ริมแม่น้ำเว่ย ระหว่างทาง
วันที่ยี่สิบเอ็ดของการเดินทาง เช้าถึงค่ำ
เช้าวันถัดจากที่พบกับกวนหยู ท้องฟ้าเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่พายุ ไม่ใช่ฝน แต่เป็เมฆบางชั้นที่ลอยมาจากทิศตะวันออกราวกับม่านผ้าไหมที่บางจนยังส่องแสงได้ อากาศมีความชื้นแฝงอยู่เล็กน้อย เย็นกว่าเมื่อวาน แต่ไม่หนาวพอที่จะทำให้ลมหายใจกลายเป็ไอ
ซูหลิงเยิ่นตื่นขึ้นก่อนฟ้าสาง นั่งอยู่ริมน้ำในท่าฝึกปราณที่เธอทำทุกเช้ามาสองสัปดาห์แล้ว ขาไขว้ หลังตรง มือวางบนเข่า
แต่เช้านี้เธอไม่ฝึกแบบเดิม
เธอคิดถึงสิ่งที่เว่ยหันเฉินพูดเมื่อคืน ปราณน้ำของเ้า ถ้าส่งออกมาแล้วััปราณของคนอื่น มันช่วยฟื้นฟูได้ขณะสู้ไหม?
คำถามนั้นวนอยู่ในหัวตลอดคืน เธอลองคิดถึงหลักการ ปราณน้ำของเธอสื่อสารกับปราณน้ำในธรรมชาติได้ดี สื่อสารกับเนื้อเยื่อในร่างกายคนอื่นได้ดี แต่จะสื่อสารกับปราณที่กำลังเคลื่อนไหวในร่างกายนักรบระหว่างต่อสู้ได้หรือเปล่า มันต่างกันตรงที่ปราณในการต่อสู้ไม่ได้นิ่ง มันถูกผลักออกมาและดึงกลับในจังหวะที่รวดเร็ว
เธอลองส่งปราณออกมาจากฝ่ามือขวาเบา ๆ แล้วพยายามทำให้มันวนอยู่ในอากาศรอบตัวเธอในแบบที่ไม่สลายตัว เหมือนสร้างสระน้ำเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบตัวเอง
มันทำได้ แต่ยากกว่าที่คิด ปราณน้ำที่ออกมาอยากจะไหลลงพื้นตามแรงโน้มถ่วงมากกว่าจะวนอยู่กับที่
เธอเกร็งเล็กน้อย สั่งให้มันวน
มันวน
แต่กินแรงกว่าการส่งปราณออกไปตรง ๆ มากกว่าสองเท่า
"เ้าพยายามทำอะไร?"
เสียงเว่ยหันเฉินจากด้านหลังทำให้เธอรักษาสมาธิไว้ได้ เธอไม่สะดุ้ง แต่ปราณที่วนอยู่ก็สลายออกเมื่อความตั้งใจขาด
"ทดลองสิ่งที่ท่านพูดเมื่อคืน" เธอตอบ เปิดตาออก
เขานั่งลงข้าง ๆ บนก้อนหินริมน้ำ ถือกระบอกชาเปล่าในมือ
"บอกให้ฟัง" เขาพูด
"ข้าพยายามให้ปราณน้ำวนอยู่รอบตัวแทนที่จะส่งออกไปตรง" เธออธิบาย "แต่กินแรงมาก"
"เพราะเ้าสั่งให้มันวน แทนที่จะให้มันไหล" เว่ยหันเฉินพูด "ลำธารไม่ได้วนเพราะมีคนสั่ง มันวนเพราะมีอะไรขวางทางมัน"
เธอคิดตาม "แปลว่าข้าต้องสร้างอะไรบางอย่างให้ปราณไหลวนรอบ แทนที่จะบังคับมันโดยตรง"
"ถูก"
"แต่สิ่งที่ขวางนั้นคืออะไร?"
