ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่28 นครหลวงเหอผิง

            “ร่างบงกชเหมันต์?”หนิงเฟยหลงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแม้จะอ่านคัมภีร์จดบันทึกของแคว้นมาหมดแล้วก็ตาม มันก็ไม่เคยเจอหรือได้ยินมาก่อน“นางไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าร่างนี้มันคืออะไร?”

     

              หญิงสาวพยายามนึกภาพในช่วงนั้นก่อนจะตอบ“ไม่ได้บอก ก็อย่างที่เล่านั่นแหละ พอนางกล่าวจบก็จากไปเลย”

             

            “ไม่แน่ว่าการที่เจ้าเลื่อนขั้นได้รวดเร็วก็เป็นเพราะสาเหตุนี้ก็เป็นได้อย่างไรเสียร่างที่เจ้าครอบครองก็มีประโยชน์เพราะฉะนั้นเจ้าควรจะตั้งใจฝึกฝนให้มากยิ่งขึ้นเข้าใจหรือไม่?!”หนิงเฟยหลงนึกถึงเรื่องราวที่หนิงอันอันเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็ประจวบเหมาะกับการที่ได้รู้ว่านางเป็นร่างบงกชเหมันต์จึงนำมาปะติดปะต่อกันขึ้นมา

             

            “ข้าเข้าใจแล้ว” หนิงอันอันตอบรับ

             

            “ดี!งั้นคราวนี้เจ้าจงฝึกเพลงกระบี่ให้ช่ำชอง เวลาเจออันตรายจะได้พึ่งพาตนเองได้บ้างเพียงแต่ว่าจากเท่าที่ดูครั้งที่แล้วท่าพลิกแพลงนั้นมีน้อยเกินไปงั้นข้าจะเพิ่มให้อีกท่าหนึ่งก็แล้วกัน”กล่าวจบชายหนุ่มก็คว้ามือไปหยิบกระบี่ขององครักษ์ ออกมาวาดลวดลายให้หนิงอันอันชมดู

             

            หนิงเฟยหลงปล่อยให้น้องสาวฝึกซ้อมกระบี่จนถึงเย็นมันเดินไปรอบๆค่ายพลางครุ่นคิด “วิชากระบี่ของนางนั้นเอาไว้จู่โจมหากต่อสู้ไม่ได้จะทำอย่างไร? ท่าร่างลมหวนนั้นนางคงไม่อาจเข้าใจในตอนนี้ได้ยิ่งก้าวย่างชมจันทร์ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเลย เฮ้อ..”

             

            หลังจากที่เดินวนรอบค่ายพักอยู่เป็นเวลานานมันก็เปลี่ยนบรรยากาศเดินออกไปชมนกชมไม้แทน “นึกไม่ออกงั้นก็ไม่ต้องนึกวิชามากมายก็มีอยู่ เข้าไปถึงเมืองหลวงค่อยไปหามาให้นางก็แล้วกัน”

             

            ..........

             

            ช่วงเย็น หนิงอันอันรีบเลิกจากการฝึกฝนเข้าครัวทำหารโดยไม่ยอมให้พี่ชายเข้ายุ่งหากเข้ายุ่งอีกมีหวังวันนี้นางคงไม่ต้องนอนได้ท้องร่วงเป็นแน่!

             

            พอพลบค่ำทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อน จวบจนรุ่งสางจึงพากันออกเดินทางต่อการเดินทางต่อจากนี้แทบจะไม่มีการหยุดพักอีกเลยเพราะเวลานั้นใกล้จวนเจียนจะหมดแล้ว ใช้เวลาเกือบเดือนจึงมาถึงชายแดนนครหลวงเหอผิง

             

            “หยุดก่อน!” เสียงชายผู้หนึ่งตะโกนให้ขบวนหยุด หาใช่ใครอื่นนั่นคือนายทหารที่คอยตรวจตราผู้สัญจรเข้าออกอาณาเขตนครหลวง

             

            เวลานี้ของขบวนของหนิงเฟยหลงได้เดินทางมาถึงด่านตรวจทางทิศใต้ของชายแดนนครหลวงเหอผิงนครหลวงมีการป้องกันอย่างแข็งขัน มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบแม้จะเดินทางเข้าออกก็ยังมีการตรวจตราอยู่หลายชั้น

