บทที่ 32
กองโจรผู้โง่เขลาและหิวโหย
เรื่องราวและภาพเหตุการณ์ที่คิทกับอีธานเห็น ถูกถ่ายทอดออกไปให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายได้รับทราบก่อนที่คนร้ายจะปรากฏเสียอีก หัวหน้าหมู่บ้านซันวู้ดและลูกบ้านหลายคนถึงกับหมดแรงจนเข่าอ่อนเพราะบ้านเรือน เสบียงและทรัพย์สินของตนพังพินาศหมดสิ้น สถานการณ์ของพวกเขาคงจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้... ถ้าหากไม่ได้ยกขบวนคนทั้งหมู่บ้านเดินทางมากินเลี้ยงที่นี่ตั้งแต่ช่วงเย็น
แม้จะเศร้าเพียงใด แต่ทุกคนก็ยังพอตั้งสติได้... มีชีวิตรอดก็ดีเท่าไหร่แล้ว บ้าน ที่ทำกิน หรือแม้กระทั่งเงินทองล้วนหาใหม่ได้
คิทมีสายตาเคร่งเครียด เขาปลีกตัวออกมาสังเกตการณ์ในที่สูงร่วมกับอีธานและเจมส์ ชาวบ้านเริ่มกลับบ้านไปหยิบจับอาวุธประจำครอบครัว จากนั้นก็มารวมตัวกับเหล่าทหารเพื่อเป็นกองกำลังสนับสนุน ทุกคนรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเมื่อกำลังทหารสองร้อยนายที่สวมชุดเกราะเบารัดกุมจัดขบวนเดินเท้าและแนวตั้งรับได้อย่างรวดเร็ว แม้จะทุลักทุเลเพราะความมืดบ้างแต่ก็ยังดีกว่าชาวบ้านที่ไม่ประสีประสาเรื่องการรบ
นักบวชทั้งหลายตามมาสมทบในเวลาต่อมา บาทหลวงจากลัทธิแห่งผืนป่าทำหน้าที่ตรวจสอบความเคลื่อนไหวท่ามกลางความมืดภายนอก ส่วนแจคสันและสหายยืนอยู่ในแนวหลัง พวกเขามีหน้าที่รอพยาบาลผู้บาดเจ็บเพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
เหล่าฮันเตอร์ของทั้งสามหมู่บ้านเริ่มแจกจ่ายธนูและลูกศรแล้ว พวกเขาเริ่มจับจองทางเดินบนแนวกำแพงจนแทบจะไม่มีช่องว่างหลงเหลือ กองไฟใหญ่สองสามกองถูกจุดบนถนนเบื้องหน้า ขณะเดียวกันคบไฟบนแนวกำแพงก็ถูกดับลงจนภายในเมืองแทบจะมืดสนิท
คิทไม่อาจวางใจให้อีธานขี่คอได้อีกต่อไป จึงต้องรีบนำเขาไปฝากไว้กับป้าแมรี่ เจ้าตัวน้อยได้แต่งอแงเพราะรู้สึกถูกทิ้ง คนเป็นพี่จึงต้องโน้มน้าวอยู่นานจนเจ้าตัวแสบเริ่มสงบลง หลังจากนั้นอีธานก็ได้รับภารกิจใหม่จากพี่ชาย คอยรายงานสิ่งที่เห็นบริเวณแนวกำแพงให้คุณป้าแม่บ้านทั้งหลายได้ทราบระหว่างรอคอยสามีและลูกชายของตนต่อสู้
เจมส์ยังคงประกบคิทตลอดเวลาเพื่ออารักขาเขาให้ปลอดภัยตามคำสั่งของสองซิสเตอร์และความต้องการของตนเอง
ขณะเดียวกับสถานการณ์หน้าทางเข้าออกหมู่บ้านฝั่งตะวันออกทำให้ทุกคนรู้สึกตึงเครียด
ฟาเธอร์อีวานแห่งแบล็ควู้ดได้ยืนยันแล้วว่า กองกำลังลูกผสมที่ทำตัวเป็นโจรมีจำนวนมากถึงแปดร้อย ข้อมูลดังกล่าวตรงกับคำพูดของเจ้าหนูอีธานและสิ่งที่คิทบอกทุกประการ ความน่าเชื่อถือในพลังของคนรุ่นเยาว์เลยเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนเมื่อคนเกือบพันวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งและสะเปะสะปะ พวกเขาเห็นเพียงกองไฟใหญ่ที่ถูกจุดไว้ หมู่บ้านเงียบสงัดและมืดมิดเหมือนไม่มีใครอยู่อาศัย ความประมาทและหลงละเลิงในชัยชนะที่ได้มาโดยง่ายจากหมู่บ้านที่ผ่านมาเริ่มทำให้ทุกคนไร้สติ
