จิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม

    บทที่ 28: มนตราลวงตา และแผนการทะยานสู่เมืองหลวง

    แสงแดดยามสายสาดส่องลงมายังสวนหินที่จัดแต่งอย่างประณีตภายในจวนตระกูลซุน หลินเฟิงนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ในศาลากลางน้ำ โดยมีซุนซือซือและซุนเหมยเหมยคอยปรนนิบัติอยู่ไม่ห่าง ซือซือคอยรินชาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ในขณะที่เหมยเหมยคอยนวดไหล่ให้เขาด้วยพละกำลังที่พอเหมาะพอดี

     

    บัดนี้ สถานะของหลินเฟิงในจวนแห่งนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ใช่เพียงแค่แขกธรรมดาอีกต่อไป แต่คือ "เทพเจ้า" ในสายตาของเจ้าบ้านอย่างขุนนางซุน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองเฉยๆ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างพิถีพิถันของหลินเฟิง เขาใช้เวลาหลายวันในการศึกษาพฤติกรรมและจุดอ่อนของขุนนางซุน จนกระทั่งเขาพบช่องทางที่เหมาะสมในการใช้พลังลวงตา

     

    หลินเฟิงวางถ้วยชาลงพลางหลับตาลงช้าๆ เขาเรียกใช้พลัง "เนตรลวงตาจิ้งจอกห้าหาง" ที่เพิ่งได้รับการยกระดับมา พลังงานสีม่วงจางๆ แผ่ออกมาจากดวงตาของเขา ซึมลึกเข้าไปในอากาศและมุ่งตรงไปยังห้องทำงานของขุนนางซุนที่อยู่ไม่ไกล

     

    การใช้พลังครั้งนี้ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หลินเฟิงรู้สึกถึงกระแสพลังที่แข็งแกร่งและเสถียรกว่าเมื่อก่อน หางทั้งห้าของเขาที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมกระตุกเบาๆ ราวกับกำลังส่งผ่านพลังงานเสริมให้กับการใช้มนตรา ความรู้สึกนี้ทำให้เขายิ้มอย่างพึงพอใจ การยกระดับพลังครั้งล่าสุดนั้นคุ้มค่าจริงๆ

     

    ภายในห้องทำงาน ขุนนางซุนกำลังนั่งกุมขมับกับปัญหาฎีกาที่ค้างคาและความกดดันจากตระกูลหวังเรื่องการแต่งงานของบุตรสาว เขาเพิ่งได้รับจดหมายจากตระกูลหวังที่เร่งรัดให้กำหนดวันแต่งงานให้เร็วขึ้น ทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างมาก เพราะเขารู้ดีว่าซือซือไม่มีความสุขกับการแต่งงานครั้งนี้

     

    ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แล่นพล่านเข้าสู่สมอง ภาพของหลินเฟิงปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเขา ไม่ใช่ในฐานะชายหนุ่มธรรมดา แต่เป็นผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่เคยช่วยชีวิตเขาและครอบครัวไว้ในอดีต ภาพลวงตาที่หลินเฟิงสร้างขึ้นนั้นละเอียดและสมจริงอย่างน่าทึ่ง

     

    ในความทรงจำปลอมนั้น ขุนนางซุนเห็นตัวเองในวัยหนุ่มกำลังถูกโจรป่าล้อมจนติดตาย แต่แล้วหลินเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นมาในร่างของนักเดินทางลึกลับ ใช้พลังเหนือธรรมชาติกวาดล้างโจรป่าเหล่านั้นจนหมดสิ้น หลังจากนั้นหลินเฟิงยังได้ช่วยรักษาแผลของเขาและให้คำแนะนำที่ทำให้เขาได้รับตำแหน่งขุนนางในที่สุด

     

    มนตราลวงตานี้ลึกล้ำนัก มันไม่ได้เพียงแค่สะกดจิตชั่วคราว แต่เป็นการปลูกฝังความทรงจำและความรู้สึกใหม่ลงไปในจิตใต้สำนึก ขุนนางซุนเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาดูเลื่อนลอยไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาใสกระจ่าง แต่แฝงไปด้วยความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า