เว่ยหันเฉินวางกระบอกชาลงบนหิน "ปราณเ้าเป็ปราณน้ำ ธรรมชาติของน้ำคือไหลลงต่ำ ถ้าเ้าสร้างขอบเขตที่มันไหลลงไม่ได้ มันจะวนอยู่เองโดยไม่ต้องสั่ง"
"ขอบเขตที่เป็ปราณ?"
"หรือจิตใจ" เขาพูด "คนที่ฝึกมาถึงระดับหนึ่งสร้างขอบเขตด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียว เ้าลองใหม่ได้ แต่คราวนี้แทนที่จะคิดว่า 'ให้ปราณวน' ให้คิดว่า 'ปราณของข้าอยู่แค่นี้ ไม่ออกไปไหน'"
ซูหลิงเยิ่นหลับตา ส่งปราณออกมาจากทั้งร่าง ไม่แค่ฝ่ามือ แต่จากทุกจุดในเวลาเดียวกัน แล้วตั้งขอบเขตในหัว
ปราณออกมาในแบบที่ต่างออกไป มันไม่ไหลออกไปไกล แต่ล้อมรอบตัวเธอในระยะสักหนึ่งก้าวแล้วหยุด จากนั้นมันก็เริ่มวนเองโดยที่เธอไม่ต้องบังคับ
ช้าและเบา แต่วนอยู่จริง
เว่ยหันเฉินรู้สึกถึงปราณที่ล้อมรอบเธออยู่ มันต่างจากปราณที่เธอปล่อยออกมาในการรักษา ต่างในแบบที่เหมาะมากกว่าสำหรับสิ่งที่เขาคิดไว้
"ดี" เขาพูด
เธอเปิดตา "กินแรงน้อยกว่าค่ะ"
"เพราะไม่ได้ต่อสู้กับธรรมชาติของปราณเ้า แต่ทำงานร่วมกับมัน" เว่ยหันเฉินพูด "ขั้นถัดไปคือทำให้วงปราณนั้นขยายออกมาััคนอื่นได้โดยที่เ้าไม่ต้องเข้าไปใกล้เกินไป"
"ขยายออกไปแล้วยังวนอยู่?"
"ลอง"
เธอหลับตาอีกครั้ง วงปราณที่ล้อมรอบตัวเธออยู่ค่อย ๆ ขยายออก ช้า ๆ เหมือนการหายใจออก
วงขยายออกจนถึงก้อนหินที่เว่ยหันเฉินนั่งอยู่
เขารู้สึกถึงปราณน้ำเบา ๆ ที่ััที่แขนขวาของเขา เย็นและเบา เหมือนมีลมเย็นพัดผ่าน แต่รู้ว่ามันคืออะไร
"ััได้" เขาพูด
เธอเปิดตา "ท่านรู้สึกได้?"
"รู้สึกเย็นเล็กน้อยที่แขน" เขาพูด "ไม่มาก แต่รู้สึกได้ ถ้าเ้าสามารถรักษาวงนี้ไว้ระหว่างที่เราต่อสู้ มันจะช่วยให้ปราณที่เราใช้ไปฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เยอะ แต่ในการสู้ยาว เล็กน้อยนั้นมีความหมาย"
"แต่ข้าต้องอยู่ใกล้พอที่วงปราณจะััได้"
"ใช่ ซึ่งหมายความว่าเ้าต้องอยู่ในสนามรบ ไม่ใช่ข้างหลัง"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า ในดวงตามีความตั้งใจที่ไม่ใช่ความฮึกเหิม แต่เป็การยอมรับความจริงที่หนัก
"ข้าต้องฝึกให้รักษาวงนี้ไว้ได้นานแค่ไหน?"
