ยามรุ่งยังไม่พ้นสันเขาลมเหนือก็ไล้ยอดสนให้สั่นเบา ๆเงากิ่งไม้ทอดเป็ลายเส้นดำบนพื้นอิฐซีดของลานหอประชุมตระกูลประตูไม้สนขนาดั์ปิดแต่ไม่ลงกลอน แย้มช่องบางเหมือนดวงตาผู้เฒ่าที่ไม่ยอมหลับั้แ่ยามห้า คนในตลาดก็เริ่มยืนออกันอยู่ไกล ๆ บ้างยืนบนก้อนศิลาบ้างยืนพิงคานเรือนเพื่อแอบมองด้านใน ทุกปากกระซิบราวกระแสลมเล็ก ๆ
“วันนี้เขาจะสอบเื่คลังสูญหาย…”
“ลู่หานจะถูกกดคอหรือจะกดคอคนอื่น…”
วงสนทนายืดยาวเหมือนควันตะเกียงอารมณ์ของเมืองแขวนอยู่ระหว่างหวังกับหวาดเหมือนเมล็ดข้าวที่ถูกคีบด้วยตะเกียบเพียงสะดุดนิดเดียวก็หล่นกลับชาม
ในโถงหอประชุมเสาสนสิบสองต้นเรียงตระหง่านคล้ายฟันัหลังกระถางธูปใหญ่บนแท่นสูงคือที่นั่งของผู้เฒ่าตระกูลแผ่นฉากไม้สลักลายคลื่นเมฆขึงเป็ฉากหลัง ผู้าุโเหยียนนั่งหัวโต๊ะเคราขาวยาวแตะอก ดวงตาเหมือนบ่อน้ำฤดูหนาวนิ่งจนยากคาดเดาความลึก เบื้องล่างเป็ลานกว้างแผ่นอิฐเก่าวางตั่งสามแถว แยกซ้ายพ่อค้ารายใหญ่ แยกขวาหัวหน้ายามและตัวแทนชาวบ้านตรงกลางเว้นว่างไว้สำหรับผู้ถูกสอบสวน
เสียงฝีเท้าห้าคู่ดังแ่ที่ธรณีลู่หานก้าวเข้ามาพร้อมเหม่ยหลิง อาหยิน เซี่ยงชุน และเสมียนกลาง ไม่มีใครถือดาบไม่มีโล่มีเพียงแผ่นไม้ไผ่บันทึกกับลังไม้สองใบที่ถูกกลิ้งมาด้วยแรงแขนของเซี่ยงชุนลังทั้งสองถูกปิดฝาด้วยตะปูไม้ ตราประทับเผาไฟของตระกูลหลักติดอยู่ข้างหนึ่งเป็รอยไหม้ดำ
“ลู่หานแห่งตระกูลรอง” เสียงเสมียนชราของสภาผู้เฒ่าอ่านดัง “ถูกเรียกสอบสวนข้อหาทำให้คลังเสบียงสับสน สูญหาย และตั้งกติกาตลาดเกินอำนาจ”
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองนั่งแถวซ้ายขยับพัดงาเบา ๆ มุมปากยกยิ้มที่ไม่แตะดวงตา “วันนี้เ้าจะเล่นคำต่อหน้าผู้เฒ่าได้หรือ”
ลู่หานค้อมกายจรดมือ“ข้าน้อมรับการสอบสวน ขอเพียงความจริงถูกเปิดต่อหน้า ‘ตาชาวเมือง’.”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: เปิดโปงผู้ถือผลประโยชน์]
[เงื่อนไข: แสดงหลักฐานที่มิอาจปฏิเสธต่อหน้าสภาผู้เฒ่าและพยาน]
[รางวัลที่เป็ไปได้: สิทธิ์เสนอ‘กติกาเมือง’ อย่างเป็ทางการ]
อักษรทองแวววาบลับไปเหมือนปลาตีน้ำลู่หานสูดลมสั้นหนึ่งครั้ง แล้ววางลมหายใจให้ทรงตัว
ผู้าุโเหยียนเคาะฆ้อนไม้เบาๆ “เริ่มได้”
ผู้เฒ่าหนวดสั้นผู้หนึ่งโพล่ง“เมื่อวานเ้าติดป้ายราคา ตั้งกติกาเ้าใช้อำนาจผู้ใด?”