     

    "ข้าช่างโง่เขลานัก... ท่านอาจารย์หลินคือผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ข้ากลับต้อนรับเขาอย่างธรรมดาเกินไป" ขุนนางซุนพึมพำกับตัวเอง ความรู้สึกผิดและความกตัญญูท่วมท้นใจเขา

     

    เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานอย่างรีบร้อน ทิ้งเอกสารทั้งหมดไว้เฉยๆ และเดินออกจากห้องทำงานตรงมายังศาลากลางน้ำทันที ข้าราชการและคนใช้ที่เห็นท่าทางเร่งรีบของนายต่างแปลกใจ แต่ไม่กล้าถามถึงสาเหตุ

     

    เมื่อเห็นหลินเฟิง ขุนนางซุนก็รีบคุกเข่าลงคำนับอย่างนอบน้อม การกระทำนี้ทำให้คนใช้ที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึง พวกเขาไม่เคยเห็นนายของตนคุกเข่าให้ใครมาก่อน แม้แต่เจ้าเมืองหวังยังไม่เคยได้รับการต้อนรับแบบนี้

     

    "ท่านอาจารย์หลิน! ข้าซุนหมิง ขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านที่ช่วยเหลือตระกูลซุนมาโดยตลอด ตั้งแต่นี้ไป ท่านคือแขกพิเศษสูงสุดของจวนแห่งนี้ คำสั่งของท่านคือคำสั่งของข้า!" เสียงของขุนนางซุนสั่นเครือด้วยอารมณ์

     

    หลินเฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจ แต่ภายนอกเขายังคงแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน "ท่านขุนนางซุนเกรงใจไปแล้ว ข้าเพียงทำตามสิ่งที่ควรทำเท่านั้น"

     

    "ไม่เลยท่านอาจารย์! เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ ข้าขอสั่งให้บุตรสาวทั้งสองของข้า ซือซือและเหมยเหมย คอยดูแลรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใด พวกนางต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง!" ขุนนางซุนประกาศเสียงดัง

     

    คำประกาศนี้ทำให้คนใช้ในบริเวณนั้นต่างกระซิบกันอย่างตื่นเต้น พวกเขาไม่เคยเห็นนายให้เกียรติใครขนาดนี้มาก่อน การที่ขุนนางซุนยอมให้บุตรสาวทั้งสองไปรับใช้ชายหนุ่มคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในจวนแห่งนี้

     

    ซือซือและเหมยเหมยลอบสบตากันพร้อมกับรอยยิ้มที่ซ่อนเร้น พวกนางคุกเข่าลงรับคำสั่งบิดาอย่างพร้อมเพรียง "ลูกจะดูแลท่านอาจารย์หลินอย่างดีที่สุดเจ้าค่ะ"

     

    ซือซือรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดหลินเฟิงมากขึ้น ส่วนเหมยเหมยก็มีความรู้สึกคล้ายกัน แม้ว่านางจะยังคงความเขินอายอยู่บ้าง แต่ความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดเขานั้นมีมากกว่า

     

    เมื่อจัดการเรื่องในจวนเรียบร้อย หลินเฟิงก็เริ่มดำเนินการขั้นต่อไป นั่นคือการจัดการกับ "คุณชายหวัง" คู่หมั้นของซือซือที่ชอบมาวอแวให้นางรำคาญใจ เขารู้ดีว่าหากไม่จัดการกับปัญหานี้ให้เสร็จสิ้น แผนการใหญ่ของเขาอาจจะมีปัญหาได้

     

    หลินเฟิงใช้เวลาหลายวันในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคุณชายหวัง จากการสอบถามซือซือและการใช้เครือข่ายข้อมูลของหูเม่ย เขาพบว่าคุณชายหวังเป็นคนที่มีนิสัยเจ้าชู้และชอบข่มเหงผู้อื่น เขามักจะใช้อำนาจของบิดาในการกดขี่คนที่มีฐานะต่ำกว่า