             

            เริ่มต้นจากชายแดน ถัดเข้ามาจะเป็นส่วนของการเกษตรและปศุสัตว์แล้วจึงมีด่านขึ้นอีกเรียกด่านชั้นกลางส่วนใหญ่พื้นที่ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับทางกองทัพและที่ตั้งสำนักต่างๆรวมถึงสำนักยุทธ์หลวงที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ภายนอกเมืองด่านสุดท้ายนั่นก็คือกำแพงเมืองที่ทอดยาวปิดล้อมทั้งสี่ทิศที่สูงตระหง่านยากจะพิชิตได้

             

            ภายในเมืองยังประกอบไปด้วยปราการชั้นอีกสามชั้นชั้นแรกเป็นที่อยู่ของพ่อค้า ไพร่ ชั้นถัดมาเป็นของขุนนาง เชื้อพระวงศ์และสุดท้ายคือกำแพงวังหลวงขององค์จักรพรรดินั่นเองที่นครหลวงนี้มีไพร่พลประจำการทั้งสิ้นสามแสนนาย คอยรับพระบัญชาจากองค์จักรพรรดิโดยตรงไม่ขึ้นกับกรมกลาโหมแบ่งออกเป็นกองทัพค่ายพยัคฆ์กองทัพค่ายมังกร กองทัพรักษาพระนคร และกองทัพองครักษ์หลวง  

                     

              หนิงเฟยหลงและหนิงอันอันมองวิวทิวทัศน์ตามรายทางอย่างสบายอารมณ์

     

            “นครหลวงนี่สวยนักสวยกว่าเมืองเซียงของเราเป็นไหนๆไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ แม้แต่กองทหารก็ยังมีมากกว่าความแข็งแกร่งก็ไม่ด้อยกว่ากันเท่าไหร่ สินค้าที่นี่ก็มากมายนักผู้คนที่นี่ดูร่ำรวยเป็นอย่างมากฐานะที่ต่ำสุดของที่นี่คงจะเป็นตระกูลระดับกลางเป็นแน่!” ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจหญิงสาวเองก็พยักหน้าเห็นด้วยแววตาทั้งคู่เป็นประกาย

             

            กร็อบ กร็อบ! เสียงฝีเท้าม้ามากมายดังขึ้นตรงมาทางรถม้าของชายหนุ่ม

             

            “หยุด..!”ชายผู้หนึ่งน่าจะวัยสามสิบเศษสั่งให้ม้าของตนเองหยุด และลงจากหลังม้าโค้งคำนับ

             

            “คำนับซื่อจื่อข้าน้อยรองผู้บัญชาการองครักษ์ค่ายพยัคฆ์นามจูหยวนได้รับพระบัญชาให้มาเชิญตัวท่านฝ่าบาทมีพระประสงค์ให้ท่านเข้าเฝ้า เชิญตามข้ามา”เนื่องจากหนิงเฟยหลงเป็นบุตรชายของหนิงเฉิงซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นโหวจึงถูกรียกว่าซื่อจื่อ

     

              “เข้าใจแล้วพี่ชงหยงไปกับข้า ส่วนพี่ชงเป่าพาหนิงอันอันไปยังจวนขุนนางตระกูลหนิง”ว่าแล้วชายหนุ่มไม่รอช้าลงจากรถม้ากระโดดขึ้นหลังอาชาควบตามรองผู้บัญชาการจูหยวนไป

     

              เสียงฝีเท้าม้าหยุดลงที่หน้าประตูวังนับจากนี้เป็นต้นไปจะต้องเดินด้วยเท้าเข้าไปเว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะได้รับพระราชทานอนุญาตให้นั่งรถม้าเข้าไปวังหลวงนั้นมีขนาดกว้างใหญ่มากกินพื้นที่ของนครหลวงเหอผิงไปถึงหนึ่งส่วนห้า

     

