช่หรือ? ทว่า...นอกจากเธอจะไม่แสดงท่าทางเช่นนั้นแล้ว ก็ยังใช้สายตามองพวกเขาเหมือนว่ากำลังมองเด็กน้อยเล่นอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกเหมือนกับโดนดูถูกทำให้พวกเขาเริ่มเงียบลง บรรยากาศที่คึกคักเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นน่าอึดอัดใจทันที รอบๆต่างมีนักเรียนมากมายจากหลายสถาบันเดินผ่าน แต่พวกเขาไม่ต้องการยุ่งกับการสร้างปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง แม้แต่นักเรียนที่ติดเข็มกลัดของสถาบันอันดับหนึ่งก็ยังไม่คิดจะเข้ามาช่วย พวกเขาไม่ได้รู้จักกันเสียหน่อย แถมนักเรียนหญิงคนนั้นก็เดินมาที่ตลาดแห่งนี้คนเดียว บางทีอาจจะเป็นเด็กมีปัญหาก็ได้
อันซูหยวนไม่ได้แสดงความหวาดกลัวใดๆกับนักเรียนเหล่านี้ เธอรู้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย การต่อสู้ รวมถึงการฆ่าฟันก็จริง ทว่าก็ยังมีกฎที่ต้องปฏิบัติตามอยู่ ไม่ว่าจะยังไง...ก็ไม่สามารถต่อสู้กันที่นี่ได้ ดังนั้นพวกเขาทำได้อย่างมากก็แค่พูดจากวนประสาทเท่านั้น
“หมายความว่ายังไง ทำไมถึงใช้สายตาแบบนั้นมองพวกเรา หรือว่ากำลังคิดดูถูกกันอยู่งั้นหรอ? เห็นว่าพวกเรามาจากสถาบันอื่นที่ไม่ใช่สถาบันกลางก็เลยคิดว่าอ่อนแอหรือไง ห๊า! หรือกำลังคิดว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งที่สุดกันล่ะ สุดท้ายสถาบันเรียนก็แค่สถาบันเท่านั้น หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานเหมือนๆกันนั่นแหละ บางที...เธออาจจะต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเราในอนาคตก็ได้!”
“พวกสถาบันกลางก็เหมือนกันหมด คิดว่าตัวเองเก่งมากมายอย่างนั้นสินะ เหอะ! ฉันจะบอกให้นะ พวกฉันมีพลังงานมากกว่า 40 หน่วยตั้งแต่เริ่มกันทั้งนั้นแหละ ที่ไม่เข้าสถาบันกลางก็เพราะสถาบันของพวกเธอมันเป็นสถาบันเด็กน้อยเท่านั้น อย่ามาคิดว่าพวกเราไม่ได้เข้าสถาบันกลางเพราะพวกเราอ่อนแอกว่า”
“ใช่! ทำตัวเย่อหยิ่งเหลือเกิน คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น เหอ เหอ ฉันเห็นมามากแล้ว ไอ้พวกท่าดีทีเหลวน่ะ” พวกนักเรียนชายรู้สึกเสียหน้ามากเมื่ออันซูหยวนไม่ตอบโต้พวกเขาเลยแม้แต่น้อย มันกลายเป็นเหมือนพวกเขาก็แค่เด็กๆที่กำลังก่อกวนพวกผู้ใหญ่ และเพราะเป็นแบบนั้น...พวกเขาก็เริ่มที่จะโมโหกันจริงๆแล้ว
พาลคิดไปว่าอันซูหยวนกำลังดูแคลนตนเอง ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าจะถูกพวกเขาล้อมกรอบเอาไว้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าในสายตาของอันซูหยวนก็เหมือนกับที่พวกเขาเข้าใจจริงๆนั่นแหละ เธอไม่คิดจะใส่ใจการเล่นของเด็กน้อยเหล่านี้ ชีวิตของพนักงานดีเด่นแบบเธอได้ถือว่าผ่านช่วงวัยที่จะมากระตือรือร้นแบบเด็กๆแล้ว อะไรที่สิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่มีประโยชน์...สู้เก็บแรงเอาไว้ยังจะดีกว่า