     

    ในบ่ายวันนั้น คุณชายหวังผู้จองหองเดินทางมาที่จวนตระกูลซุนเพื่อทวงถามเรื่องกำหนดการแต่งงาน เขาเดินเข้ามาในจวนด้วยท่าทางกร่าง โดยมีผู้ติดตามกลุ่มใหญ่ ทั้งยังพูดจาเสียงดังราวกับเป็นเจ้าของสถานที่

     

    "ข้าต้องการเห็นหน้าซือซือเดี๋ยวนี้!" คุณชายหวังตะโกนเสียงดัง "การแต่งงานต้องจัดขึ้นภายในเดือนหน้า ข้าไม่อยากรอแล้ว!"

     

    ขุนนางซุนที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของมนตราลวงตารู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของคุณชายหวัง แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เนื่องจากอำนาจของตระกูลหวัง อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเลื่อมใสที่มีต่อหลินเฟิงทำให้เขาลังเลใจ

     

    หลินเฟิงไม่ได้ออกไปพบคุณชายหวังโดยตรง แต่เขาซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของศาลา เขาเรียกใช้พลังหางที่สี่ซึ่งเป็นพลังแห่งการสร้างภาพหลอน เขาใช้พลังลวงตาสร้าง "เขตแดนฝันร้าย" ขึ้นรอบตัวคุณชายหวัง การสร้างเขตแดนนี้ต้องใช้ความเข้มข้นสูง เพราะต้องครอบคลุมพื้นที่กว้างและสร้างภาพหลอนที่สมจริง

     

    พลังงานสีม่วงเข้มแผ่ออกจากดวงตาของหลินเฟิงอย่างเงียบเชียบ มันแพร่กระจายไปทั่วบริเวณที่คุณชายหวังยืนอยู่ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะพลังนี้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

     

    ทันทีที่คุณชายหวังเดินเข้าสู่เขตแดน เขาก็เริ่มเห็นภาพหลอนที่น่าสยดสยอง พื้นดินใต้เท้าของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและเหนียวเหนอะหนะ เขาเห็นพื้นดินกลายเป็นหนองน้ำที่เต็มไปด้วยซากศพที่เน่าเปื่อย กลิ่นเหม็นคาวที่แสนจะน่าขยะแขยงลอยฟุ้งขึ้นมา

     

    "นี่... นี่อะไรกัน!" คุณชายหวังอุทานด้วยความตกใจ เขามองไปรอบๆ และเห็นต้นไม้ในสวนเปลี่ยนร่างเป็นปีศาจที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียด กิ่งไม้กลายเป็นแขนที่ยื่นออกมาจะคว้าตัวเขา

     

    แต่ที่น่าสยองที่สุดคือภาพของหลินเฟิงที่ปรากฏขึ้นในร่างจิ้งจอกยักษ์ห้าหาง ขนสีเงินของมันเปล่งประกายในแสงมืด ดวงตาสีแดงเลือดจ้องมองเขาด้วยความโกรธแค้น หางทั้งห้ากวัดแกว่งอย่างน่าเกรงขาม เขี้ยวยาวแหลมคมเผยออกมาจากปากที่อ้าโหวงกว้าง

     

    "อ๊ากกกก! ปีศาจ! ช่วยด้วย!" คุณชายหวังกรีดร้องออกมาอย่างเสียสติ เสียงของเขาแหลมสูงจนคนในจวนต่างหันมามอง เขาล้มลงไปกองกับพื้นและพยายามคลานหนีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

     

    ผู้ติดตามของเขาต่างตกตะลึงเพราะพวกเขาไม่เห็นสิ่งที่เขากำลังเห็น ในสายตาของพวกเขา คุณชายหวังกำลังกรีดร้องและคลานไปมาอย่างไร้เหตุผล พวกเขาพยายามเข้าไปช่วย แต่คุณชายหวังกลับผลักพวกเขาออกไปด้วยความหวาดกลัว