"นานที่สุดเท่าที่เ้าทำได้โดยไม่หมดแรง" เว่ยหันเฉินพูด "เริ่มต้นด้วยหนึ่งชั่วโมง"
หลิวซานตื่นขึ้นมาในขณะที่เว่ยหันเฉินและซูหลิงเยิ่นยังฝึกอยู่ริมน้ำ เขาต้มน้ำ เตรียมอาหารเช้า แล้วนำมาวางไว้ใกล้ ๆ โดยไม่ขัดจังหวะ
ฝึกอยู่ราวสองชั่วโมง ซูหลิงเยิ่นรักษาวงปราณน้ำได้นานสามสิบห้านาทีก่อนที่จะรู้สึกว่าแรงลดลงจนต้องหยุด
เว่ยหันเฉินบันทึกไว้ในหัว ไม่ใช่ตัวเลขที่้า แต่ดีกว่าที่เขาคาดสำหรับวันแรก
"พักได้แล้ว กินข้าวก่อน" เขาพูด
เธอลืมตาออก ลมหายใจยังเร็วเล็กน้อยจากความเหนื่อย แต่ไม่ได้เหนื่อยจนมือไม่ไหว เธอยืนขึ้นและเดินไปหาอาหารที่หลิวซานวางไว้
กลางวัน เดินทางต่อตามริมฝั่งแม่น้ำเว่ยที่ค่อย ๆ กว้างขึ้นตามระยะทาง ฉางอันอยู่ต้นน้ำสิบสามวัน แต่ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกได้ว่าอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สภาพแวดล้อม แต่เป็คุณภาพของอากาศ หนักขึ้นเล็กน้อย มีกลิ่นของเมืองใหญ่ผสมอยู่ห่าง ๆ
หลิวซานออกไปสืบข่าวในหมู่บ้านเล็กที่พวกเขาผ่าน กลับมาพร้อมกับข้อมูลสั้น ๆ ว่ากำลังของตระกูลเซาในเส้นทางนี้ลดลงอย่างน่าสังเกตในสัปดาห์ที่ผ่านมา
"กวนหยูอาจสั่งถอนครับ" เขาพูด "หรืออาจเป็เพราะเว่ยเชารักษาคำพูด ไม่มีทางรู้แน่ว่าเหตุผลคืออะไรจนกว่าจะถึงฉางอัน"
"ทั้งสองกรณีทำให้เส้นทางที่เหลือง่ายขึ้น" เว่ยหันเฉินพูด
"ง่ายขึ้นไม่ใช่ปลอดภัยขึ้น" หลิวซานแก้ไข "ตระกูลเซาน้อยลง แต่ในตัวเมืองฉางอันมีคนของกวนหยูรออยู่แล้ว"
"และผู้าุโอันดับหนึ่งที่เราไม่รู้อะไรเลย" ซูหลิงเยิ่นพูดเงียบ ๆ
ทั้งสองนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่ไม่มีคำตอบในตอนนี้
บ่ายนั้น ระหว่างพักริมน้ำ ซูหลิงเยิ่นฝึกรักษาวงปราณน้ำต่อไปในขณะที่ทั้งสามนั่งพูดคุยถึงแผน
"เื่ที่ต้องทำในฉางอัน" เว่ยหันเฉินเริ่ม "มีสามอย่างตามลำดับ หนึ่ง ตรวจสอบว่าลุงของซูหลิงเยิ่นปลอดภัยและบ้านนั้นใช้ได้"
"หลิวซานรับหน้าที่ส่วนนั้น" หลิวซานพูด "ผมรู้จักคนในเมือง สืบข่าวก่อนได้"
"สอง เปิดห้องกุญแจก่อนที่ใครจะรู้ว่าเราอยู่ที่นั่น" เว่ยหันเฉินพูดต่อ "อาจารย์ใหญ่ซ่อนสถานที่ไว้ดี แต่ถ้ากวนหยูรู้ว่ามีห้องกุญแจ เขาอาจรู้ว่าอยู่ที่ไหนด้วย"
"ดังนั้นต้องรีบ" ซูหลิงเยิ่นพูด
"ใช่ สาม ข้อตกลงกับเว่ยเชา" เว่ยหันเฉินพูด "ถ้าสิ่งที่อยู่ในห้องกุญแจคือสิ่งที่ผมคิด มันจะเปลี่ยนสมดุลของทุกอย่าง เว่ยเชาต้องรู้เื่นี้ก่อนที่กวนหยูจะตัดสินใจ"
"ท่านเชื่อใจเว่ยเชา?" หลิวซานถาม
"ไม่ถึงขนาดเชื่อใจอย่างสมบูรณ์ แต่เชื่อว่าเขามีเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกฝั่งที่ถูกต้องถ้ารู้ข้อมูลครบ"
"ความแตกต่างระหว่างการไว้ใจและการใช้ประโยชน์จากเหตุผลของคนอื่น" ซูหลิงเยิ่นพูด
เว่ยหันเฉินมองเธอ "ใช่ แต่บางครั้งทั้งสองอย่างนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน"
เธอพยักหน้าช้า ๆ ไม่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แค่รับข้อมูลนั้นไว้คิดต่อ
"ลำดับสามอย่างนั้น" หลิวซานพูด "ถ้าทำตามลำดับไม่ได้?"
