บทที่ หกสิบห้า
วันนี้หลิวชิงเซียงในชุดฝึกฝนสีกรมเข้มประดับชายแถบเงินเดินลัดเลาะจากตำหนักฟู่ตงมุ่งสู่ตำหนักอวิ๋นหลานอาภรณ์ของนางไม่ฟูฟ่องรุ่มร่ามดังชุดประดับไข่มุกของเหล่าสนมหากแต่กระชับแนบลำตัวเพิ่มความคล่องแคล่วพร้อมกระบี่ด้ามยาวพอดีมือถูกเหน็บไว้เรียวเส้นผมถูกรวบเกล้าอย่างเรียบร้อยคล้ายยามที่นางเป็นเพียงสตรีชาวเผ่ากลางทะเลทรายเพราะนางตั้งใจจะฝึกฝนกระบวนท่าต่อสู้ตามที่เคย
เวลานี้หากจะมีสถานที่ใดในวังหลังที่พอเอื้อต่อการฝึกมือก็คงไม่พ้นสนามฝึกซ้อมด้านหลังตำหนักอวิ๋นหลานที่พึ่งจัดสร้างเสร็จเพื่อถูกใช้สำหรับกิจกรรมของสตรีในวังแม้จะเป็นพื้นที่สำหรับสตรีวังหลังโดยเฉพาะแต่กลับไม่ได้ถูกออกแบบอย่างผิวเผินหรือสร้างขึ้นเพียงเพราะธรรมเนียมที่ถูกแก้ไขหากแต่มีขนาดกว้างใหญ่ ลานกว้างถูกโรยด้วยทรายละเอียดคละหินขัดหยาบเพื่อไม่ให้ลื่นหรือล้มง่าย ขอบสนามปลูกไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ส่วนหนึ่งมีแท่นตั้งเป้าฝึกกระบี่และแผ่นไม้ที่ใช้ซ้อมฝ่ามือ
ทางมุมหนึ่งมีหุ่นฟางตั้งเรียงสลับสูงต่ำข้างกันมีราวแขวนอาวุธซึ่งแม้จะยังไม่ครบครันนัก หากแต่พอมีทั้งดาบ ทวนสั้นกระบี่หลายขนาด รวมถึงอาวุธลับบางชิ้นสำหรับฝึกประลองเบื้องต้นทว่าหากเปรียบเทียบกับสนามฝึกตำหนักกว่างเจวี๋ยอันเป็นที่ฝึกของบุรุษแล้วที่นี่ก็ยังห่างชั้นราวฟ้ากับเหวไม่เพียงแต่ขนาดพื้นที่ แต่อาวุธและเครื่องมือก็ยังไม่ครบครันนักแต่สำหรับหลิวชิงเซียง นี่ก็มากเกินพอ
นางเดินก้าวเข้าสู่ลานกว้างปลายเท้าแตะพื้นเบาแทบไร้เสียงเรียวตากวาดสำรวจลานฝึกโดยรอบพลางหายใจเข้าลึกกลั้นไว้ครู่หนึ่ง คล้ายกลืนลมหายใจเข้าไปริมฝีปากนางกระตุกยิ้มน้อยๆ มือขวาวางแนบด้ามกระบี่ข้างเอวเมื่อแน่ใจว่าลานฝึกไร้ผู้คน หลิวชิงเซียงจึงชักกระบี่ออกจากฝักเสียงโลหะเสียดสีฟังแว่วชัดในความสงบ กระบี่ของนางไม่ใช่กระบี่ที่ตกแต่งงดงามธรรมดาแต่เหมาะใช้งานอีกด้วย
หลิวชิงเซียงตั้งท่าอย่างเงียบงันลมหายใจถูกปรับให้นิ่งและยาว ตาคมนิ่งเฉียบทุกกระบวนท่าไร้การเคลื่อนไหวเกินจำเป็น คมกระบี่ส่ายไปตามจังหวะ กระบวนท่าของนางมิได้วิจิตรพิสดารนักแต่มั่นคงและแน่นหนัก
ผ่านไปหนึ่งเค่อฝีเท้าของนางเริ่มเร็วขึ้น กระบวนท่าจากที่ร่ำเรียนมาผสานกับฝ่ามือสายลมรอบตัวถูกแบ่งออกเป็นสายจากแรงกระบี่ เสียงแว่วแหวกอากาศไม่ขาดตอน