     

    "อย่าเข้ามาใกล้! มันจะกินพวกเจ้าด้วย!" คุณชายหวังตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

     

    หลินเฟิงเดินออกมาจากมุมมืดอย่างช้าๆ ท่าทางของเขาสงบเสงี่ยม แต่ดวงตาเปล่งประกายด้วยพลังที่น่าเกรงขาม เขาจ้องมองคุณชายหวังด้วยสายตาที่เย็นชา ราวกับกำลังมองดูแมลงตัวหนึ่ง

     

    "คุณชายหวัง..." เสียงของหลินเฟิงแผ่วเบาแต่แฝงด้วยพลังกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวหนาวเหน็บ "ซุนซือซือไม่ใช่ผู้หญิงที่คนอย่างเจ้าจะแตะต้องได้ หากเจ้ายังกล้ามาที่นี่อีก ครั้งหน้าข้าจะให้เจ้าได้เห็นนรกที่แท้จริง"

     

    คำพูดของหลินเฟิงที่แฝงไปด้วยพลังกดดันทำให้คุณชายหวังถึงกับปัสสาวะราดกางเกง กลิ่นฉี่ลอยฟุ้งขึ้นมา ทำให้ผู้ติดตามของเขาต่างหน้าบูดบึ้ง เขาพยายามพยักหน้าอย่างบ้าคลั่งก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งหนีออกจากจวนไปโดยไม่คิดจะหันหลังกลับมามองอีก

     

    "นายท่าน! นายท่าน!" ผู้ติดตามต่างตะโกนเรียกและวิ่งตามไป ทิ้งให้คนในจวนต่างมองตามด้วยความงุนงง

     

    ซือซือที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง นางเดินเข้าไปใกล้หลินเฟิงด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม "ท่านอาจารย์... สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้..."

     

    "เป็นเพียงการสอนบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ" หลินเฟิงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "คนอย่างเขาไม่สมควรได้รับความสุขจากผู้หญิงดีๆ อย่างเจ้า"

     

    หลังจากนั้นไม่นาน ตระกูลหวังก็ได้ส่งจดหมายขอยกเลิกการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่าคุณชายหวังมีอาการป่วยทางจิตกะทันหันและไม่คู่ควรกับคุณหนูซือซือ จดหมายฉบับนั้นเขียนด้วยลายมือที่สั่นเครือ แสดงให้เห็นถึงความตกใจของผู้เขียน

     

    ข่าวการยกเลิกหมั้นหมายแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างพูดกันว่าคุณชายหวังเป็นบ้าไปแล้ว เพราะมีคนเห็นเขาวิ่งออกจากจวนตระกูลซุนด้วยสภาพที่น่าสมเพช บางคนก็เล่าว่าเขายังคงพูดเพ้อเจ้อเกี่ยวกับปีศาจจิ้งจอกยักษ์

     

    ซือซือได้รับอิสระอย่างสมบูรณ์ตามที่นางปรารถนา นางโผเข้ากอดหลินเฟิงด้วยความดีใจ โดยไม่สนใจว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ "ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากเจ้าค่ะ! ท่านช่วยให้ข้าหลุดพ้นจากขุมนรกนั้นจริงๆ"

     

    หลินเฟิงลูบหัวนางเบาๆ ความอบอุ่นจากการสัมผัสทำให้ซือซือรู้สึกปลอดภัยและมีความสุข "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ซือซือ... ข้ายังมีแผนการที่ใหญ่กว่านี้รออยู่"

     

    เขามองออกไปนอกจวนตระกูลซุน มุ่งตรงไปยังทิศทางของเมืองหลวง ในใจของเขาได้วางแผนการบงการเจ้าเมืองหวังเพื่อผลักดันขุนนางซุนให้ก้าวหน้า และนั่นจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาเขาและสาวๆ เข้าสู่ใจกลางแห่งอำนาจและกามารมณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

     