น่าเสียดายที่พวกนักเรียนเหล่านี้ไม่เข้าใจ ยิ่งซูหยวนเป็นแค่เด็กสาวอายุน้อยกว่า พวกเขาก็ยิ่งเสียหน้า
ด้วยท่าทางของผู้หญิงบอบบาง เป็นจุดดึงดูดให้นักเรียนชายที่สถาบันไม่มีนักเรียนหญิงสนใจอยู่แล้ว ที่พวกเขารุมแกล้งเธอก็เพราะอยากจะเล่นด้วยขำๆเท่านั้น ไม่ได้คิดจะลงมือรุนแรงอะไร ขอแค่เธอแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาให้พอน่ารักน่าชัง พวกเขาก็จะปล่อยผ่านไปอยู่แล้ว ทว่า..พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่านักเรียนหญิงตัวเล็กๆดูบอบบางคนนี้กลับไม่เหมือนกับที่คาดเอาไว้
“กำลังทำอะไรกันอยู่”
ก่อนที่จะมีปัญหากันไปมากกว่านี้ เสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อพวกนักเรียนหันไปก็พบกับชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีแดงเพลิงเช่นเดียวกันกับพวกเขา ทว่าทั้งกลุ่มกลับให้ความเคารพคนมาใหม่ไม่น้อยเลย เห็นได้จากการแสดงออกทางสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก พวกเขาลอบมองหน้ากันเองอึกๆอักๆ
“อย่าสร้างปัญหาที่นี่” เมื่อเห็นว่านักเรียนชายคนอื่นๆไม่ยอมพูดอะไร คนมาใหม่ก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวเสียงเข้ม
“พวกเราก็ไม่ได้สร้างปัญหานะรุ่นพี่ แค่อยากจะเล่นกับนักเรียนคนนี้ก็เท่านั้น ใครจะคิดว่าเธอกลับดูถูกพวกเรากันล่ะ” นักเรียนที่ล้อมซูหยวนในตอนแรกรีบอธิบาย
“ดูถูก?”
“ใช่ครับ เธอเมินเฉยต่อพวกเราเหมือนกับพวกเราอ่อนแอและไร้ตัวตน คงคิดว่าตัวเองมาจากสถาบันกลางแล้วยิ่งใหญ่มาก เธอไม่แม้แต่จะพูดกับพวกเราสักคำเดียวเลยครับรุ่นพี่”
“...........” คนเป็นรุ่นพี่ไม่ได้พูดอะไรเมื่อได้ยินสิ่งที่รุ่นน้องบอก เขาเพียงหันมาดูอันซูหยวนซึ่งเป็นหญิงสาวตัวเล็กเพียงคนเดียวจากสถาบันกลาง มองดูเธอแล้วไม่เหมือนผู้แข็งแกร่งมากมายอะไร ทว่าการที่ยังยืนนิ่งต่อหน้าชายฉกรรจ์จำนวนมากได้แบบนี้ ถือว่าเป็นคนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
เขาพิจารณาอยู่สักครู่ก่อนจะเอ่ยถาม รู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้น่าสนใจอยู่บ้าง
“เธอชื่ออะไร”
“อันซูหยวนค่ะ” เมื่อเห็นคนเอ่ยถามอย่างเป็นจริงเป็นจัง อันซูหยวนที่ไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่ต้นจนจบก็ตอบคำถามอีกฝ่ายขึ้นมาจริงๆ
พวกนักเรียนชายคนอื่นๆที่ไม่ได้รับการตอบรับจากซูหยวนในตอนแรกยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้น เพียงแค่รุ่นพี่ของพวกเขาเดินมาถามประโยคเดียว เธอกลับตอบอย่างว่าง่ายเสียอย่างนั้น
