มันช่างเป็นวันแสนเลวร้ายสำหรับองค์หญิงอ๋องเก้าอยู่นั่งเฝ้าในห้องไม่ยอมออกไปรอข้างนอกรอจนนางอาบน้ำเสร็จก็มายืนกำกับให้ซูเจินเลือกชุด
“ซูเจินเจ้าหยิบชุดของพระชายาที่มีสีคล้ายกับเปิ่นหวางด้วย เปิ่นหวางจะออกไปข้างนอก”
หานซูลี่ได้ยินแล้วตาเหลือก‘ไปข้างนอกแล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า?’
“หม่อมฉันอยากอยู่ตำหนักมากกว่าเพคะ”
“หือ”อ๋องหนุ่มเบือนหน้าคมสันมาหาภรรยา “เจ้าอยากให้ข้าอยู่ตำหนักเป็นเพื่อนหรอกหรือ?ทีแรกข้าคิดจะออกไปคุยธุระกับชินอ๋องสักครู่ รอตอนเย็นค่อยมากินข้าวกับเจ้าอีกที”
องค์หญิงนึกอยากตบปากตัวเองนักที่พลาดตกหลุมจิ้งจอกขาวตัวนี้อีกจนได้ เขาพูดออกมาเสียเมื่อไหร่กันว่าอยากเอานางไปด้วย หากเงียบไปเสียก็คงไม่พลาดพลั้ง
“เอ่อ...หม่อมฉัน....”
“ที่แท้น้องหญิงก็ไม่อยากให้ข้าไปคนเดียวนี่เองเราใส่ชุดสีเดียวกันแล้ว หากไปด้วยกันก็ย่อมจะเหมาะสมยิ่งเจ้ายังไม่เคยไปวังสามพยัคฆ์จะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนพระชายาและเด็กแฝดทั้งสี่ด้วย”
หานซู่ลี่ที่กำลังหน้าเผือดสีครั้นได้ยินว่า เด็กแฝดสี่ก็รู้สึกสนใจขึ้นมา “โอรสธิดาของชินอ๋องนั่นหรือเพคะ?”
“เจ้าเองก็อยากเห็นล่ะสินะสามพยัคฆ์กับหนึ่งหงส์”อ๋องเก้าฉวยโอกาสตอนนางกำลังอยากไต่ถามผลักบ่าอวบอ้วนให้เดินออกหน้าตำหนัก
ประตูหน้าวังสามพยัคห์ของชินอ๋องนั้นใหญ่โตโอ่อ่าสมกับเป็นสถานที่พำนักของผู้มีอำนาจอันดับสองในแผ่นดิน
หานซูลี่พยายามเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าทว่าอ๋องเก้ากลับเดินมาด้านหลังผลักบ่าของนาง “เจ้าเดินเร็วขึ้นหน่อย ข้าอยากเห็นหน้าหลานๆแล้ว”
องค์หญิงรู้ว่าชินอ๋องและพระชายาฟ่านซิ่วอิงเสด็จไปงานอภิเษกของตนเองแต่เพราะคลุมผ้าอยู่จึงไม่ได้โฉมหน้าของสองสามีภรรยาที่กล่าวขานกันว่ารูปโฉมงดงามราวเทพบุตรและเทพธิดา
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาร่างดูกำยำกว่าอ๋องเก้านั่งยกยิ้มรอที่เก้าอี้ห้องโถงในมือมีเด็กทารกที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้ส่วนหญิงสาวร่างระหงที่สวยหยาดเยิ้มที่อุ้มเด็กน้อยอีกคนอยู่เคียงข้างเมื่อเห็นนางเดินมาดูจะมีแววตาปิติเกินกว่าคนเพิ่งรู้จัก
‘พระชายาองค์นี้ช่างดูน่าแปลกเหลือเกิน’ องค์หญิงหานซูลี่รู้สึกสะกิดใจตนเองไม่เคยรู้จักฟ่านซิ่วอิงเป็นการส่วนตัวเหตุใดนางจึงทำหน้าราวกับตื่นเต้นยินดีถึงเพียงนั้น
“คารวะชินอ๋อง คารวะพระชายา”
“อย่าได้เกรงใจ เราคนกันเององค์หญิงเชิญนั่ง” ชินอ๋องยิ้มให้อย่างมีไมตรี แต่ดวงตายังจับจ้องที่ลูกสาวคนเล็ก
“นี่ท่านติดลูกสาวขนาดนี้เชียวหรือ?”อ๋องเก้าได้ยินองค์ชายสิบห้าพูดถึงเรื่องพี่ชายเอาแต่เลี้ยงลูกสาวจนแทบไม่สนใจลูกชาย
“เจ้าตัวเล็กนี่ต่างหากไม่ยอมออกจากอ้อมแขนข้า จนสามพยัคฆ์ไม่พอใจพ่อคนนี้แล้ว”ชินอ๋องยิ้มกว้างเมื่อพูดถึงลูกๆ ทั้งสี่
ฟ่านซิ่วอิงเห็นองค์หญิงหานซูลี่เต็มตาครั้งแรกนางพินิจใบหน้าขององค์หญิงแคว้นเว่ยแล้วก็สรุปกับตนเองได้ว่าข่าวที่ว่านางเป็นหญิงงามล่มเมืองนั้นเห็นจะจริง แม้จะมีน้ำหนักตัวเกินขนาดถึงเพียงนี้ใบหน้าที่จมลงไปในเนื้อหลายก้อนนั้นยังคงมีความจิ้มลิ้มน่ารักไม่น่าแปลกที่อ๋องเก้าจะรู้สึกว่านางน่ารัก แม้จะบอกว่าเหมือนสัตว์เลี้ยงก็ตามที