    หลังจากจัดการความวุ่นวายของคุณชายหวังจนราบคาบ หลินเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ เขารู้ดีว่าการจะครอบครองใต้หล้าและเก็บเกี่ยวแต้ม BP ให้ได้มหาศาลนั้น ลำพังเพียงพลังอำนาจเหนือธรรมชาติอาจไม่เพียงพอ เขาจำเป็นต้องมี "อำนาจในโลกมนุษย์" เป็นฉากหน้า และเป้าหมายต่อไปของเขาก็คือ เจ้าเมืองหวัง บิดาของผู้ที่เพิ่งถูกเขาสั่งสอนไป

     

    การที่จะเข้าถึงเจ้าเมืองหวังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเป็นคนที่มีอำนาจสูงและมีการป้องกันที่เข้มงวด หลินเฟิงจึงต้องใช้เวลาหลายวันในการวางแผนและเตรียมการ เขาเรียกตัว หูเม่ย และ ซุนซือซือ มาร่วมวางแผนในห้องลับ

     

    ห้องลับแห่งนี้เป็นห้องที่หลินเฟิงได้จัดเตรียมไว้สำหรับการประชุมลับ ภายในห้องมีแผนที่ของเมืองและข้อมูลต่างๆ ที่เขาได้รวบรวมมา ทั้งสองสาวบัดนี้เปี่ยมไปด้วยพลังและปัญญาที่ได้รับการยกระดับจากเขา พวกนางไม่ใช่เพียงแค่สาวงามธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นผู้ช่วยที่มีความสามารถสูง

     

    ซือซือใช้ความรู้เรื่องโครงสร้างอำนาจในท้องถิ่นที่นางได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ส่วนหูเม่ยใช้ประสาทสัมผัสจิ้งจอกในการสืบหาความลับที่ซ่อนอยู่ การทำงานร่วมกันของทั้งสองทำให้ได้ข้อมูลที่มีค่ามาก

     

    "ท่านอาจารย์เจ้าคะ เจ้าเมืองหวังผู้นี้ภายนอกดูเป็นขุนนางตงฉิน แต่เบื้องหลังเขามีการยักยอกงบประมาณหลวงที่ใช้ในการซ่อมแซมเขื่อนเมื่อปีก่อนเจ้าค่ะ" ซือซือรายงานพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "และที่สำคัญ... เขามีความสัมพันธ์ลับๆ กับอนุภรรยาของขุนนางตรวจการจากเมืองหลวงที่เคยมาพักที่นี่ด้วย"

     

    หูเม่ยเสริม "ข้าได้ใช้พลังจิ้งจอกแอบดูเขาหลายครั้งแล้วเจ้าค่ะ เขามีนิสัยชอบเล่นการพนันและดื่มเหล้าจัด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเก็บเอกสารลับไว้ในห้องใต้ดินของจวน เอกสารเหล่านั้นเป็นหลักฐานการทุจริตของเขาเองและขุนนางคนอื่นๆ อีกหลายคน"

     

    หลินเฟิงยกยิ้มอย่างพึงพอใจ "ดีมาก... ข้อมูลเหล่านี้แหละคือโซ่ตรวนที่จะล่ามคอเจ้าเมืองหวังไว้กับเรา"

     

    เขาเดินไปที่แผนที่และชี้ไปที่จวนเจ้าเมืองหวัง "คืนนี้เราจะดำเนินการ ซือซือ เจ้าต้องคอยดูแลให้บิดาของเจ้าไม่ออกจากห้องนอน หูเม่ย เจ้าต้องคอยเฝ้าดูรอบนอกและเตือนหากมีอันตราย ส่วนข้า... จะไปพบเจ้าเมืองหวังโดยตรง"

     

    ในคืนนั้นเอง หลินเฟิงเดินทางไปยังจวนเจ้าเมืองหวังเพียงลำพัง เขาไม่ได้บุกเข้าไปอย่างเอิกเกริก แต่ใช้พลังหางที่ห้าในการพรางตัวและแทรกซึมผ่านเวรยามเข้าไปจนถึงห้องนอนของเจ้าเมืองหวัง