หลังผ่านไปได้ราวสองเค่อเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังแว่วเข้ามา หญิงสาวหรี่ตาลงและลดกระบี่ลงอย่างระวังพร้อมหันไปทางต้นเสียงที่ปากทางเข้าสนามฝึกคือสตรีสองนางซึ่งไม่ใช่คนแปลกหน้าของวังหลังนางหนึ่งมีโฉมงามผิวขาวผ่องราวหยกอ่อน อีกนางมีรูปหน้ารูปตาคมคายงามน่าพิศทั้งสองคือจี้ผินกับหนิงผิน สนมที่เลื่องชื่อว่าเป็นหนึ่งในงามล่มเมืองของตำหนักในหากแต่ครั้งนี้อาภรณ์ที่นางทั้งสองสวมมิใช่ชุดงดงามแสนวิจิตรอย่างที่เห็นบ่อยในงานเลี้ยงหากแต่เป็นชุดคล้ายนักฝึกยุทธ์ชุดแขนยาวสีเข้มแถบขาวแนบลำตัวไม่มีชายกระโปรงรุ่มร่ามเส้นผมรวบแน่นไม่ปล่อยยาวประดับปิ่นดังเคย
หลิวชิงเซียงนิ่งชั่วครู่ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความแปลกใจในใจครุ่นคิดว่าเวลานี้คณะทูตจากเฉาหนานกำลังจะเดินทางเข้าสู่ราชสำนักเหล่าสนมนางในที่มีหน้าตาทางการเมืองมักต้องเกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมพิธีรับรองอย่างน้อยก็ควรต้องอยู่ที่ตำหนักฝึกการแสดงหรืออยู่ใกล้กับฝ่ายพิธีการแต่สตรีทั้งสองกลับมาปรากฏที่สนามฝึกนี้ แถมยังแต่งกายเช่นนี้อีก
ก่อนที่นางจะได้เอ่ยถามจี้ผินก็ยิ้มบางก่อนจะเอ่ยเสียงใส
“..ไม่คาดคิดเลยว่าหลี่ผินจะมาฝึกที่นี่เช่นกัน” จี้ผินยิ้มทั้งแววตาใบหน้าแม้จะแต่งแต้มเพียงบางเบา แต่กลับสะกดใจผู้พบเห็น “ข้าและหนิงผินตั้งใจจะมาฝึกกระบี่กันเสียหน่อยไม่คาดว่าจะมีคนมาก่อนแล้วเช่นนี้”
หนิงผินขยับมายืนข้างเพื่อนสนิทนางสูงกว่าเล็กน้อย ผิวสีน้ำผึ้งผิวเนียนตาคมชัดดูเป็นคนทะมัดทะแมงสมกับวาจาต่อมาที่เปล่งออกมา“วันนี้พวกเราเชิญอาจารย์กระบี่หญิงจากนอกวังเข้ามาฝึกด้วยเห็นหลี่ผินมาฝึกคนเดียวเช่นนี้ สนใจจะร่วมด้วยกันไหมเล่า? ไม่แน่นะอาจจะได้แนะแนวใหม่ติดมือกลับไปด้วย”
หลิวชิงเซียงเหลือบมองผ่านไหล่ของสองสตรีไปยังด้านหลังที่นั่นมีหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตามมาเงียบๆ ชุดของนางแม้ไม่หรูหราแต่กลับแนบกายพอเหมาะ ย่างก้าวนิ่งหนักแน่น แววตาคู่นั้นมองรอบลานฝึกอย่างเสือชำนาญที่สำคัญคือท่าทางการเดิน คล้ายพยัคฆ์ที่ฝึกมาอย่างดี ทุกย่างก้าวไม่มีเสียงฝีเท้า
นางรู้ทันที..ว่าสตรีผู้นั้นมิใช่สตรีธรรมดาและคงมิได้เป็นเพียงครูสอนวิชาป้องกันตัวทั่วไป หลิวชิงเซียงจึงค้อมศีรษะเล็กน้อยพร้อมคลี่ยิ้มสุภาพ
“ขอบคุณในคำชวนนั้นเจ้าค่ะแต่ข้าเกรงว่าจะรบกวนเวลาท่านทั้งสองการฝึกเช่นนี้สำหรับข้าเป็นเพียงการขัดเกลาตนเท่านั้นมิกล้าแทรกคาบเรียนอันมีค่าของพวกท่าน” น้ำเสียงของนางแม้สุภาพแต่แฝงไว้ด้วยจังหวะที่วางระยะอย่างเหมาะสม
จี้ผินหัวเราะเบาๆ“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรหากเปลี่ยนใจเมื่อไรก็มาแจ้งได้” แล้วนางก็หันไปยังอาจารย์กระบี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมพยักหน้าเบาๆเพื่อส่งสัญญาณเริ่มบทเรียนของตน