              ชายหนุ่มต้องเดินเท้าจึงใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วยามจึงถึงหน้าห้องทรงพระอักษรมันไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าแต่อย่างใดตลอดทางที่มามันได้ใช้ร่างลมหวนช่วยให้ก้าวย่างอย่างสบายมองดูพระราชวังที่วิจิตรงดงาม ต้นไม้ใบหญ้าสิ่งของต่างๆล้วนเป็นระเบียบเรียบร้อย ทันทีที่มาถึงก็มีขันทีผู้หนึ่งออกมารอรับนำทางเข้าไป

     

              “กราบทูลฝ่าบาทหนิงเฟยหลงมาถึงแล้วพะยะค่ะ” ขันทีคนดังกล่าวเอ่ยขึ้นมาอย่างนอบน้อมจากนั้นจึงถอยตัวออกไปรอคำสั่งที่ด้านข้าง

     

              หนิงเฟยหลงเดินเข้ามาถึงก็ไม่ได้มองสิ่งใดคุกเข่าลงกับพื้น“กระหม่อมหนิงเฟยหลงถวายบังคมฝ่าบาท!” มันเปล่งเสียงอย่างชัดเจนโน้มตัวลงศีรษะจรดพื้น

     

              จักรพรรดิมองเพ่งพินิจสักครู่จึงค่อยเอ่ย“ตามสบายเถอะ” พระองค์ไม่ได้นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรทองแต่กำลังยืนถือหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง สายตานั้นไม่ได้ออกห่างจากตัวหนังสือเลยแม้แต่น้อยจะมีแค่เพียงเมื่อสักครู่ที่หันไปมองชายหนุ่มก็เท่านั้น

     

              “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”ชายหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นสายตามองต่ำลงไม่อาจสบตาองค์จักรพรรดิผู้ที่เป็นเจ้าชีวิตได้แต่ก็คงแอบเหล่ตามองเล็กน้อย

     

              “กิริยามารยาทไม่เลว ฝีมือก็ไม่เลวหนิงเทียนคงจะอบรมเจ้ามาดีอย่างนั้นสิ?” จักรพรรดิเริ่มเอ่ยถามด้วยความสนใจหากแต่พระสุรเสียงนั้นยังคงทุ้มต่ำ

     

              “พะยะค่ะฝ่าบาท”หนิงเฟยหลงกล่าวตอบกิริยาท่วงท่ายังคงระมัดระวังอยู่ตลอด

     

              “เจ้ากลับไปได้แล้ว” จักรพรรดิไม่ได้สนใจชายหนุ่มแล้วพระองค์กลับมาสนใจที่หนังสือสายตาจดจ้องอย่างขะมักเขม้น  

     

              หนิงเฟยหลงคำนับอีกครั้งแล้วค่อยก้าวถอยหลังพอพ้นสายตาองค์จักรพรรดิแล้วจึงหันหลังกลับเดินตามปกติออกนอกวังหลวง

     

              หากแต่ขากลับนั้นองค์จักรพรรดิได้สั่งให้รถม้ามารอรับมันจึงไม่ต้องเดินออกไปเหมือนตอนที่เข้ามา “ที่แท้พระองค์ตั้งใจจะทดสอบข้า...แต่เหตุใดองค์จักรพรรดิถึงไม่เหมือนที่ข้างนอกเขาลือกัน”ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดผู้คนที่ว่าร้ายองค์จักรพรรดิว่าไม่สนใจในราชกิจมัวเมาในสุรานารี

     

            ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มเห็นนั้นกลับแตกต่างไม่มีสนมนางกำนัลเคียงข้างพระวรกายสักคน สุรานั้นก็หามีไม่จะมีก็แต่หนังสือมากมายที่อยู่บนโต๊ะ รวมถึงฎีกาอีกหลายฉบับกองพะเนินอยู่ หากจะกล่าวว่าเป็นการตบตาบางทีก็อาจจะใช่ถ้าไม่เห็นว่าพระองค์นั้นขะมักเขม้นกับการอ่านหนังสือเพียงใด

     

              “เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำบางอย่างเป็นแน่แต่คงจะเป็นเรื่องใหญ่” กล่าวจบมันก็ถอนหายใจยาวหนึ่งครา

     

              “นี่ข้าจะสนใจไปทำไมกันสิ่งที่ข้าต้องทำคือได้ที่หนึ่งในการสอบคัดเลือกในอีกห้าวันที่จะถึงนี้!”

     

              ..........