ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 162 เรียนรู้อย่างรวดเร็ว

    "การจารึกอักษรนั้นคือการสรรค์สร้างรูปแบบของพลัง เพื่อให้ผู้คนได้นำไปใช้งานได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยการควบแน่นจิตวิญญาณของตนเองแปรเปลี่ยนเป็นตัวอักษร แล้วสลักลงไปในวัตถุที่ต้องการ เพื่อสร้างพลังงานให้เชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นค่ายกลขึ้น"


    "ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้สามารถนำมาใช้จารึกอักษรได้ ค่ายกลระดับสูงนั้นทำได้แม้กระทั่งใช้ดวงดาราบนท้องฟ้ามาจารึกเป็นแกนกลางของค่ายกล ดังนั้นวิถีแห่งค่ายกลนี้ไม่ได้จำกัดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่มันคือความคิดสร้างสรรค์ของผู้ที่จารึกอักษรลงไปในสิ่งของให้มีประสิทธิภาพมากแค่ไหนต่างหาก"


    ภายในจิตวิญญาณของเทียนฉิน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคัมภีร์ไร้อักษรได้ถูกฝังลึกลงไปในหัวสมองของเขาโดยตรง ทำให้เขารับรู้ได้ถึงวิถีของการจารึกอักษรว่ามันซับซ้อนและทรงพลังถึงเพียงใด


    แต่แล้วจู่ๆความคิดบ้าๆอย่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา 


    "หากว่าข้าให้เสี่ยวถงจัดการหลอมรวมคัมภีร์ไร้อักษรนี้ให้ข้าโดยตรงจะไม่ดีกว่าหรือ?"


    และทันทีที่มีความคิดแบบนั้น เทียนฉินก็รีบส่งกระแสจิตเรียกเสี่ยวถงอย่างรวดเร็ว


    "เสี่ยวถง!"


    "ค่ะนายท่าน!"เสียงของเสี่ยวถงขานรับออกมาอย่างเรียบง่ายเหมือนดั่งเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา


    "เจ้าช่วยหลอมรวมคัมภีร์ไร้อักษรนี้เข้ากับจิตวิญญาณของข้าโดยตรงเลยได้หรือไม่?"เทียนฉินเอ่ยถามออกมาอย่างคาดหวัง


    "ได้ค่ะนายท่าน!"เสี่ยวถงตอบรับกลับมาพร้อมกับวิเคราะห์คัมภีร์ไร้อักษรอย่างรวดเร็ว และเพียงชั่วครึ่งลมหายใจนั้นเอง..


    "นายท่านต้องการหลอมรวมคัมภีร์ไร้อักษรตอนนี้เลยหรือไม่?"


    "อืม!"เทียนฉินระงับความตื่นเต้นในใจพร้อมกับตอบรับเสี่ยวถงทันที


    "กรุณารอสักครู่! ระบบจะเริ่มทำการหลอมรวมคัมภีร์ไร้อักษรเข้ากับจิตวิญญาณของนายท่านค่ะ!"เสียงของเสี่ยวถงแจ้งเตือนมาอีกครั้งทันทีที่ระบบเริ่มทำการหลอมรวมคัมภีร์ไร้อักษรนี้


    และในขณะที่เสี่ยวถงเริ่มทำการหลอมรวมอยู่นั้น เทียนฉินพลันสัมผัสได้ถึงความรู้มากมายกำลังหลั่งไหลวนเวียนอยู่ในหัวของเขา รูปร่างของอักษรแต่ละตัวซึ่งเป็นรูปแบบในการจารึกนั้น ต่างเป็นตัวอักษรที่ผิดแผกแปลกประหลาดอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน  


    อักษรบางตัวเป็นเส้นเล็กเรียวบางให้ความรู้สึกลื่นไหลราวกับสายลม แต่บางตัวกลับหนาแน่นแฝงไปด้วยพลังสังหารที่ดุดันน่ากลัว ซึ่งตัวอักษรทั้งหมดที่เทียนฉินได้รับรู้นั้น ล้วนเป็นตัวกำหนดทิศทางในการจารึกอักษร ว่าต้องการที่จะสรรค์สร้างค่ายกลแบบใด หรือว่ายันต์ชนิดไหนออกมา


    "ระบบได้ทำการหลอมรวมคัมภีร์ไร้อักษรเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะนายท่าน!'


    เพียงไม่นานเสียงของเสี่ยวถงได้ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นการแจ้งเตือนให้เขารู้ว่าระบบได้ทำการหลอมรวมเสร็จสมบูรณ์แล้ว


    เทียนฉินนั่งหลับตาใช้จิตวิญญาณวิเคราะห์ข้อมูลที่เขาได้มาใหม่อย่างรวดเร็ว ก็พลันตกตะลึงในความสามารถของเสี่ยวถงไม่ได้ เพราะคัมภีร์ไร้อักษรนี้ แม้แต่หลงยู่หมิงที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลดีอยู่แล้ว ก็ยังไม่อาจจะทำความเข้าใจรายละเอียดในคัมภีร์ไร้อักษรนี้ได้ทั้งหมด 


    แต่ตอนนี้เขากลับรู้แจ้งถึงความหมายของตัวอักษรแต่ละตัว ว่ามีความพิเศษและมหัศจรรย์เพียงใด อีกทั้งกระบวนการจารึกในขั้นตอนต่างๆ ล้วนถูกฝังลงในจิตวิญญาณของเขาโดยตรง ทำให้เทียนฉินในตอนนี้นั้นเปรียบเสมือนกับผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการจารึกอักษร เพียงแค่หนึ่งความคิดเขาก็สามารถใช้จิตวิญญาณของตนเอง จารึกตัวอักษรสร้างเป็นค่ายกลได้ภายในพริบตา


    "เห็นทีคราวนี้ข้าคงต้องขึ้นเขาไปฝึกฝนสักรอบแล้ว!"


    เทียนฉินลืมตาขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นกับความสำเร็จที่เขาได้รับมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อันที่จริงเขาเผื่อใจไว้แล้วว่าคงต้องใช้เวลาศึกษาคัมภีร์ไร้อักษรนี้หลายเดือน แต่นี้เพียงผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขากลับสามารถเข้าใจคัมภีร์ไร้อักษรนี้จนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว จึงทำให้เทียนฉินรู้สึกดีใจอย่างมาก


    และเพียงไม่นาน บริเวณเทือกเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของนิกายเพลิงอัคคีมากนัก ก็พลันเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเทือกเขา ต้นไม้สูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้ามาเนิ่นนาน พากันหักโค่นล้มลงระเนระนาดไปทั่วบริเวณ สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ถึงขนาดบางตัวที่เชื่องช้าก็พลันถูกลูกหลง โดนคลื่นพลังซัดเข้าใส่บ้างก็บาดเจ็บ บ้างก็ล้มตายอย่างอเนจอนาถ


    ท่ามกลางเศษซากของต้นไม้ที่หักโค่น เทียนฉินลอยตัวอยู่กลางอากาศ แต่แววตากลับจ้องมองดูผลงานที่ตนเองได้สรรค์สร้างขึ้นมาอย่างพอใจ นี่เป็นค่ายกลสังหารชนิดหนึ่งที่อยู่ในคัมภีร์ไร้อักษร ใช้เพียงการจารึกตัวอักษรเพียงแค่สองตัว แล้วจารึกลงไปในก้อนหินโดยไม่ได้สิ้นเปลืองพลังจิตวิญญาณมากนัก แต่ผลที่ได้กลับรุนแรงน่ากลัวจนไม่อาจบรรยายออกมาได้


    หลังใช้เวลาฝึกฝนการจารึกอักษรอยู่ในเทือกเขานี้จนพอใจแล้ว และเห็นว่าท้องฟ้ากำลังจะมืดลง เทียนฉินจึงออกจากเทือกเขาแห่งนั้นกลับมายังบ้านพักของตนเอง เพื่อชำระร่างกายและนั่งสมาธิทบทวนวิถีการจารึกอักษรที่เขาฝึกฝนมาอย่างละเอียดอีกครั้ง


    "พรุ่งนี้คงต้องไปเยี่ยมชมหอกิจกรรมสักครั้งหนึ่งเสียแล้ว!"


    เทียนฉินลุกขื้นยืนพร้อมกับบิดตัวไปมาอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ในตอนนี้เขาจะมีความรู้ความความเข้าใจในเรื่องการจารึกอักษรเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่หลังจากนั่งคิดทบทวนรูปแบบของค่ายกลต่างๆ ที่เขาลองใช้ฝึกฝนตอนอยู่บนเทือกเขาเมื่อเช้านั้น 


    เทียนฉินกลับพบว่าค่ายกลแบบต่างๆถึงแม้จะมีความหลากหลายในการใช้งาน โดยเฉพาะค่ายกลสังหารนั้นประสิทธิภาพของมันกลับมองข้ามไม่ได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับยังพบว่าต่อให้เขามีความเชี่ยวชาญมากขนาดไหนก็ตาม หากแต่ตัวกำหนดที่ชี้วัดว่าจะใช้ค่ายกลให้มีประสิทธิภาพเพียงใดนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง 


    ไม่ใช่แค่เพียงการจารึกรูปแบบตัวอักษรหรือการใช้พลังจิตวิญญาณของตนเองเพียงเท่านั้น แต่กระแสจิตวิญญาณธรรมชาติที่อยู่รอบๆสถานที่นั้น ก็ล้วนต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือวัสดุที่ใช้เป็นแกนกลางในการจารึกอักษร ซึ่งเป็นตัวกักเก็บพลังงานใว้ภายในนั่นเอง


    ซึ่งเมื่อตอนที่เทียนฉินฝึกฝนการจารึกอักษรนั้น เขาได้ใช้เพียงวัสดุตามธรรมชาติที่หาได้ง่ายๆ อย่างเช่นก้อนหิน ท่อนไม้ หรือท่อนกระดูกของสัตว์อสูรทั่วไปเท่านั้น จึงทำให้เมื่อวางรูปแบบค่ายกลลงไปแล้ว จึงทำให้ค่ายกลนั้นเกิดความผันผวนและคงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ พลังที่อยู่ในค่ายกลเหล่านั้นก็กระจายแตกตัวออกไปอย่างรวดเร็ว


    เทียนฉินจึงคิดได้ว่าหากเขาต้องการจะรวบรวมวัสดุต่างๆ ที่สามารถกักเก็บพลังจิตวิญญาณไว้ได้เป็นจำนวนมากนั้น ในตอนนี้คงต้องมีแต่ลองเข้าไปดูภายในหอกิจกรรมเท่านั้น ว่าจะมีวัสดุแบบไหนให้เขาได้นำไปใช้ได้บ้าง ส่วนในเรื่องของคะแนนที่ใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของพวกนั้น เทียนฉินยังคงมีเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งคะแนนพวกนั้นก็ได้มาจากตอนที่เขาออกไปทำภารกิจครั้งแรกแล

    ะรางวัลที่ได้มาจากการชนะการประลองมานั่นเอง



    จบตอนที่ 162

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกเทพ god training system ที่คุณอ่าน