หลิวชิงเซียงสบตากับหญิงผู้นั้นเพียงแวบเดียวก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินไปอีกด้านของสนามฝึก มือเรียวเคลื่อนไหวต่อเนื่องราวสายธารไร้ที่สิ้นสุดเย็นสงบแต่คมกริบ ปลายกระบี่พุ่งวาดออกอย่างอิสระเปลี่ยนจากท่าตั้งรับเป็นรุกโดยไม่อาศัยแรงมากเกินควร ทุกจังหวะพริ้วไหวพลิ้วเบาแต่ก่อนที่ท่า ‘หวงอิงซานกวาดเงา’ จะจบลงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเงาร่างที่ขยับมายืนอยู่ข้างสนามฝึก
“กระบี่ของหลี่ผิน..ดูไม่คล้ายผู้ฝึกใหม่เลยสักนิด” เสียงทุ้มนุ่มของอาจารย์หญิงที่จี้ผินและหนิงผินเชิญมาเอ่ยขึ้นดวงตาคู่นั้นมีประกายลึกลับแฝงความเฉียบคมอย่างที่ไม่อาจประเมินได้ง่ายๆ “ข้าขออภัย หากกล่าวผิด..หลี่ผินพึ่งเริ่มฝึกกระบี่จริงหรือ?”
หลิวชิงเซียงชะงักเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเบาๆทำไมไม่ไปสั่งสอนสนมที่เชิญท่านมา จะมาสังเกตกระบวนท่าของนางทำไมดวงตานางสบกับสายตาของหญิงเบื้องหน้า ก่อนตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง “ข้าก็เพียงได้ฝึกบ้างตามแต่เวลาว่างที่เผอิญมีเยอะเสียหน่อยอีกทั้งอาจจะเพราะพัฒนาการเร็ว ได้ฝ่า..เอ่อ..คนของฝ่าบาทเมตตาชี้แนะอยู่บ้างจึงได้มีพื้นฐานที่พอฝึกต่อเองได้”
หนิงผินที่นั่งพักด้านข้างพลันเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้นแววตาเปล่งประกาย “หลี่ผินหมายถึงว่า..องครักษ์ของฝ่าบาทแนะนำวิชาให้หรือ? มีเคล็ดวิชาใดแบ่งปันให้พวกเราบ้างหรือไม่?” เสียงของนางยังคงไพเราะอ่อนหวาน
จี้ผินที่ยืนโบกพัดอยู่ใกล้กันก็ยกคิ้วขึ้นน้อยๆแล้วเอ่ยยิ้ม “นั้นสินะหลี่ผินผู้มีวาสนาดีตั้งแต่เข้าวังมา ยังมีผู้ชี้แนะที่พึ่งพาได้เช่นนั้นช่างน่าอิจฉา หากเป็นไปได้ข้าก็หวังจะได้เรียนรู้บ้างเล็กน้อยก็ยังดี”
หลิวชิงเซียงแสร้งหัวเราะเก้อเขินมือบางโบกเบาๆ คล้ายปฏิเสธด้วยความถ่อมตน “ข้าไม่กล้าหรอกฝีมือยังด้อยนัก..เกรงว่าจะชี้แนะผิดไปมากกว่า”
จี้ผินกับหนิงผินมองหน้ากันครู่หนึ่งแล้วค่อยเดินมาประชิดอีกนิดใบหน้าเปื้อนยิ้มบางแต่แฝงความคาดหวัง “เช่นนั้น..แสดงให้เราดูสักกระบวนท่าเถิดไม่ต้องมากก็ได้”หนิงผินยื่นหน้าเข้ามาดวงตาเป็นประกายอย่างแท้จริง “ให้ข้าอยากเห็นเคล็ดวิชาจากองครักษ์หลวงสักหน่อย”
หญิงสาวจากทะเลทรายชะงักไปครู่หนึ่งมือที่ยังถือกระบี่เลื่อนลงต่ำ นางนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “เสียดายนัก วันนี้ข้าเหนื่อยแล้วความจริงก็ตั้งใจจะกลับเสียด้วย..หากมีโอกาสวันหน้าค่อยว่ากันเถิด”