ในใจมีเพียงแค่ความรู้สึกอยากครอบครองเสบียงอาหารทั้งหลายเท่านั้น บ้านเรือนสำหรับพักอาศัยอันซอมซ่อจึงไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะพวกตนต้องการระบายความเครียดที่มีออกบ้าง
หลังจากนั้น... ขอแค่มีกิน พวกเขาก็พร้อมจะสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม คนเก่าแก่ที่อาศัยอยู่จะต้องตายทั้งหมด เพื่อให้คนใหม่สามารถสวมรอยใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น
ความคิดของคนจนตรอกช่างสกปรกและมืดมนนัก พวกเขาตามืดบอดเพราะสถานการณ์ย่ำแย่บีบคั้น
ทหารระดับนักรบทั้งหลายจับดาบและอาวุธประจำตัวชนิดอื่นไว้แน่น พวกเขาล้วนได้พรจากเทพแห่งนักรบและเทพแห่งความแข็งแกร่ง แถมยังฝึกรบเป็นอาชีพมาเนิ่นนานตั้งแต่วัยหนุ่ม ความกลัวในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่มีหลงเหลือแม้แต่น้อย พลังในกายกำลังพลุ่งพล่าน อาหารอันโอชาตลอดหลายวันที่ผ่านมาและพรของเหล่าเทพเจ้าที่ได้รับเมื่อตอนกลางวันทำให้ทุกคนแข็งแกร่งยิ่งกว่าช่วงเวลาที่เป็นทหารแห่งรัสเซลเสียอีก
ทหารเคลื่อนที่เร็วชุดแรกออกไปปะทะกับฝูงโจรผู้บ้าคลั่งทันทีที่เป้าหมายเข้าถึงระยะโจมตี เหล่าโจรที่โดนแสงไฟสว่างจ้าหลอกล่อในช่วงแรกทำให้สายตาไม่คุ้นเคยกับความมืดนัก พวกมันหลายสิบคนจึงตายลงอย่างไร้สุ้มเสียง หลังจากนั้นการตะลุมบอนของคนนับพันก็เริ่มต้นขึ้น... คนหลายสิบเริ่มบาดเจ็บล้มตาย ไม่นานนักจำนวนความสูญเสียก็พุ่งถึงร้อย...
ดวงตาสีมรกตกำลังฉายแสงอ่อนด้วยความหนักใจ ภาพที่เขาเห็นกำลังทำให้ความคิดในหัวสับสนไปหมด
ฝ่ายหนึ่ง... ทำเรื่องชั่วเพราะความหิวโหย และต้องการเอาตัวรอด
ส่วนอีกฝ่าย... ยืนหยัดปกป้องสิ่งล้ำค่าของตนอย่างมั่นคง
ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่มีความผิดจนต้องรับบาดเจ็บหรือล้มตายทั้งนั้น อาหารคงคลังของเรดวู้ดมีปริมาณมากมายเพียงพอกับความต้องการของคนเกือบสองพันจนกว่าจะพ้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า... ทำไมไม่ลองเปิดใจดูสักนิด เพียงแค่พูดคุยด้วยเหตุผล อ้าแขนรับเพื่อนมนุษย์ แล้วมุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรคในอนาคตไปด้วยกัน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่ามิใช่หรือ?
แผ่นดินทุกแห่งยังต้องการแรงงานสำหรับขยับขยายที่ทำกิน แรงงานจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยผลักดันให้ความรุ่งเรืองมาสู่ชุมชน ไม่มีนักปกครองคนใดสามารถนิ่งเฉยกับการล้มตายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ได้...
แต่ความผิดก็คือความผิด... บทลงโทษเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในกรอบอันถูกต้อง แล้วบทลงโทษใดจะเหมาะสมกับการกระทำของพวกเขากันหนอ ฉับพลันหนุ่มน้อยก็นึกถึงคำสอนในคัมภีร์ที่สองซิสเตอร์คอยย้ำซ้ำ ๆ หลายครั้ง
รู้ผิดชอบชั่วดีถึงจะนับเป็นคน ปรับปรุงตนให้ดีขึ้นจึงจะเป็นมนุษย์...