“ใช้อำนาจ‘อ่านได้ได้ยินได้’ ที่ผู้เฒ่าอนุญาตเมื่อวันก่อน” ลู่หานตอบเรียบ“การคืนของต่อหน้าพยาน การอ่านรายชื่อดัง ๆ และกลองเมืองสามวรรคข้าเพียงให้กติกาเดินเคียงกฎ เพื่อมิให้คนอ่อนแอถูกกดจนหายใจไม่ออก”
“วาจาลื่นนัก”เสียงพ่อค้าหลายคนฮือ เหมือนฝูงนกกระจอกสะดุ้ง
เหม่ยหลิงก้าวครึ่งก้าวเสียงนิ่งเจือเย็น “ถ้าการอ่านกฎต่อหน้าคือผิดเช่นนั้นผู้เฒ่าที่เคาะฆ้อนไม้อนุญาตต่อหน้าพวกท่านเมื่อวันก่อนก็ผิดด้วยหรือ”
โถงเงียบครู่หนึ่งเงียบพอจะได้ยินเสียงกำยานแตกเป็เสี้ยวเล็ก ๆ
ลู่หานยกมือให้เซี่ยงชุนเปิดฝาลังใบหนึ่งนำด้านที่มีตราไหม้เผาไฟหันสู้แสงลายประจำตระกูลหลักนก์หางสี่แฉกชัดจนแทบเอื้อมมือหยิบ
“นี่คือลังเสบียงที่พบหลังคลังใหญ่”ลู่หานเอ่ยชัด “ตราเป็ของตระกูลหลัก เมื่อสอบถามเวรยาม กลับไม่มีการบันทึกเข้าออกเราจึงยกมาไว้หน้าสภา เพื่อให้ทุกสายตาอ่านได้พร้อมกัน”
“ของปลอมก็ได้ตราเผาไฟมาประทับ”เถ้าแก่ผ้าคลุมทองหัวเราะแ่ แววตาไม่หัวเราะ “ไม้กลมากนัก”
เหม่ยหลิงหยิบแผ่นไม้ไผ่แผ่นเล็กยื่นให้เสมียนกลาง“โปรดอ่านรายชื่อยามเวรสามยามก่อนรุ่ง”
เสมียนกลางเปิดบันทึก“ยามสองเวรหัวประตูใต้ ลงชื่อยามเหยียนซาน ยามสามเวรประตูตะวันตก ลงชื่อยามหลิวฉียามสี่ตรวจรอบคลัง ลงชื่อยามซูเหว่ย… และทุกชื่อ ศิราภรณ์ประจำตระกูลหลัก”
แถวขวาหัวหน้ายามขยับตัวเงาแปลบปลาบผ่านตาหลายคู่
“ลายมือจะปลอมได้หรือไม่”ผู้เฒ่าอีกคนถาม
เหม่ยหลิงยิ้มบาง“หากปลอมทำไมขีดเส้นแข็งอ่อนต่างกันถึงสิบสองแบบ และมีรอยหมึกแห้งไม่เท่ากันเหมือนเขียนคนละมือในยามต่างกัน ผู้เฒ่าท่านมีตาแหลมคมดูออกด้วยตาเปล่า”
ผู้าุโเหยียนเอียงหน้าเล็กน้อยฉวยแผ่นบันทึกไปดู ดวงตานิ่งที่คล้ายบ่อน้ำกระเพื่อมชั่วแวบ
เสียงกระซิบข้างหลังดังคล้ายฝนพรำอาหยินยกมือประคองโอ่งน้ำเล็กเดินไปยืนชิดขอบตั่งเห็นเส้นเืที่ขมับตัวเองเต้นเป็จังหวะกลอง
“เ้ายกลังมาแล้วไงต่อ” เถ้าแก่ผ้าคลุมทองเหลือบตามองพวกพ้อง “ของในนั้นใช่หรือไม่ใช่ของหลวงใครจะยืนยัน”
ลู่หานไม่ตอบคำเขากล่าวกับเซี่ยงชุน “เปิดอีกใบ”
ฝาลังแง้มกลิ่นข้าวสารค้างคลังปะทะจมูก ทุกคนเห็นตราปูนสลักเล็ก ๆฝังขอบถุงแต่ละใบตราที่ใช้เฉพาะเวลาขนย้ายของหลวงไปต่างตรอกมิใช่ตราที่ปล่อยขายปกติ เห็นได้ชัดเหมือนเม็ดไฝกลางหน้าผาก