นางเอ่ยจบแล้วก็หันหลังกลับโดยไม่รอฟังเสียงค้านฝีเท้าแม้ยังนุ่มนวลแต่เร่งขึ้นเล็กน้อย เพราะนางไม่อาจเปิดเผยกระบวนท่าจริงต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ต่อได้โดยเฉพาะอาจารย์หญิงผู้นั้นเพียงสบตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีสายตาเช่นพยัคฆ์ประเมินเหยื่อหากปล่อยให้สังเกตมากเกินไปอาจจับพิรุธได้ว่านางไม่ใช่เพียงสตรีบ้านนอกที่พึ่งฝึกใหม่แต่เป็นมีฝีมือที่ซึ่งฝึกฝนมายาวนาน
‘รู้อย่างนี้น่าจะพาอิงหลานหรือฟ่านหรูมาด้วย’ นางบ่นในใจขณะก้าวเดิน เมื่อครั้งก่อนนางมักฝึกคนเดียวจนเคยชินจึงไม่ชอบให้ใครมาเฝ้ามองจึงออกคำสั่งไม่ให้ตามมาไปโดยมิไตร่ตรองมากนัก
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะพ้นแนวร่มไม้ไปยังทางเดินกลับเสียงสายลมเฉือนอากาศก็ดังแว่วมาอย่างเฉียบพลันเงาวาบวาวของฝักกระบี่พุ่งทะยานมาทางนางราวกับลูกศรจากแถบขอบฟ้าปลายทางพุ่งตรงเข้าที่อกด้านซ้ายของนาง
“ขอคำชี้แนะหน่อยเถิด” เสียงของอาจารย์หญิงกล่าวพร้อมการลงมือ
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างแต่มิได้ตกใจนักร่างของนางขยับโดยสัญชาตญาณฝักกระบี่กระแทกอากาศในจังหวะเดียวที่ร่างของนางหมุนตัวเบี่ยงออกอย่างรวดเร็วฝ่ามือขวาปล่อยออกโดยไม่ทันคิด ราวกับร่างกายโต้ตอบแทนสมอง
เสียงฝ่ามือฟาดกับฝักกระบี่ดัง“ฉัวะ!” ขอบฝักสะท้านกลับเล็กน้อย ขณะที่ร่างอาจารย์หญิงพลิกเท้าพร้อมสาวเท้าตามมาขณะนั้นอาจารย์หญิงก็ดึงกระบี่ออกจากฝักในจังหวะเดียวกับที่ข้อมืออีกข้างก็บิดเบาๆส่งปลายกระบี่แหวกอากาศเฉียดซอกคอของหลิวชิงเซียงไปเพียงครึ่งชุ่น
หลิวชิงเซียงก้าวถอยหลบอีกครั้งแขนข้างหนึ่งยกขึ้นปัดปลายกระบี่ออกด้านข้างอย่างแนบเนียนโดยไม่ใช้แรงมากทว่าในใจกลับเริ่มร้อนรน นางไม่อยากเปิดเผยกระบวนท่าให้เห็นชัด ยิ่งอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือจากภายนอกยิ่งต้องระวังจึงทำได้เพียงตั้งรับ ร่างของนางถอยอีกก้าว จังหวะเท้าถอยตามที่คำนวณไว้พอดีด้านหลังเป็นหุ่นฟางที่ตั้งเรียงไว้ หากไม่ระวังอาจสะดุดเอาง่ายๆ
“เพียงหลบก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรนัก” เสียงของอาจารย์หญิงดังขึ้นอีกครั้งปลายกระบี่สะบัดลงเป็นแนวโค้งฟาดจากด้านบนลงล่าง
หลิวชิงเซียงจึงหมุนตัวก้าวซ้ายทิ้งน้ำหนักสู่เท้าหลังปล่อยมือขึ้นรับ แม้เคลื่อนไหวช้าไปหน่อยแต่ก็หลบได้แต่นางไม่ทันรู้ตัวว่าถอยไปใกล้จุดสิ้นสุดของสนามฝึกแล้ว ขณะนั้นเสียงเท้าเบาๆข้างหลังทำให้นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่ฝักกระบี่ของอาจารย์หญิงจะฟาดไปยังมือที่ยื่นมาขวางจากอีกมุมเสียงปะทะดังชัดเจน “เพี๊ยะ!”