มันคือคำสอนของท่านไวท์วิงส์ผู้มีเมตตาและให้โอกาสกับผู้ผิดบาปเสมอ
หากคนเลวอย่างมิสเตอร์เกรย์ยังได้รับโอกาส แล้วทำไมชาวบ้านผู้หิวโหยจนผันตัวเป็นโจรเหล่านี้ถึงถูกปิดกั้นโอกาสนั้น? ขณะที่ความเสียหายภายนอกกำแพงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิทก็หันไปถามพี่ชายคนโตในสิ่งที่ตนเองกำลังนึกถึง…
“เจมส์... ถ้าวันหนึ่งพี่ทำผิดโดยไม่ยั้งคิด พี่อยากจะได้รับโอกาสแก้ตัวไหม?”
“...” คนตัวโตมองน้องคนเก่งด้วยความเข้าใจ คำสอนนั้นเขาเองก็จำขึ้นใจมานานแล้ว
“แน่นอนสิ” คำตอบที่พูดออกมาจึงไม่มีความลังเล
คิทฟังคำของพี่ชายด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า นัยน์ตาเปล่งประกายเขียวสดใสยิ่งกว่าเก่าเพราะมานาถูกเร่งเร้า เพียงอึดใจร่างเล็กก็พุ่งออกจากที่สังเกตการณ์ มุ่งตรงไปยังสนามรบอันวุ่นวาย ปัญหาที่เกิดจากต้นตออันเป็นพื้นฐานของชีวิตกำลังจะได้รับการแก้ไข
แต่เขา...กำลังพบกับอุปสรรคบางอย่าง
เสียงร้องของเด็กหนุ่มพยายามตะโกนเรียกความสนใจหลายครั้งแล้ว...แต่ในความวุ่นวายเช่นนี้ ต่อให้ตะเบ็งจนคอแตกก็คงไม่มีใครได้ยิน หนุ่มน้อยที่หวังหยุดสงครามไร้สาระครั้งนี้จึงได้แต่ยืนขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม
(ทำยังไงดี ๆ ๆ คิดสิ...) ดวงตาหลุบต่ำมองไปยังผืนดินที่แห้งผากและมืดมิด พื้นที่เบื้องหน้ากำลังถูกชโลมด้วยเลือดจนกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง
ไม่นานนักผืนดินเบื้องล่างก็เริ่มเผยเส้นแสงสีน้ำตาลทองที่ดูอบอุ่นให้คิทเห็น ถ้อยคำบางอย่างถูกถ่ายทอดมาจากองค์ไกเอล หนทางแก้ปัญหาของเขาปรากฏแล้ว
(ขอบคุณมากครับ... ไว้ข้าจะส่งมันเผาไปให้เยอะ ๆ เลย ฮิ ๆ) เจ้าหนูนึกถ้อยคำติดตลกในใจ ก่อนจะรวบรวมพลังมานาจำนวนมาก เขากำลังใช้พรจากผืนดิน เพื่อให้มันส่งต่อเสียงของตนจนดังกึกก้องไปทั่วดินแดน
“หยุด!”
แผ่นดินกว้างใหญ่รอบหุบเขากำลังสั่นสะเทือนตอบรับเสียงของเด็กน้อยผู้เป็นที่รักยิ่ง ร่างกายของคิทกำลังทอแสงสีน้ำตาลทองอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ได้รับพรแห่งไกเอลที่ไม่ปรากฏตัวมาเนิ่นนาน
ทุกชีวิตทั่วบริเวณกำลังอยู่ในอาการมึนงง แก้วหูปวดตุบจนไม่อาจทรงตัวได้ เจมส์ที่ยืนอยู่ใกล้เคียงเกือบสิ้นสติจนต้องถอยห่างเว้นระยะออกไปเสียหน่อย
“วางอาวุธลงเถอะ อย่าให้ชีวิตอันมีค่าต้องเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์เลยนะครับ...”