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ความคืบหน้า: หลักฐานระดับหนึ่งผ่าน]
[คำแนะนำ: ใช้ ‘พยานเสียง’จากกลองเมืองเพื่อผูกเวลา]
เซี่ยงชุนเหมือนรู้ความค้อมหัวสองครั้ง เขาก้าวไปยืนกลางลาน “คืนก่อนยามสี่ ข้าตีกลอง ‘ก๊อง… ก๊อง…ก๊อง…’ ตามวินัยเวรยาม แล้วได้ยินเสียงล้อเกวียนเบี่ยงจากทางคลังตะวันตกทิศที่ปกติห้ามรถเข้า ข้าจึงเคาะ ‘ก๊อง’ สั้นสามครั้งส่งสัญญาณเตือน แต่ไม่มีคำตอบข้าบันทึกลงไม้ไผ่ย่อไว้ผู้เฒ่าทั้งหลายตรวจดูได้”
เขายื่นแผ่นไม้ย่อให้เสมียนกลางเสียงอ่านชัด “ยามสี่ หลังเคาะกลอง ได้ยินล้อเกวียนหันไปทางประตูตะวันตกขาดเสียงตอบของเวรลงชื่อ เซี่ยงชุน ลูกยามกลอง”
หัวหน้ายามสองคนยืนเงียบเหงื่อเม็ดเล็กผุดที่ไรผมทั้งคู่
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองหุบพัด“แค่เสียงล้อเกวียน จะผูกคอผู้มั่งมีได้อย่างไร”
“เสียงกลองเมืองคือภาษาเดียวกันของเมือง”ลู่หานตอบนิ่ง “ใครไม่ตอบเท่ากับไม่พูดภาษาเมือง นั่นผิดวินัยยิ่งเมื่อเกิดเหตุซ้ำกับการบันทึกเวรยาม ก็เชื่อมกันได้”
พ่อค้ารายกลางคนหนึ่งลุกขึ้นค้อมตัว“เมื่อวานข้าลงตราเป็พยานตลาด วันนี้ ข้าขอเป็พยานหูด้วย คืนนั้นข้าพาลูกกลับบ้านทางทิศตะวันตก เห็นเงาเกวียนเลี้ยวเข้าซอกที่ปกติปิดอยู่ข้าไม่กล้าเอ่ยจึงจำเพียงรอยล้อทิ้งไว้บนโคลนรอยล้อนั้นแคบไม่เท่าล้อของเกวียนขนฟืน เป็ล้อเกวียนบรรทุกหนัก”
เสียงฮือเปลี่ยนเป็เสียง“อือ” หนักแน่นเหมือนน้ำหนักหินถูกวางเรียง
ผู้าุโเหยียนวางบันทึกลงเคาะฆ้อนไม้อีกที “ต่อไป หลักฐานอื่นมีหรือไม่”
เหม่ยหลิงชำเลืองลู่หานลู่หานพยักหน้า เขาหยิบแผ่นไม้ผูกเชือกออกจากอกเสื้อ แผ่นนอกคือตัวหนังสือหยาบ ๆแต่แผ่นในเป็อักษรเล็กเรียงแน่น เนื้อหมึกยังหอมกลิ่นยาง
“นี่คือสัญญาซื้อขายเส้นเกลือระหว่างหัวหน้าพ่อค้าต่างเมืองกับผู้แทนในเมืองเราราคาที่จารลงต่ำกว่าที่ขายให้ชาวเมืองครึ่งหนึ่งสัญญาลับนี้มีตราประทับน้ำมันยางของอีกฝ่ายอยู่ ผู้เฒ่าตรวจได้ด้วยตาและด้วยจมูก”
เสมียนสภารับไปดมเบาๆ กลิ่นยางขมจาง ๆ แตะปลายจมูกจริง ผู้าุโเหยียนจ้องตรารอยเล็ก ๆ ที่ปลายแผ่นแล้วเงียบงันชั่วกะพริบตา
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองลุกพรึบ“ใส่ร้าย! ของลับพรรค์นี้ ใครก็แต่งได้เ้าใช้มันมาทำให้กองเกลือในเมืองขาดเพื่อจะได้ตั้งตัวเป็ผู้ผูกขาด!”