ร่างอาจารย์หญิงชะงักฝักกระบี่ในทันใดขณะที่หลิวชิงเซียงหันขวับไปทางด้านข้าง ร่างที่ปรากฏตรงนั้นคือจี้ผิน!
จี้ผินยืนนิ่งใบหน้าเธอซีดขาวราวหิมะในราตรีริมทะเลทราย มือข้างที่ถูกฟาดมีรอยแดงชัดเจนฝักกระบี่แม้ไม่ได้คมแต่แรงปะทะจากผู้มีฝีมือระดับสูงเช่นอาจารย์หญิงย่อมมิใช่เรื่องเบา
“จี้ผิน!” หลิวชิงเซียงเบิกตาเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจนางรีบก้าวเข้าไปพร้อมยื่นมือประคองอีกฝ่าย “เป็นอะไรหรือไม่?”
แต่สิ่งที่หลิวชิงเซียงเห็นคือใบหน้าโกรธเคืองจ้องมาที่นางก่อนที่ดวงตาของจี้ผินแดงช้ำคล้ายคนจะร้องไห้ น้ำตาเริ่มร่วงพรูลงมาไม่อาจหยุดได้
หลิวชิงเซียงชะงักค้างไปเพียงครู่มือยังแตะที่ข้อมือของหญิงสาว “ข้าก็ไม่ได้ฟาดเจ้าสักหน่อย” นางพึมพำอย่างสับสนสายตาช้อนมองหญิงตรงหน้า แม้ฝักกระบี่จะหนักแต่ก็ไม่ถึงกับจะเจ็บปวดจนต้องหลั่งน้ำตาเปี่ยมโทสะใส่นางเช่นนี้ หรือว่าน้ำตานั้น..ไม่ใช่เพราะความเจ็บทางกาย?
หลิวชิงเซียงยังจับข้อมือของจี้ผินไว้ดวงตาคมสีเข้มจ้องรอยแดงที่แต้มบนผิวขาวผ่องดุจหยกของหญิงตรงหน้ารอยนั้นแม้มิได้เรียกว่าสาหัสนัก แต่กลับแดงเถือกยิ่งอยู่บนผิวที่ขาวจัดของจี้ผิน
“ข้าไม่ได้..” เสียงของหลิวชิงเซียงแผ่วลงในลำคอไม่ทันกล่าวจบถ้อยคำ หนิงผินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลก็รีบก้าวเข้ามาสีหน้าแปรเปลี่ยนจากสงสัยเป็นบึ้งตึงในบัดดล
“หลี่ผินเหตุใดเจ้าจึงต้องลงมือรุนแรงเช่นนี้ด้วย?” น้ำเสียงของหนิงผินไม่ได้ดุดันหากแต่กังวานแฝงตัดพ้อ บาดลึกเสียยิ่งกว่าการตะคอก “ถึงแม้จะเป็นการฝึกซ้อมแต่จะมีเหตุอันใดให้เจ้าทำกับสตรีผู้อ่อนโยนถึงเพียงนี้?”
หลิวชิงเซียงหันขวับไปเงาสงสัยทอแววเข้มในดวงตา จี้ผินเงยหน้าขึ้นช้าๆ เส้นผมยาวหลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มน้ำตาหลั่งรินต่อเนื่องราวกับความปวดร้าวมิอาจห้ามได้ริมฝีปากบางสั่นระริกขณะเปล่งวาจา “หรือว่า..หลี่ผินยังโกรธเคืองเรื่องที่ข้ามิได้จัดช่วงการแสดงให้เจ้าในพิธีต้อนรับคณะทูต?” นางเอ่ยเสียงแผ่วพร่าพร้อมยกมือที่มีรอยแดงขึ้นแนบอกสีหน้าเจ็บปวดคล้ายคนกำลังจะหมดแรง
ถ้อยคำนั้นดั่งสายฟ้าฟาดกลางใจหลิวชิงเซียงนางเบิกตากว้างก่อนจะขยับถอยหนึ่งก้าว สีหน้าตกตะลึงปะปนแววไม่เชื่อ “อะไรกัน..เรื่องจะไปกันใหญ่..” เสียงของนางดังขึ้นแผ่วๆ แต่คมชัดน้ำเสียงมิได้อ่อนหวานหากเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่ฝืนกั้นไว้ “เมื่อครู่ข้ามิได้แตะต้องดาบเลยจะไปฟาดมือท่านได้อย่างไร? พวกท่านก็เห็น..ชัดเจนว่าเป็นของอาจารย์หญิง!”