"ปรับตามสถานการณ์" เว่ยหันเฉินพูด "แต่สองคือสิ่งที่ต้องทำก่อนที่สุด ถ้าไม่เปิดห้องกุญแจได้ก่อน ข้อตกลงกับใครก็ไม่มีความหมาย"
"และถ้าเปิดแล้วพบว่าไม่มีอะไร?" ซูหลิงเยิ่นถาม เสียงไม่กังวล แค่ตรง
"ก็ยังมีคัมภีร์" เว่ยหันเฉินพูด "และยังมีสองผลึกที่สามารถต่อรองได้"
ทั้งสามนั่งอยู่กับแผนนั้นในความเงียบที่ไม่ใช่ความเงียบของคนที่กลัว แต่เป็ความเงียบของคนที่กำลังย่อยสิ่งที่ได้ยินและเตรียมตัว
เย็นนั้น แม่น้ำเว่ยแดงขึ้นในแสงอาทิตย์ตกดิน สีส้มลึกที่สะท้อนออกมาจากผิวน้ำเหมือนเส้นไหมที่ทอขึ้นจากก้นน้ำ
ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่คนเดียวริมฝั่ง มองแสงที่กำลังจะดับลง
เว่ยหันเฉินเดินมานั่งข้าง ๆ ห่างออกไปพอดีอย่างที่เขาทำมาตลอดการเดินทาง
ทั้งสองไม่พูดอะไรสักพัก
"ท่านเว่ย" เธอพูดในที่สุด "ยี่สิบวันที่ผ่านมา ท่านเปลี่ยนไปมากจากวันแรกที่เจอกันไหม?"
เว่ยหันเฉินคิดอยู่ครู่ "เ้าคิดว่าใช่หรือเปล่า?"
"คิดว่าใช่ค่ะ" เธอพูดตรง "วันแรกที่เห็นท่านในตรอกฝนนั้น ท่านดูเหมือนคนที่เดินอยู่บนถนนโดยไม่มีจุดหมาย ไม่ใช่เพราะหลงทาง แต่เพราะตั้งใจจะไม่มีจุดหมาย"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที มองน้ำสีส้มที่ค่อย ๆ เข้มขึ้นตามแสงที่ลดลง
"เ้าพูดถูก" เขาพูดในที่สุด
"ตอนนี้ท่านมีจุดหมายแล้ว" เธอพูดต่อ "ฉางอัน ห้องกุญแจ ทุกอย่างที่อาจารย์ใหญ่ทิ้งไว้"
"ใช่"
"แต่ก่อนหน้าที่จะเดินออกจากสำนักในคืนนั้น ท่านมีจุดหมายไหม?"