“ถ้าข้าอยากผูกขาด”ลู่หานเอ่ย “ข้าคงไม่เสนอราคาต่ำกว่าปีก่อนครึ่งส่วนและบังคับให้ติดป้ายราคาสูงสุดต่อหน้าพยานทุกวัน วันนี้ข้ามิได้มาขอ ‘อีแปะ’ของใคร แต่ขอมอบกฎให้เมืองหายใจได้”
เสียง“อือ” ดังหลายจุด เถ้าแก่ผ้าคลุมทองกำพัดแน่นจนข้อขาว
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ความคืบหน้า:เปิดโปงผู้ถือผลประโยชน์ใกล้สำเร็จ]
[คำแนะนำ: ให้ ‘พยานชุมชน’อ่านต่อหน้าผู้เฒ่า]
ชายชราผู้ถือกระดิ่งผู้เดียวกับพิธีคืนของยกมือผู้าุโเหยียนพยักหน้าให้ เขาก้าวมาข้างหน้า เสียงแกว่งไม้เท้ากระทบพื้นดัง“ก๊อก” เบา ๆ
“คืนที่กลองเพี้ยนสองท่อนข้าตื่น ลุกเปิดประตู เห็นเงาคนสี่คนแบกอะไรคล้ายถุงป่านใหญ่ ๆวิ่งเฉียงไปทางตะวันตก ข้าะโถาม แต่เขาไม่ตอบภาษา ‘ก๊อง’ ของเราข้าจึงสั่นกระดิ่ง ‘กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…’ เรียกเพื่อนบ้านนี่ข้าเอากระดิ่งมาให้ฟังอีกที” เขายกมือเขย่า เสียงใสสะอาดลอยสูงสุดฉากไม้
เสียงพึมพำเงียบหายราวหมอกโดนลมแรง
ผู้าุโเหยียนวางกระดิ่งลงเบาๆ บนผ้าปูโต๊ะ ละสายตากลับมาที่เถ้าแก่ผ้าคลุมทอง “เ้ามีสิ่งใดแก้ตัว”
เถ้าแก่ยิ้มแข็ง“ข้าเพียงค้าตามใจผู้มีเงิน ใครถืออีแปะมากก็ได้ของมากนี่คือธรรมดา”
“ธรรมดาหรือ”เหม่ยหลิงเอ่ยช้า “ถ้า ‘ธรรมดา’ คือท้องเด็กหิว ไข้คนแก่กำเริบ แล้วพ่อค้ากล่าวว่าธรรมดาข้าอยากถามว่า ธรรมดานั้นอยู่ในกฎใดของเมือง”
คำถามเหมือนเข็มปลายแหลมดันผิวน้ำให้แตกเป็วงย่อย ๆ เถ้าแก่เงียบ คิ้วกระตุกน้อย ๆ
ผู้าุโเคราสั้นกระแอม“สภาผู้เฒ่าไม่ใช่ศาลว่าแพ้ชนะด้วยถ้อยคำ แต่ด้วยสิ่งที่จับต้องได้”
“สิ่งที่จับต้องได้อยู่ตรงนี้”ลู่หานชี้ลัง “ตราเผาไฟของตระกูลหลักอยู่บนลังหลวง ถุงป่านหลวงอยู่ในลังนั้นบันทึกเวรยามเชื่อมเวลาที่ไม่ตอบภาษาเมือง สัญญาลับเชื่อมราคาที่ต่างจากหน้าตลาด…ข้าขอให้ผู้เฒ่าทั้งหลาย ‘อ่าน’ พร้อมกัน”
ผู้าุโเหยียนสบตาผู้เฒ่าอีกสามคนแววตาพยักเพยิดราวสายน้ำที่ไหลชนกันแล้วเขายกมือเป่าฝุ่นบาง ๆ ที่ขอบโต๊ะ “สภาผู้เฒ่าจะพิจารณา แต่ก่อนอื่น ข้าจะให้‘ภาษาเมือง’ ดังขึ้นอีกครา เพื่อบอกว่าพวกเรา ‘ฟัง’ ” เขาพยักหน้าให้ยามเวรบนหอ
“ก๊อง…ก๊อง… ก๊อง…” เสียงกลองสามวรรคจากหอเหนือหอประชุมดังชัดลมเหนือหอบเสียงให้ไหลไปตามตรอก กินเวลาพอให้คนทั้งลานหยุดหายใจพร้อมกัน “กริ๊ง…กริ๊ง… กริ๊ง…” กระดิ่งชายชรารับจังหวะเป็สัญญาณ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ความคืบหน้า:สำเร็จตามเงื่อนไขประชาชนรับฟัง]
[รางวัล: สิทธิ์เสนอ ‘กติกาเมือง’ต่อสภาผู้เฒ่า]
อักษรทองหายไปเหลือเพียงจังหวะเต้นสงบอยู่ในอก
ผู้าุโเหยียนกล่าว“ลู่หานเสนอกติกาเมืองของเ้า”
ลู่หานก้าวหนึ่งก้าวยกแผ่นไม้ไผ่ขึ้นสูง “กติกาเมืองหกข้อ