“อันซูหยวนสินะ เธอคงเป็นนักเรียนปีหนึ่งของสถาบันกลางใช่ไหม ฉันชื่อว่า “ไป๋ซาน” มาจากสถาบันเพลิงพลอง ตอนนี้อยู่ปีที่ 4 แล้ว ส่วนเด็กๆพวกนี้เพิ่งเข้าสถาบันเพลิงพลองปีแรก รุ่นเดียวกันกับเธอ ในอนาคตก็อาจจะได้ร่วมงานกันด้วย รู้จักกันไว้สิ”
ซูหยวนมองคนอายุมากกว่าที่แนะนำตัวเองให้ฟังอย่างสนใจ เธอทำให้รุ่นน้องของเขาโมโหขนาดนี้ ทว่าบุรุษที่ชื่อไป๋ซานกลับไม่ได้ตำหนิอะไรเลย แถมยังแนะนำตัวกันอย่างเป็นมิตรด้วย เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะรุ่นพี่ไป๋ซาน”
“ฮ่าๆ ดีๆ เอ้า พวกนายก็แนะนำตัวเองด้วยสิ ก่อนที่จะเข้าใจว่าคนอื่นดูถูก ให้มองดูสายตาด้วยว่าที่จริงแล้วเป็นคนแบบนั้นหรือเปล่า เพราะพวกนายไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมกับพวกผู้หญิงเหมือนฉัน ดังนั้นจึงไม่เข้าใจจิตใจผู้หญิงเอาเสียเลย รุ่นน้องอันซูหยวน แท้จริงแล้วก็แค่เป็นคนพูดน้อยเท่านั้น เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าหรอก”
“โอ้ เป็นแบบนั้นหรอครับรุ่นพี่ไป๋”
“ที่แท้ อันซูหยวนก็แค่เป็นคนพูดน้อยสินะ รุ่นพี่ไป๋ของพวกเราก็ยังคงเก่งกาจในการมองผู้หญิงเหมือนเดิม สมแล้วกับฉายารุ่นพี่ไป๋กระชากใจสาวงามของสถาบันเพลิงพลอง ฮ่าๆ”
พวกรุ่นน้องที่สร้างบรรยากาศเหมือนกับต้องการต่อสู้เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นคนโง่ในทันใด อันซูหยวนมองพวกเขาด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนแทน เธอมองรุ่นพี่ไป๋ที่กำลังยืดอกอย่างพึงพอใจด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ก่อนหน้านี้เธอเคยรู้จักคนโง่เง่ามาก่อน และดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งกลุ่มก็เป็นแบบนั้น
คำว่า “โง่เง่า” ที่เธอหมายถึงนั้นไม่ได้จะบอกว่าพวกเขาไม่ใช่คนฉลาด แต่ในความรู้สึกของเธอ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงมากเกินไป ดังนั้นจึงค่อนข้างโง่เง่ากับเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิงแบบนี้ ส่วนรุ่นพี่ไป๋...เขาคงจะคิดว่าตัวเองเป็นปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสตรีนั่นแหละ
ดูเอาเถอะ ตอนนี้เธอกำลังดูจ้าวลัทธิกำลังแสดงความสามารถอยู่ใช่ไหม?
“รุ่นน้องซูหยวน เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า” ในขณะที่พวกนักเรียนชายจากสถาบันเพลิงพลองกำลังตื่นเต้นกันอยู่นั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจนทำให้ซูหยวนต้องหันไปมอง
“รุ่นพี่เมิ่ง”
“อืม แล้วคนพวกนี้....อ๋า นี่มันไอ้ทึ่มไป๋ไม่ใช่หรอ?” อันซูหยวนเห็นการแสดงออกของรุ่นพี่เมิ่งซีซียามที่ได้เห็นไป๋ซานก็อยากจะหัวเราะออกมา
ในที่สุดเธอก็รู้ว่าควรจะจำกัดความหมายของรุ่นพี่ไป๋ซานจากต่างสถาบันว่าอย่างไรดี “ไอ้ทึ่ม” คำนี้ดูเหมือนว่าจะเหมาะสมไม่น้อยเลยล่ะนะ
……………………………