“ข้าพาพวกเจ้าไปดูห้องของเด็กๆทั้งสี่ดีกว่า ใกล้เวลาที่พวกเขาจะต้องนอนยามบ่ายแล้ว”
ชินอ๋องที่เดินตามหลังสุดลอบสังเกตน้องสะใภ้ร่างใหญ่หากสังเกตให้ดีนางตัวขนาดนี้กลับไม่มีเสียงกระเทือนในยามเดินแม้สักหน่อยหากมิใช่ผู้มีวิชาตัวเบาดีเลิศก็คงจะเป็นการฝึกเดินของคนในวังหลวงเว่ยที่ทำให้เดินจนไร้สุ้มเสียง
ห้องเลี้ยงเด็กแฝดสี่เป็นห้องกว้างแม่นมทั้งสี่คน และนางกำนัลอีกแปดคนจะคอยผลัดกันดูแลทั้งวันทั้งคืนชินอ๋องและพระชายาจะถือโอกาสพักหลังยามห้าย และมาดูลูกๆ อีกทีในยามเหม่ารอบตำหนักนี้ถูกวางกำลังอารักขาอย่างแน่นหนา ทั้งองครักษ์ที่เห็นตัวและไม่เห็นตัว
องค์หญิงหานซู่ลี่สังเกตไปรอบๆนางเห็นองครักษ์เงาเกาะอยู่แทบทุกหัวเสาด้านบนนางนึกถึงตอนที่เข้าเฝ้าฮ่องเต้หมิงในห้องทรงพระอักษร ‘วังชินอ๋องมีองครักษ์เงาเยอะเยี่ยงนี้คงจะมีพอๆ กับฮ่องเต้’
เมื่อทารกทั้งสี่ถูกอุ้มไปนอนเรียงกันพวกเขาช่างดูน่ารัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ได้เกิดจากส่วนผสมอันงดงามระหว่างพ่อและแม่ผิวพรรณนวลลออผุดผ่อง มิใช่ขาวจัดอย่างของหานซูลี่ “พวกเขาน่ารักจริงๆ”
“ต่อไปพวกเจ้าก็มีบ้างสิ” ฟ่านซิ่วอิงเอ่ยกระเซ้าผิวหน้าของหานซูลี่ร้อนผ่าวเป็นสีแดงเรื่อ นางยังเป็นหญิงพรหมจรรย์จะพูดถึงเรื่องมีบุตรรู้สึกจะข้ามขั้นไปนิดนางมิได้ขัดเขิน หากแต่อายที่ตนเองมิอาจมีบุตรได้ในรูปร่างแบบนี้ และที่สำคัญนางกับอ๋องเก้าก็ดูจะไม่มีทางเป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริงได้เพราะหากนางเตรียมเงินทองได้มากพอก็จะหนีกลับแคว้นเว่ยไปหลบซ่อนตัว
อ๋องเก้าเห็นหมีขาวทำหน้าแดงเช่นนั้นกลับเข้าใจไปอีกทาง “น้องหญิง เจ้าอยากมีเจ้าตัวเล็กหรือ?”
“เอ่อ....”หานซูลี่รู้สึกโกรธตนเองที่มักจะตกหลุมพรางจิ้งจอกขาวตัวนี้ให้ได้อับอายทุกครั้ง
“เอาเถิดหากเจ้าอยากมี ข้าก็จะพยายาม” หน้าตาคมสันที่พูดออกมาหน้าตาเฉยเช่นนั้นทำเอาชินอ๋องกับฟ่านซิ่วอิงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดขำคิกคักในขณะที่หานซูลี่นึกอายสองสามีภรรยาจนผิวแดงเลยถึงใบหู ‘จะบ้าตาย ใครอยากมีกันเล่า? อ๋องเก้า ช่างขยันทำให้ข้าอับอายผู้คนนัก’
หนุ่มหล่อร่างสูงเพรียวเห็นนางก้มหน้ามองเห็นเพียงใบหูอวบอูมแดงก่ำก็แอบยิ้มร้าย ‘เจ้าแกล้งทำตัวโง่เก่งนักข้าก็จะทำให้เจ้าหงุดหงิดจนแสดงตัวตนออกมาให้ได้’
หานซูลี่ไม่กล้าเงยหน้ามองอ๋องเก้าอีกนางกลัวเขาจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้นางคับแค้นจนทนไม่ไหวนางนั่งฟังพวกเขาสนทนากันเงียบๆในขณะที่ฟ่านซิ่วอิงพยายามถามนางเรื่องชีวิตในวังหลวงที่แคว้นเว่ยซึ่งนางก็พยายามตอบสั้นๆ ตราบจนลาเจ้าวังมาขึ้นรถม้า อ๋องเก้าก็ยังคงจัดท่านั่งให้นางพิงอกเขาเช่นเดิม
“เจ้าคิดว่าพวกเราต้องปรึกษากันอย่างจริงจังเรื่องนั้นหรือไม่?” เขากระซิบอยู่ข้างหูด้วยเสียงระดับสอง
องค์หญิงรีบสวนทันควัน“หม่อมฉัน คงไม่สะดวกกับท่านหรอกนะ”
--------------------------------------------