ข้อหนึ่งสินค้าหลักสามอย่าง‘เกลือ แป้ง ข้าวสาร’ ตั้งราคาขั้นต่ำสูง ติดหน้าร้านทุกเช้าลงชื่อพยานหนึ่งคนทุกวัน
ข้อสองการซื้อขายเสบียงจำนวนมากต้องมีพยานสองฝ่ายลงตรามือบนไม้ไผ่ย่อ เก็บที่หอประชุมให้ตรวจได้
ข้อสามผู้ใดฝ่าฝืน ไม่ตอบภาษาเมืองหรือขายเกินราคาสูงสุดอ่านชื่อและปรับโทษต่อหน้าสามฝ่าย ยามพ่อค้าชาวบ้าน
ข้อสี่ตั้งกองกลางจากกำไรส่วนเกินร้อยละหนึ่งของยอดค้าของผู้เข้ากติกา เพื่อช่วยคนยากไร้ยามขาดแคลน
ข้อห้าเกวียนหลวงและเกวียนเอกชนใช้ทางต่างกันยามเป่าหอยสังข์หรือเคาะกลอง ต้องตอบในหนึ่งลมหายใจ มิฉะนั้นถือว่าผิดวินัย
ข้อหกทุกเจ็ดวัน บันทึก ‘ภาษีใจ’ราคาเฉลี่ย ความพอใจสิบครัวเรือน และข้อพิพาทติดหน้าหอประชุมให้คนอ่าน”
เสียง“อือ” หนักแน่นจากแถวขวา ต่อมาแถวซ้ายก็มีบางคนพยักหน้าอย่างจำใจเถ้าแก่ผ้าคลุมทองเม้มริมฝีปากแน่นจนซีด
ผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ย“ใครจะเป็ผู้คุมบันทึกภาษีใจ”
“สภาผู้เฒ่าตั้ง‘พยานตลาด’ สามคนประจำสัปดาห์ หมุนเวียน เปลี่ยนคนทุกเจ็ดวัน” เหม่ยหลิงตอบ“ให้มือคนธรรมดาแตะกฎด้วย ไม่ใช่ให้มือใหญ่ถือแต่เพียงผู้เดียว”
ผู้าุโเหยียนครางรับในคอ“ถ้อยคำตรงไปตรงมา” เขาหันไปทางคนของตระกูลหลัก “ผู้ใดคัดค้านกล่าวมา”
เงียบมีเพียงเสียงลมขยับชายธงเหนือโถง
“ถ้าไร้ถ้อยคัดค้าน”ผู้าุโเหยียนกล่าวช้า “สภาผู้เฒ่าจะทดลองใช้ ‘กติกาเมือง’ หนึ่งฤดูกาลแล้วพิจารณาอีกครา ยามนี้ผู้ใดฝ่าฝืน ให้ลงโทษตามกติกา ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่อใด”
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองลุกช้าๆ ค้อมตัวก้มหัวแต่ไม่ก้มหัวใจแล้วนั่งลง ความแข็งในสายตายังเด่นชัด
ที่ริมตั่งแถวหลังชายวัยกลางคนหน้าตาเรียบจนเหมือนหินก้อนหนึ่งผู้แทนจากสภาเล็กยกตราไม้ขึ้น“สิทธิ์ผูกขาดเส้นทางเกลือแป้งของตระกูลรอง ภายในเขตตระกูลรองรับรองหนึ่งฤดูกาลมิใช่ของสง่าโอ้อวด แต่เพื่อให้กติกาเมืองตั้งตัว” เขายื่นแผ่นตราไม้ลู่หานรับด้วยสองมือ
“ขอบคุณที่‘ฟัง’ ก่อน ‘ตัดสิน’ ” ลู่หานกล่าวสั้น
พิธีสรุปลงเมื่อฆ้อนไม้เคาะ“ปั๊ก” ครั้งสุดท้าย เสียงโห่เฮไม่ดังเป็ทะเลเหมือนเช้าหากทุ้มยาวเหมือนลมหายใจโล่งของเมืองทั้งเมือง
คนแห่พรูออกลานแสงบ่ายบ่ายเอียงอบผิวอิฐให้เป็สีอำพัน อาหยินก้าวยาว ๆ จนเท้าเกือบสะดุดบันได“เราชนะหรือยังเ้าคะ”
“เราชนะเพียงลมหายใจหนึ่ง”เหม่ยหลิงตอบ “พรุ่งนี้ ภาษาอื่นจะดังขึ้น”
“ภาษาอื่น?”เซี่ยงชุนถาม
“ภาษาเงินที่ไม่ตอบ‘ก๊อง’ ” เหม่ยหลิงเอียงหน้าไปทางตรอกเหนือ
ขณะนั้นเองชายถือพัดงาคนหนึ่งเดินชิดเงากำแพง เขาโค้งตัวน้อย ๆ ให้ใครสักคนในมุมมืดแล้วหายไป อาหยินขมวดคิ้ว “คนของเขาอีกแล้ว”