เมื่อเห็นทุกอย่างเป็นไปตามต้องการ คิทก็พูดต่อ เสียงที่ใช้ดังน้อยลงแล้วแต่ก็ยังได้ยินไปทั่ว ทุกย่างก้าวที่เขาเดินไปข้างหน้าจะทิ้งรอยแสงสีน้ำตาลทองไว้เบื้องหลังพลังที่มีเทียบเคียงได้กับเหล่าบาทหลวงชั้นสูงของโบสถ์แห่งเทพเจ้าทั้งหลาย
เขากำลังเป็นจุดสนใจของทุกคน
สติของเหล่าโจรที่เคยบ้าคลั่งเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว เมื่อเห็นว่าพวกพ้องล้มตายไปเกือบหนึ่งในสามโดยที่ฝ่ายทหารมีเพียงบาดแผลถลอกเพียงน้อยนิด โจรทุกคนก็เริ่มคิดได้... พวกเขาไม่มีทางชนะ มีแต่จะพ่ายแพ้และล้มตายเท่านั้น ทุกคนจึงได้แต่คุกเข่าไม่ก็หมอบราบด้วยความหวาดกลัว ในใจเริ่มคิดไปต่าง ๆ นานา
ทำไมพวกตนถึงทำเรื่องเช่นนี้ลงไปโดยไม่ยั้งคิด
ทำไมหมู่บ้านตะเข็บชายแดนถึงมีทหารแข็งแกร่งหลายร้อยคอยอารักขา
ทำไม... ร่างเด็กหนุ่มที่ใช้คำพูดหยุดทุกคมดาบเอาไว้ ถึงดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ทุกคนรู้สึกกดดันเพราะพลังแห่งแผ่นดินอันหนักหน่วง ผู้ได้รับพรจากเทพแห่งธาตุล้วนมีอำนาจยิ่งใหญ่หนุนหลัง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมองค์ไกเอลและเทพแห่งธาตุทั้งหลายถึงมอบพรของตนให้กับคนจำนวนน้อยนิดนัก เพราะถ้าหากให้พรสะเปะสะปะเหมือนเทพองค์อื่น โลกใบนี้คงวอดวายในเวลาไม่กี่อึดใจ
แม้แต่เหล่าทหารก็ไม่สามารถยืนทรงตัวขึ้นเมื่อพลังแห่งผืนดินกำลังเปล่งอานุภาพได้ จอห์นมองใบหน้าเด็กหนุ่มอย่างไม่เชื่อสายตา แววตาเช่นนั้น เส้นผมแบบนั้น... ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน หัวใจของทหารแก่กำลังปวดหนึบด้วยความสับสน
ทุกคนยังคงตื่นตะลึงกับพรขององค์ไกเอลผู้ยิ่งใหญ่ ทุกชีวิตต้องคุกเข่าสัมผัสแผ่นดินจึงจะสามารถทรงตัวอยู่ได้ คิทเห็นดังนั้นก็เกิดความรู้สึกประหลาดที่ตนไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอดช่วงชีวิตที่จิตวิญญาณผจญภัยมาเนิ่นนาน... มันเป็นความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่น...
เป็นความรู้สึกที่เขาเคยอยากสัมผัสสักครั้ง แต่เมื่อได้รับมัน เขากลับไม่ชอบใจเอาเสียเลย
เขาอยากให้ทุกคนพูดคุยกันอย่างเท่าเทียมและเข้าใจกันมากกว่า ทันทีที่ตัดสินใจแล้วว่าอยากให้สิ่งใดเกิดขึ้น เสียงแผ่วเบาจึงเอ่ยปากขอบคุณพร้อมกับมือเล็กที่สัมผัสแผ่นดินเบื้องล่าง เพื่อทำให้พลังกดดันอันหนักหน่วงจางหายไป
หนุ่มน้อยในตอนนี้จึงไม่มีแสงสีน้ำตาลทองห้อมล้อมอีกแล้ว มีเพียงนัยน์ตาสีเขียวสดที่มองผ่านความมืดท่ามกลางแสงไฟของกองเพลิง จากนั้นตัวแทนของทั้งชาวบ้าน นักบวช ทหาร และโจรปล้นสะดมทั้งหลายก็ถูกเรียกตัวมา ทหารที่เหลือยังคุมตัวของโจรหลายร้อยเอาไว้ เพื่อให้พวกเขาไม่ทำอะไรสิ้นคิดหรือเกิดอาการบ้าคลั่งขึ้นมาอีก
บริเวณหน้าประตูเมืองในตอนนี้จึงมีคนสำคัญยืนเรียงรายแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือชาวบ้านและทหารกล้า อีกฝั่งเป็นตัวแทนของเหล่าโจรที่มีร่างซูบผอมและหิวโหยยิ่ง เมื่อทุกคนมารวมตัวกันพร้อม เจ้าหนูคนเก่งก็เอ่ยปากเสนอแนวคิดของตนแบบรวบรัดและได้ใจความสำคัญครบถ้วน จากนั้นก็แนะนำแนวทางให้ทุกคนได้ตัดสิน
“ข้าอยากให้พวกท่านลองปรึกษาถกเถียงกันดู ว่าจะทำอย่างไรต่อไป สิ่งที่ข้าคิดได้ถูกอธิบายออกไปหมดสิ้นแล้ว” คิทพูดออกมาพร้อมถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แม้จะมีคนตายไปสองร้อยกว่า... แต่เขาก็ทำดีที่สุดแล้ว
ตอนนี้จึงได้แต่หวังว่า คำสอนของท่านไวท์วิงส์จะหยั่งรากลึกในจิตใจของคนเหล่านี้อยู่บ้าง