หลิวชิงเซียงหันไปมองรอบตัวแม้เพียงประโยคนั้นจะสะท้อนความจริง แต่ในวังหลัง..ความจริงมักพ่ายให้กับสิ่งที่ผู้คนเลือกจะเชื่อเสียมากกว่า
หนิงผินเลิกคิ้วเล็กน้อยริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนเอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? อาจารย์หญิงท่านนั้นเป็นผู้ที่ข้ากับจี้ผินเชิญเข้ามาโดยตรงท่านเป็นผู้ทรงเมตตา มิเคยมีความแค้นใดกับเราสอง จะมาทำร้ายพวกเราไปเพื่ออะไร?”
คำกล่าวนั้นไม่เพียงปัดความรับผิดของอาจารย์หญิงไปเสียหมดแต่ยังย้อนกลับมากระแทกใส่หลิวชิงเซียงอย่างจัง ดวงตาของนางไหววูบทันทีริมฝีปากที่กำลังจะเอ่ยอะไรต่อกลับกลืนคำเหล่านั้นลงไปเสียหมด
มือที่ยังจับข้อมือของจี้ผินอยู่จึงค่อยๆ คลายออก หนิงผินก้าวเข้ามาแทนที่ ประคองร่างของจี้ผินที่ยังสะอื้นเบาๆออกห่างอย่างนุ่มนวล มือเรียวลูบรอยแดงอย่างถนอมคล้ายพี่สาวปลอบน้องสาวทั้งยังไม่ลืมหันมามองหลิวชิงเซียงด้วยแววตาเรียบนิ่ง แต่ในแววตานั้น..มีความตำหนิแฝงอยู่ทุกอณู
“มือของจี้ผินเจ็บถึงเพียงนี้..” นางเอ่ยวาจาช้าๆเสียงราวกับกระซิบแต่ทิ่มแทงดุจเข็มน้ำแข็ง “เช่นนี้แล้ว..นางจะสามารถร่ายรำในพิธีต้อนรับคณะทูตได้อย่างไร? หลี่ผินทำเกินไปจริงๆ”
กล่าวจบหนิงผินก็ค่อยๆ พาร่างของจี้ผินถอยออกไป ชุดฝึกพลิ้วตามแรงลมทิ้งไว้เพียงร่างของหลิวชิงเซียงที่ยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักกลางสนามฝึกสีหน้าของนางเปลี่ยนจากสับสนเป็นนิ่งสนิท ใบหน้าแข็งราวหินผา
สายตาหลิวชิงเซียงเหลือบมองไปทางรอยบนพื้นจากฝักกระบี่เมื่อครู่แล้วทอดตาไปทางร่างของสองสนมที่ค่อยๆ ลับสายตาไปกับแนวไม้ริมสนาม ‘แสร้งเจ็บปวดเช่นนั้น..น้ำตาร่วงถึงเพียงนี้’ นางคิด ‘ดูท่าครานี้ข้าคงพลาดหลงกลเข้าแล้ว’ หลิวชิงเซียงก้าวถอยหลังอีกครึ่งก้าวแล้วพยักหน้าน้อยๆให้ตนเองอย่างขมขื่น
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้วังหลังมิเพียงเป็นสถานที่แห่งบุปผานานาพันธุ์หากแต่เป็นสนามประลองที่ไร้ดาบและกระบี่จริง ไม่มีเสียงกลอง ไม่มีธงประกาศขนาดความเจ็บยังกลายเป็นกลลวงได้ง่ายดายราวปลายนิ้ว
‘แสร้งยอมเจ็บ..เพื่อให้ข้ากลายเป็นผู้ผิดแล้วร่วมกับงานพิธีร่ายรำจะเป็นข้ออ้างให้ลากข้าเข้าสู่สายตาทุกคนข้าจะกลายเป็นคนที่อิจฉาจนไม่แยกแยะ ไม่สนว่าจะกระทบกับพิธีหรือไม่’ หลิวชิงเซียงกำหมัด
หญิงสาวทอดสายตามองไปทางประตูสนามฝึกอวิ๋นหลานซึ่งปิดอยู่แต่ไกลลมพัดใบหลิวปลิวตามแรง โบกไหวเบาบางคล้ายเสียงหัวเราะเยาะที่ลอยมาจากทิศใดทิศหนึ่ง‘รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของข้าครานี้พวกเจ้ากลับลงมือถึงขั้นยอมเจ็บด้วยตัวเอง’