ลู่หานไม่ได้ไล่ตามเขาเพียงเคาะนิ้วกับด้ามลังสองที “ตึก… ตึก…” ยามเวรสามคนรับสัญญาณแบ่งกันยืนอยู่ตำแหน่งที่บังเงามิใช่เพื่อจับ แต่เพื่อ “เห็น”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[คำแนะนำ: อย่าตีเงาให้ตีเสียง]
[ปลดล็อกภารกิจย่อย:ป้องกันข่าวลือบิดเบือน (พยานอ่านออกเสียง, ป้ายเปรียบเทียบ, ร้านตัวอย่าง)]
ลู่หานพยักหน้าเบาๆ เหมือนคุยกับอักษรทองที่เพิ่งดับ
ยามเย็นล่วงเสียงฝีเท้าคนซา ช่างไม้เก็บฆ้อนไม้ เด็กตีกลองลูบขอบหนังแพะราวลูบหัวสัตว์เลี้ยง“มือข้ายังสั่นตอนเคาะสามครั้งแรก” เขาเอ่ยพลางหัวเราะแห้ง
“มือสั่นได้แต่จังหวะห้ามสั่น”ลู่หานวางมือบนไหล่เขา “จำไว้”
เหม่ยหลิงม้วนแผ่นกติกาหกข้อเก็บลงห่อผ้า“เงาไม่มาหาเราอีกั้แ่ยามบ่าย”
“เงามิชอบที่สว่าง”ลู่หานตอบ แล้วสั่งอาหยิน“ตั้งเวรที่ปากตรอกเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือทุกครึ่งเค่ออย่าให้คนถือพัดงาเข้ามาแล้วหายไปโดยไร้พยาน”
“เ้าค่ะ!”อาหยินเสียงใส นางเดินแจกใบไม้เล็กให้แม่ค้าที่สมัครเป็พยานตลาด เขียนคำสั้น“ข้าจะเป็พยาน” ช่องชื่อและวันว่างไว้ให้กรอก ชายชราผู้ถือกระดิ่งรับใบไปมือสั่นเล็กน้อย แต่แววตาแน่นราวเหล็ก
ฟ้าคล้ำม่วงเมื่อคนเบาบาง เงาหนึ่งก้าวออกจากซอกกำแพงเหมือนลมหายใจที่กลั้นไว้นานแผ่นผ้าขาวพับเล็ก ๆ ถูกเสียบไว้ในรอยแตกของเสา อาหยินเห็นก่อนใคร นางเรียกลู่หานเขาดึงออก กลิ่นควันอ่อน ๆ แตะจมูก อักษรสองบรรทัดสั้นคม
“กลองของเมืองเสียงดังเกินไป
เงินของเมืองจงไหลขึ้นสู่เนิน”
เหม่ยหลิงขมวดคิ้ว“ถ้อยคำจากลุ่มน้ำเหนือ เขาใช้ ‘เนิน’ แทน ‘สัน’ อีกแล้ว”
ลู่หานพับผ้าเก็บ มิฉีก ไม่ซ่อน แต่เสียบไว้หน้าป้ายกติกาที่ลาน “ถ้าผู้ใดคิด ‘ซื้อเสียงกลอง’ของเราจงมาซื้อหน้าลาน มิใช่ในเงามืด” เขาพูดกับลมมากกว่ากับคน
คืนคลี่เงาไม้พาดกำแพงเงียบงัน ลู่หานเรียกประชุมย่อมใต้เฉลียง เสมียนกลางอ่านบันทึก“ผู้ลงตราสี่สิบเก้า รายการแขวนป้ายสำเร็จยี่สิบห้าร้าน ข้อพิพาทศูนย์ข่าวลือหนึ่ง: เถ้าแก่ผ้าคลุมทองกดราคาที่ตรอกหลัง”
เหม่ยหลิงคลี่แผนที่“ถ้าเขายังกดราคา พรุ่งเช้าเราตั้ง ‘ร้านตัวอย่าง’ หน้าตลาด ขายตามราคาขั้นต่ำสูงแขวนป้ายเปรียบเทียบให้เห็นชัดให้ภาษาเราเดินนำหน้าเงินของเขา”
“ทำ”ลู่หานวางแผ่นตราไม้ “สิทธิ์ผูกขาดเส้นทางเกลือแป้ง” ลงบนโต๊ะ ไม่ใช่เพื่อเชิดแต่เพื่อให้ทุกคนเห็นว่ากฎจับต้องได้ มิใช่คำขึงขังลอยกลางอากาศ
“คุณชาย…หากพรุ่งนี้ใครสักคนเคาะกลองสี่ครั้งอีกเล่า” เซี่ยงชุนถาม
“อย่าขยับจนกว่าจะได้ยิน ‘กริ๊ง’ สามครานำ แล้วจึง ‘ก๊อง’ สามวรรคตามนั่นคือภาษาเรา”ลู่หานสบตาเขา “ผู้ที่เคาะสี่กำลังพูดภาษาอื่น อย่าไปตาม”
เซี่ยงชุนยิ้มกว้างแววตากลับมั่นคง “เข้าใจแล้วขอรับ”