คำถามนั้นหนักกว่าที่เธออาจรู้สึก เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่นานกว่าปกติ
"มี" เขาพูด "จุดหมายคือสืบทอดสำนักต่อ"
"และเมื่อสำนักหายไป จุดหมายก็หายไปด้วย"
"ใช่"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า ไม่พูดว่าเสียใจ ไม่พูดว่ามันจะดีขึ้น แค่รับสิ่งที่เขาพูดไว้
"ท่านเว่ย ข้าคิดว่าบางทีเราไม่ได้เลือกจุดหมาย แต่จุดหมายเลือกเราค่ะ"
เขามองเธอ
"อาจารย์ใหญ่วางแผนไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะพัง เม็ดปราณยาม กล่องที่แม่ฝากไว้ สถานที่ที่ฉางอัน" เธอพูดช้า ๆ "ท่านไม่ได้เดินอยู่เฉย ๆ ตลอดสิบปี ท่านกำลังรอโดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังรออะไร"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่กับคำพูดนั้น
ลมเย็นพัดผ่านแม่น้ำ ต้นหลิวสองข้างฝั่งไหวเบา ๆ
"เ้าคิดแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่?" เขาถาม
"ั้แ่ที่หลิวซานบอกเื่แม่ค่ะ" เธอตอบ "แม่ออกจากสำนักเพราะรู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น เธอเตรียมข้า ฝึกข้า สร้างข้าขึ้นมาโดยที่ข้าไม่รู้ว่านั่นคือการเตรียมพร้อม" เธอหยุดครู่ "และท่านก็เตรียมพร้อมในแบบของท่านเหมือนกัน แม้จะไม่รู้ว่าเตรียมเพื่ออะไร"
เว่ยหันเฉินมองเธออยู่นาน
ในดวงตาของเขามีบางอย่างที่เธอเห็นเป็ครั้งแรก มันไม่ใช่ความอ่อนโยนที่แสดงออกได้ง่าย แต่เป็บางอย่างที่ลึกกว่าและเก่ากว่านั้น เหมือนน้ำที่ถูกกักไว้นานจนลืมว่าตัวเองเคยไหลอยู่
"เ้าพูดในแบบที่แม่เ้าพูด" เขาพูดเบา ๆ
เธอยิ้มเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มที่สดใส แต่เป็รอยยิ้มที่ลึก "ข้าเดาว่านั่นคือคำชมค่ะ"
เขาไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
คืนนั้น หลังอาหาร หลิวซานนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกองไฟ หยิบแก้วกระบอกไม้ออกมารินเหล้าให้ตัวเอง ยกขึ้นดูในแสงไฟก่อนดื่ม
"ยี่สิบวันผ่านมาแล้ว" เขาพูดเบา ๆ
"ยี่สิบเอ็ด" ซูหลิงเยิ่นแก้ไข
"ยี่สิบเอ็ดวัน" หลิวซานพูดซ้ำ พยักหน้า "ผมเริ่มตามั้แ่สามแพร่ง ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะได้เป็ส่วนหนึ่งของเื่นี้หรือเปล่า"
"แล้วตอนนี้รู้สึกอย่างไร?" เธอถาม
หลิวซานคิดอยู่ครู่ "รู้สึกว่าถ้าซูเม่ยหลานเห็นตอนนี้ เธอจะพอใจครับ"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าช้า ๆ ในดวงตามีบางอย่างที่อ่อนโยนขึ้นชั่วขณะ
"ขอบคุณนะคะ หลิวซาน"
"ไม่มีอะไรครับ คุณหนู" เขาดื่มเหล้าหมดแก้ว "แต่ผมอยากพูดอีกอย่างหนึ่ง"
"พูดได้"