     

    การใช้พลังพรางตัวนี้ต้องใช้ความเข้มข้นสูง เพราะจวนเจ้าเมืองมีการป้องกันที่เข้มงวด มีเวรยามหลายชั้นและมีนักสู้ที่มีความสามารถคอยเฝ้าอยู่ แต่ด้วยพลังจิ้งจอกห้าหางของหลินเฟิง เขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

     

    เจ้าเมืองผู้มั่งคั่งกำลังนอนหลับใหลอยู่ท่ามกลางสาวงาม ห้องนอนของเขาหรูหราด้วยผ้าไหมและของประดับทองคำ กลิ่นหอมของธูปและน้ำหอมลอยฟุ้งไปทั่วห้อง แต่บรรยากาศอบอุ่นนั้นก็เปลี่ยนไปทันทีเมื่อหลินเฟิงก้าวเข้ามา

     

    อุณหภูมิในห้องลดลงอย่างกะทันหัน ไอเย็นที่ปกคลุมไปทั่วห้องทำให้เจ้าเมืองหวังต้องสะดุ้งตื่นขึ้น เขาลืมตาขึ้นมาด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นเงาดำของชายหนุ่มยืนอยู่ปลายเตียง เขาก็ตกใจจนเกือบจะกรีดร้องออกมา

     

    "เจ้า... เจ้าเป็นใคร!" เจ้าเมืองหวังอุทานด้วยความตกใจ เสียงของเขาสั่นเครือ สาวงามที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ตื่นขึ้นมาและกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

     

    หลินเฟิงไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เขาโยนห่อเอกสารลับและหลักฐานการทุจริตลงบนเตียง เสียงกระดาษที่กระทบกับผ้าไหมดังขึ้นในความเงียบ เมื่อเจ้าเมืองหวังเปิดดูด้วยมือที่สั่นเครือ ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดราวกับกระดาษ

     

    "นี่มัน... เจ้าไปเอาของพวกนี้มาจากไหน!" เสียงของเจ้าเมืองหวังแหบแห้ง ในเอกสารเหล่านั้นมีรายละเอียดการยักยอกเงิน การรับสินบน และหลักฐานความสัมพันธ์ลับกับอนุภรรยาของขุนนางตรวจการ

     

    "นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า... ข้าจะทำอย่างไรกับมัน" หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีม่วงในความมืด "ข้ามีข้อเสนอที่ท่านไม่อาจปฏิเสธได้ เจ้าเมืองหวัง ท่านต้องใช้เส้นสายทั้งหมดที่มีในเมืองหลวง ผลักดันให้ขุนนางซุนหมิงได้รับตำแหน่งในกรมพิธีการหรือกรมมหาดเล็กที่นั่น และท่านต้องเป็นผู้รับรองความประพฤติของเขาด้วยตนเอง"

     

    เจ้าเมืองหวังละล่ำละลัก "แต่... แต่ตำแหน่งในเมืองหลวงมันไม่ได้ขอกันง่ายๆ นะ... ข้าต้องใช้เงินจำนวนมากและต้องติดสินบนขุนนางหลายคน..."

     

    หลินเฟิงโน้มตัวลงไปใกล้ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มพร้อมกับแผ่กลิ่นอายอสูรที่กดดันจนเจ้าเมืองหวังแทบหายใจไม่ออก "ท่านมีทางเลือกสองทาง... หนึ่งคือทำตามที่ข้าบอก แล้วข้าจะเผาหลักฐานเหล่านี้ทิ้งพร้อมกับช่วยให้ท่านก้าวหน้ายิ่งขึ้น หรือสอง... พรุ่งนี้เช้า เอกสารเหล่านี้จะไปวางอยู่บนโต๊ะของขุนนางตรวจการ พร้อมกับข่าวฉาวเรื่องอนุภรรยาของเขา"

     