ลมเหนือพัดชายผ้าธงแดงเหนือประตูเรือนเต้นเป็เส้นยาว ลู่หานเงยหน้ามองดวงดาวดวงเล็กเหนือปลายสนหลับตานับ “หนึ่งสองสาม”แล้วลืมตาด้วยความนิ่งเหมือนคานที่ถูกตอกหมุดเพิ่มโดยมือที่มองไม่เห็น
ยามดึกเงาคนถือพัดงาเถ้าแก่ผ้าคลุมทองยืนริมตรอกหลังในแสงตะเกียงหม่น เขามองป้าย“ราคาขั้นต่ำสูง” ที่แม่ค้ารายเล็กแขวนไว้ เส้นหมึกหนาไม่สั่น เขาหัวเราะแ่ในคอแววตาไม่หัวเราะ “ปล่อยไว้อย่างนี้ เด็กตระกูลรองจะโตเกินควบคุม”เขาล้วงหยิบอีแปะในถุงผ้าเต็มกำมือ ปล่อยให้ไหลลงทีละน้อยเสียงอีแปะกระทบกันเหมือนฝนลูกเห็บตกบนกระเบื้อง “เงินของเมืองต้องไหลขึ้นสู่เนิน” เขาเอ่ยกับเงาใต้ชายคา “พรุ่งเช้าจงจ้างคนป่าวข่าวว่า‘กติกาตลาดทำให้เกลือโก่งราคา’ ให้ผู้คนโกรธ ไม่ต้องพิสูจน์ เพียงให้เสียงดัง”
เงานั้นพยักหน้าก่อนละลายไปกับความมืดคลื่นแรกของศึกข่าวกำลังยกตัว
รุ่งสางหมอกขาวคลุมข้อเท้าดุจสายไหม ลู่หานพาคนลงตลาดตั้ง “ร้านตัวอย่าง” เหนือตารางไม้เขียนป้ายใหญ่ “ราคาวันนี้ตามกติกา” ใต้ป้าย เหม่ยหลิงแขวนแผ่นเปรียบเทียบ
เกลือเม็ดขั้นต่ำยี่สิบอีแปะสูงสุดห้าสิบอีแปะ
แป้งขั้นต่ำหนึ่งตำลึงเงินสูงสุดสามตำลึงเงิน
แผ่นข้างๆ เขียนด้วยเส้นอักษรคมชัด “ราคาที่ตรอกหลังเมื่อวานเกลือเม็ดห้าสิบสามอีแปะแป้งสามตำลึงครึ่ง” ช่องพยานลงชื่อชายชรากระดิ่งและหญิงเ้าของโรงขนมลายมือไม่สวยแต่คม
พ่อค้ารายกลางหลายคนที่ลังเลเมื่อวานมายืนข้างหน้า“ให้เราเป็ปากด้วย จะไม่ให้หาว่าพูดเองเออเอง”
คนยังเฝ้ามองอยู่เมื่อแสงกว้างขึ้น เสียงกลองจากหอเหนือ “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” ประสานกับ “กริ๊ง…กริ๊ง… กริ๊ง…” ของชายชรา ชาวบ้านหลายคนหันตามเสียงอย่างเคยชินเหมือนร่างกายของเมืองตื่นพร้อมกัน
สายหนึ่งผู้ประกาศตลาดวิ่งหน้าตาตื่น ยกแผ่นไม้หมึกเข้ม“ตระกูลหลักขอเรียกประชุมคณะผู้เฒ่า เื่กติกาเมืองวันนี้ยามบ่าย!”เขายื่นแผ่นไม้ให้ ลู่หานรับ แววยิ้มบางแวบที่มุมปาก“เร็วกว่าที่คิดเพียงเสี้ยววันดี ต่อหน้า ย่อมดีที่สุด”
“เราต้องเตรียมอะไร”เหม่ยหลิงถาม
“เตรียม‘บันทึกจริง’ ของสามร้านที่สมัครใจเปิดบัญชีเมื่อวาน” ลู่หานตอบ“ให้เขาอ่านต่อหน้า ว่าขายได้เท่าไร ขายเท่าเดิมไม่ตาย ขาขาดหรือไม่ เราอยากให้เขา‘เห็น’ แล้วค่อยตัดสิน”
เสมียนกลางรับคำดวงตาคมวับเหมือนคมมีดที่เพิ่งลับใหม่ อาหยินผูกผ้าคล้องโอ่งน้ำแน่นขึ้น“ข้าจะพาคนแก่กับแม่ค้ารายเล็กไปนั่งฟังด้วย ให้เป็ตาและเป็หูของตรอก”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ‘ภาษาของเมือง’ เริ่มก่อรูป]
[ปลดล็อกภารกิจย่อย:พยานอ่านออกเสียงจัดลำดับผู้พูดสามคน]
ลู่หานปรายตามองรายชื่อพยานที่เหม่ยหลิงเขียน“ชายชรากระดิ่ง หญิงโรงขนม และพ่อค้ารายกลางมือหยาบเรียงลำดับดีแล้ว”