"ท่านเว่ย" หลิวซานหันมาที่เว่ยหันเฉิน "สิบปีก่อนที่ผมเห็นท่านครั้งแรกในช่องเขา ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าทายาทสำนักไท่อวี้รอดมาได้อย่างไร และทำไมถึงซ่อนตัวมาโดยตลอด"
"ตอนนี้รู้คำตอบแล้วหรือยัง?" เว่ยหันเฉินถาม
"รู้บางส่วนครับ" หลิวซานพูด "แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมท่านถึงรับงานของคุณหนูในราคาต่ำขนาดนั้น สองร้อยตำลึงสำหรับเส้นทางที่อันตรายระดับนี้"
เว่ยหันเฉินมองไฟ
"เพราะผมเห็นเธอในตรอกนั้น" เขาพูด เหมือนที่เขาเคยพูดกับซูหลิงเยิ่นเมื่อหลายวันก่อน "กลัวแต่ไม่ยอมแพ้"
"แค่นั้นจริง ๆ หรือครับ?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที ไฟลุกอยู่เงียบ ๆ ระหว่างสามคน
"แค่นั้น และมากกว่านั้น" เขาพูดในที่สุด "แต่ 'มากกว่านั้น' ผมยังตีความไม่ออกทั้งหมด"
หลิวซานพยักหน้า ไม่กดดันต่อ
ซูหลิงเยิ่นนั่งฟังอยู่โดยไม่แสดงสีหน้า แต่ปลายนิ้วของเธอที่วางบนเข่าขยับเล็กน้อย
ก่อนนอน เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่ขอบค่ายคนเดียวในยามแรก
หยิบกล่องไม้สองใบออกมาวางเคียงกันบนหินข้าง ๆ ในแสงดาว
กล่องของเขา กล่องของซูเม่ยหลาน
สองกล่องที่ถูกสร้างโดยคนเดียวกันและเดินทางคนละเส้นทางมายี่สิบเอ็ดวัน
เขาเปิดกล่องของซูเม่ยหลานออก มองผลึกสีทองที่เส้นสีทองวิ่งวนอยู่ข้างใน เส้นที่เป็ลายเซ็นของอาจารย์ใหญ่ที่เขารู้จักดี
แล้วเขาก็เปิดกล่องของตัวเอง หยิบผลึกที่เขาทำขึ้นเองออกมา
เม็ดปราณยามสีขาวขุ่น ธรรมดากว่าผลึกของอาจารย์ใหญ่มาก แต่มันส่งสัญญาณได้ทำงานมาตลอดยี่สิบเอ็ดวัน ทำให้เขารู้ว่าซูหลิงเยิ่นยังปลอดภัยอยู่แม้ใน่ที่เขาต้องอยู่ห่างออกไป
เขาวางผลึกสองเม็ดข้าง ๆ กัน
ผลึกสีขาวธรรมดาที่เขาทำ และผลึกสีทองของอาจารย์ใหญ่
เมื่อวางชิดกัน เส้นสีทองในผลึกของอาจารย์ใหญ่เริ่มเรืองแสงเบา ๆ และเส้นปราณในผลึกสีขาวของเขาสั่นตามชั่วขณะก่อนจะสงบ
เหมือนการตอบรับของสิ่งที่รอกันมานาน
เว่ยหันเฉินมองสิ่งนั้นอยู่ครู่ ก่อนจะเก็บทั้งสองกลับเข้ากล่องและปิดลง
สิบสามวัน
เขามองท้องฟ้าคืน ดาวชัดเจนมากกว่าปกติเพราะเมฆที่มาในเช้าวันนี้จางออกไปแล้ว
ในหัวมีความคิดหลายอย่างที่วนอยู่ แต่ที่ค้างอยู่มากที่สุดคือสิ่งที่ซูหลิงเยิ่นพูดในตอนเย็น
บางทีเราไม่ได้เลือกจุดหมาย แต่จุดหมายเลือกเรา
เขาคิดว่าตัวเองอยู่กับความสูญเสีย และนั่นก็ถูก แต่สิบปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยหยุดเดิน ไม่เคยหยุดฝึก ไม่เคยวางคัมภีร์หรือกล่องลง ราวกับมีบางส่วนของเขาที่รู้ั้แ่ต้นว่าสิ่งเ่าั้จะมีประโยชน์ในวันหนึ่ง
อาจารย์ใหญ่เลือกเขา ซูเม่ยหลานฝากเขา และซูหลิงเยิ่นก็เดินมาพบเขา
สามสิ่งนั้นไม่ใช่เื่บังเอิญ
เว่ยหันเฉินหายใจออกยาว ลมหายใจนั้นเบากว่าที่เคยเป็มาตลอดสิบปี
สิบสามวัน
แล้วทุกอย่างจะเปิดเผยตัวเอง