    เจ้าเมืองหวังเหงื่อกาฬไหลพราก เขาคิดถึงผลที่จะตามมาหากหลักฐานเหล่านี้รั่วไหลออกไป ไม่เพียงแต่เขาจะสูญเสียตำแหน่ง แต่อาจจะต้องติดคุกหรือแม้กระทั่งถูกประหารชีวิต เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้มหัวยอมสยบ

     

    "ข้า... ข้าตกลง ข้าจะจัดการให้เร็วที่สุด!" เสียงของเจ้าเมืองหวังสั่นเครือด้วยความกลัว

     

    หลินเฟิงยิ้มอย่างพึงพอใจ "ดีมาก... และอีกอย่างหนึ่ง ท่านต้องเตรียมจวนที่ดีที่สุดในเมืองหลวงไว้สำหรับขุนนางซุนและครอบครัว ข้าต้องการให้พวกเขาได้รับการต้อนรับที่เหมาะสม"

     

    เมื่อหมากตัวสำคัญถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต้องการ หลินเฟิงก็กลับมาเตรียมการที่จวนตระกูลซุน เขาเรียกสาวๆ ทั้งห้ามาประชุมพร้อมกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง

     

    "เรากำลังจะย้ายไปเมืองหลวง" หลินเฟิงประกาศ "ที่นั่นคือสมรภูมิที่แท้จริง หูเม่ย... เจ้าต้องเตรียมเครือข่ายข้อมูลข่าวสารในย่านเริงรมย์ ไป๋เอ๋อร์... เจ้าต้องคอยดูแลความปลอดภัยเบื้องหลังและฝึกฝนกองกำลังปีศาจเงาของเรา ซือซือและเหมยเหมย... พวกเจ้าต้องช่วยบิดาของเจ้าสร้างฐานอำนาจในราชสำนัก ส่วนเหม่ยหลิง... เจ้าจะเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดในจวนใหม่ของเราที่นั่น"

     

    สาวๆ ทุกคนรับคำด้วยความมุ่งมั่น พวกนางรู้ดีว่าการไปเมืองหลวงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการย้ายที่อยู่ แต่เป็นการขยายอาณาจักรแห่งสิเน่หาของหลินเฟิงให้ครอบคลุมไปถึงใจกลางอำนาจของแผ่นดิน

     

    ตลอดหลายวันต่อมา จวนตระกูลซุนเต็มไปด้วยความวุ่นวายของการจัดเตรียมข้าวของ ขุนนางซุนที่ยังคงอยู่ในมนตราลวงตาเชื่อว่าตนเองได้รับโชคลาภครั้งใหญ่จากการสนับสนุนของเจ้าเมืองหวัง เขาเดินยิ้มหน้าบานไปทั่วจวนและคอยยกย่องหลินเฟิงไม่ขาดปาก

     

    "ท่านอาจารย์หลินช่างเป็นคนที่มีบุญวาสนาจริงๆ!" ขุนนางซุนพูดกับภรรยาด้วยความดีใจ "ตั้งแต่ท่านมาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ซือซือได้หลุดพ้นจากการแต่งงานที่ไม่มีความสุข และตอนนี้ข้ายังได้โอกาสไปรับราชการในเมืองหลวงอีกด้วย"

     

    หลินเฟิงมองดูความวุ่นวายนั้นด้วยสายตาที่ลึกล้ำ เขาเรียกใช้ระบบเพื่อตรวจสอบแต้ม BP ที่เหลืออยู่และเตรียมซื้อไอเทมใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเผชิญหน้ากับขุนนางและจอมยุทธ์ในเมืองหลวง

     

    "เมืองหลวง... ที่นั่นจะมีหญิงงามและขุนนางโฉดให้ข้าได้เก็บเกี่ยวอีกมากมาย" หลินเฟิงพึมพำกับตัวเอง หางทั้งห้ากวัดแกว่งอย่างทรงพลังภายใต้เสื้อคลุม "หางที่หก... ข้าจะคว้ามันมาให้ได้ที่นั่น"

     

    คล้ายกับเรื่องจิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม ที่คุณอ่าน