ยังไม่ทันเก็บป้ายกลุ่มชายสี่ห้าคนก็เดินลากเสียงป่าวข่าวจากปลายตรอก “กติกาตลาดโก่งราคา!กติกาตลาดโก่งราคา!” เสียงแผดเกินจริงอย่างคนที่ไม่เคยแบกเกวียนเกลืออาหยินเดินตรงไปยื่นแผ่นเปรียบเทียบให้ “ราคาตามกติกาต่ำกว่าปีก่อนครึ่งส่วนเ้าจะกล่าวหาอย่างไร” ชายพวกนั้นชะงักครู่ ก่อนตวัดผ้าคลุมหน้าแล้วเดินผละ
“อย่าตาม”ลู่หานเอ่ย “เราเป็คนเคาะกลองมิใช่ไล่ตีเงา”
เขายืนมองตลาดที่เริ่มหายใจตามจังหวะกลองดวงตาสงบ แต่ลึกในอกเหมือนมีหินก้อนเล็กจมอยู่เขารู้วันนี้กติกาเมืองจะถูกหั่นซ้ำต่อหน้าสภาผู้เฒ่าทว่าก็รู้เช่นกันว่าคนทั้งหลายได้ ‘อ่าน’ และ ‘ได้ยิน’ แล้ว
ยามบ่ายหอประชุมแน่นอีกครั้ง ผู้าุโเหยียนนั่งนิ่งเหมือนบ่อน้ำค้างแข็ง “เริ่ม”
พยานสามคนถูกเรียกตามลำดับชายชรากระดิ่งเล่าเสียงกลองในคืนผิดปกติหญิงโรงขนมเล่าราคาเมื่อวานหน้าร้านและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเพราะเห็นป้ายชัดพ่อค้ารายกลางมือหยาบยื่นบันทึกขายสามวันตัวเลขไม่ใหญ่ แต่เส้นอักษรซื่อสัตย์
“เมื่อวานขายเกลือเม็ดได้ยี่สิบถุง ราคากลางสามสิบห้าอีแปะต่อถุง กำไรน้อย แต่ไม่ติดลบข้าไม่ต้องโก่งราคา ข้าก็ยังไม่อด” เขายิ้มแหย “เมียข้าบอกว่า นอนหลับกว่าทุกวันเพราะไม่มีคนด่าหน้าร้าน”
เถ้าแก่ผ้าคลุมทองอยากเอ่ยแต่ผู้าุโเหยียนยกมือ “พอ” เขาหันไปหาลู่หาน“กติกาเมืองทดลองหนึ่งฤดูกาลตามที่ประกาศเมื่อเช้าสภาผู้เฒ่าจะส่งคนจับตาผู้ใดฝ่าฝืน ลงโทษตามกติกาหากผู้ใดกดราคาในตรอกหลังให้ยามเวรอ่านชื่อกลางลาน”
เสียง“อือ” หนักแน่นต่ำคล้ายคลื่นไกล ๆ ลู่นวลทั่วโถง
ลู่หานค้อมกาย“ขอเพียงภาษาของเมืองไม่เพี้ยน”เขาหันไปทางเสียงกลองที่เงียบอยู่ชั่วครู่แต่ราวกับจะดังขึ้นได้ทุกเวลา
ขณะพวกเขาก้าวออกจากโถงเหม่ยหลิงกระซิบ “ท่านเห็นอักษรเล็กที่ปลายแผ่นสัญญาหรือไม่”
“เห็น”ลู่หานตอบเบา “ชื่อขุนนางเมืองผิงโจวเขาโยงราคากับเราด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น”แววตาเย็น แข็ง เหมือนหินก้นบ่อที่รับรู้คลื่นแต่ไม่ไหวเอน
ลมเหนือพัดธงแดงเหนือหอประชุมดังพรึ่บ“นี่เพียงเริ่ม” เขาคิดในใจ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ปลดล็อกภารกิจใหม่:เปิดโปงเครือข่ายต่างเมือง (ผิงโจว)]
[รางวัลที่เป็ไปได้:หนังสืออนุญาตเดินทาง + สิทธิ์คุมด่านชั่วคราวหนึ่งยาม]
อักษรทองดับลงลู่หานสูดลมยาวหนึ่งครั้งยกมือแตะขอบแผ่นกติกาในอกเสื้อไม้ไผ่เย็นแตะฝ่ามือเหมือนลมหายใจของเมืองทั้งเมือง
ค่ำวันนั้นก่อนดาวดวงแรกจะโผล่เหนือปลายสน เขายืนที่เฉลียงเรือน ฟังเสียงกลองเวรของหอเหนือ“ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” ประสาน “กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” ของชายชราเสียงทั้งสองเส้นทาบซ้อนกันเป็ภาษาหนึ่งเดียวเมืองหายใจตรงกันและศึกต่อไปก็ชัดเจนรออยู่ที่ขอบฟ้าทิศเหนือ